ภาษาไทย
Vaccine price list
Malaria checking
Contact us
Search in this site
Facebook Image
Share this site on facebook
........ ........

FAQ (Frequently Asked Questions) About Travelers' diarrhea    

Complied by: Dr. Watcharapong Piyaphanee  
Produced by: Information Leaflet Committee, Faculty of Tropical Medicine, Mahidol Universit

about-traveler-diarrhea

 

What’s Travelers’ diarrhea?

        Travelers' diarrhea is the most common illness affecting travelers. Every countries is at risk for travelers' diarrhea. But most cases occur in developing countries of Latin America, Africa, the Middle East, and Asia. In Thailand, prevalence of travelers' diarrhea is much lower nowadays, due to better sanitary conditions.

 

What causes travelers’ diarrhea? 

         Germ in the unclean food or drink can cause travelers' diarrhea.The most common causative agent is enterotoxigenic Escherichia coli (ETEC). Other pathogens can cause travelers' diarrhea such as campylobacter, salmonella, shigella, vibrio spp., and many kinds of intestinal parasites.


What are the common symptoms of traveler’s diarrhea?

            The onset of travelers' diarrhea usually occurs within the first week of travel, but it may occur at any time while traveling. It also can occur shortly after you get home.
            Diarrhea usually occurs abruptly. The illness results in increasing frequency and amount of loose or watery stool. It usually causes 5-10 bowel movements each day. Other common symptoms are abdominal pain, nausea, vomiting, bloating, and fever.


What is the natural course of disease?
 

          Even without treatment, travelers' diarrhea usually subsides with in 2-5 days. Most cases are mind. Some cases may having dehydration, fatique, and high grade fever, mayrequired hospitalization.

 
What is the treatment of travelers’ diarrhea? 

           Whenever possible, you should have your stool checked to find the causative pathogen. Most travelers' diarrhea is treated with appropriate antibiotics and supportive treatment. Oral rehydration is recommended to replace the lost fluid and electrolytes. Hospitalized cases usually require intravenous fluid rehydration.

 

What about the antimotility drug?

          Antimotility agents (e.g. loperamide) can reduce diarrhea by slowing the bowel movement. Since diarrhea is the body’s defense mechanism to get rid of the pathogen from the gastrointertinal tract, therefore antimotility agents may reduce the clearance of the pathogen and lead to systemic toxicity in the patient. However, these agents may be useful in reducing diarrhea while traveling.

         Never use these drug in the patients with fever or mucous-bloody stool. Medical consultation is needed.

 

Is there any drug can be used to prevent travelers’ diarrhea?

         Taking antibiotics to prevent diarrhea is not recommended. Routine antimicrobial prophylaxis increases the risk for adverse reactions to the travelers and may increase resistance to the organism.

 

Where can I seek for medical care if I have diarrhea? 

         All hospital in Thailand can take care travelers' diarrhea. Most patients can be treated as outpatients but some patients may need hospitalization. In our clinic, all patients will be requested to collect their stool to check for the pathogen. You may collect your stool before attending our clinic. Use small plastic container collecting device.         

 

How can I prevent travelers' diarrhea? 

         Travelers' diarrhea is caused by a pathogen in unclean food or drink. Here are some useful tips.

        - Avoid eating food or drinking beverage from uncertain origin.

        - Avoid eating raw or undercooked meat and seafood.

        - Avoid unpasteurized dairy products.

        - Don't drink tap water.

        - Bottled water is probably safe, but be sure the cap and seal are not broken.

        - Bottled carbonated beverages and canned drinks are normally safe.         

 

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย

Malaria4

โรคมาลาเรียคืออะไร
       โรคมาลาเรียเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ติดจากยุงมาสู่คน โดยเชื้อมาลาเรียในมนุษย์มีทั้งหมด 4 ชนิดคือ Plasmodium falciparum, Plasmodium vivax, Plasmodium malariae    และ  Plasmodium o  valae

โรคมาลาเรียพบบ่อยแค่ไหน และพบในส่วนไหนของประเทศไทย
        โรคมาลาเรียพบในประเทศเขตร้อน และเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ องค์การอนามัยโรคประมาณกันว่าในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยเป็นมาลาเรียถึงปีละ 300-400 ล้านคนทั่วโลก และมีคนเสียชีวิตปีละประมาณ 1 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เกิดในทวีปแอฟริกา
         ส่วนในประเทศไทยเองสามารถพบเชื้อมาลาเรียได้ในเขตป่า โดยเฉพาะตามเขตชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น ชายแดนไทย-พม่า ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจังหวัดที่มีการรายงานพบผู้ป่วยมาลาเรียเป็นจำนวนมากคือ จังหวัดตาก กาญจนบุรี ตราด ราชบุรี แม่ฮ่องสอน เป็นต้น โดยจะพบในเขตพื้นที่ที่เป็นป่าเขาเท่านั้น  ไม่พบมาลาเรียในเขตเมือง

โรคมาลาเรียติดต่ออย่างไร
          โดยปกติแล้วคนสามารถติดเชื้อมาลาเรียโดยการถูกยุงก้นปล่อง (Anopheles)กัด โดยยุงจะปล่อยเชื้อมาลาเรียเข้าร่างกายคน หลังจากนั้นจะมีการแบ่งตัวมากขึ้นทำให้เกิดอาการของโรคมาลาเรียได้ และ เมื่อมียุงก้นปล่องมากัดคนที่เป็นมาลาเรียจะสามารถนำเชื้อแพร่ไปสู่คนอื่นได้อีก
          เนื่องจากเชื้อมาลาเรียอยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีรายงานการติดเชื้อมาลาเรียโดยการได้รับเลือด โดยการใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกัน

Falciparum malaria
เชื้อมาลาเรียในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วย

อาการของโรคมาลาเรียเป็นอย่างไร
           โดยปกติแล้วผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการภายหลังได้รับเชื้อแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 2 เดือน โดยอาการของผูป่วยคือจะมีไข้สูง หนาวสั่น เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว บางรายมีการบวดท้อง ท้องเสียได้ และในรายที่รุนแรงจะมีการซีดลง เหลืองมากขึ้น ซึม มีภาวะไตวาย ถ้ารุนแรงมากอาจเสียชีวิตได้

            จะรู้ได้อย่างไรว่าติดเชื้อมาลาเรียแล้ว ถ้าคุณมีอาการไข้ โดยเฉพาะไข้สูงหนาวสั่นขณะอยู่ในป่าหรือเพิ่งเดินทางกลับจากป่า คุณควรจะไปรับการตรวจเลือดทันที และต้องบอกแพทย์ว่ามีประวัติเดินทางเข้าป่าเสมอ การตรวจเชื้อมาลาเรียในเลือดเป็นการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดว่ามีติดเชื้อมาลาเรียหรือไม่ ทางโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนเองมีบริการตรวจหาเชื้อมาลาเรียตลอด 24 ชั่วโมง

การรักษาโรคมาลาเรียต้องทำอย่างไร
            มาลาเรียเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ ซึ่งหลักสำคัญคือ ต้องรีบวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ในเนิ่นๆ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาในการให้ยารักษามาลาเรีย ตามชนิดของเชื้อ ความรุนแรงของโรค และสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ควรซื้อยารักษามาลาเรียกินเอง เพราะอาจจะได้ยาที่ไม่มีคุณภาพ หรือเป็นยาที่ใช้ไม่ได้ผลทำให้มีการดื้อยา ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์จำเป็นต้องรับผู้ป่วยไว้ดูแลในโรงพยาบาล


จะป้องกันมาลาเรียได้อย่างไร
             เมื่อจะเดินทางเข้าป่า หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด พยายามใส่เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด และนอนในมุ้งหรือในบ้านที่มีมุ้งลวดเสมอ โดยปกติยุงก้นปล่องซึ่งนำเชื้อมาลาเรียจะออกหากินตอนกลางคืน
ในช่วงเวลาดังกล่าวต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องยุง ควรใช้ยากันยุงที่ได้รับรองมาตราฐาน และใช้ทางผิวหนังทุกๆ 3-4 ชั่วโมง

ยาป้องกันมาลาเรียจำเป็นหรือไม่
             โดยปกติแล้วในประเทศไทยไม่แนะนำให้ใช้ยาเพื่อป้องกันมาลาเรีย เนื่องจากไม่มียาใดที่ได้ผล 100% ในการป้องกัน และยาเองยังอาจมีผลข้างเคียงจากยาได้ ดังนั้นไม่ควรซื้อยาป้องกันมาลาเรียกินเอง ในบางรายที่มีความจำเป็นแพทย์จะพิจารณาในการให้ยาเป็นรายๆไป อย่างไรก็ดี การตรวจเลือดเมื่อมีไข้ขณะหรือหลังเดินทางออกจากป่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และต้องแจ้งแพทย์ผู้ดูแลเสมอถึงประวัติการเดินทาง 

จะเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องป้องกันมาลาเรียอย่างไร
              มาลาเรียเป็นโรคในเขตร้อน จะพบมาลาเรียมากในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ เอเซีย และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในบางประเทศ โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาจะพบการติดเชื้อมาลาเรียมาก เนื่องจากเป็นแหล่งโรค ควรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางเสมอ เพราะในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับยาป้องกันมาลาเรีย

อ่านเพิ่มเติม:

 

ไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever)

 

เรียบเรียงโดย   รองศาสตราจารย์ชูเกียรติ  ศิริชยกุล 
                            วิภา   ปริญานุภาพ 
จัดทำโดย         คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์ 
                           คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

denguehemorrhagic (1).jpg

 

สาเหตุของโรค
       เกิดจากไวรัสเดงกีซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ การติดเชื้อครั้งแรกมักจะมีอาการไม่รุนแรง แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่ 2 โดยเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาการมักจะรุนแรงถึงขั้นเลือดออกหรือช็อค หรือเสียชีวิต โรคนี้พบมาก ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

 
การติดต่อ
        โรคนี้ติดต่อจากคนสู่คน โดยมียุงลาย (Aedes aegypti ) เป็นพาหะที่สำคัญ ยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในยุงหลังจากนั้นยุงจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวตลอดอายุของมัน (ประมาณ 1-2 เดือน) และสามารถถ่ายทอดเชื้อให้คนที่ถูกมันกัดได้ ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ภายในบ้านและบริเวณบ้าน มักจะกัดเวลากลางวัน แหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำใสที่ขังอยู่ตามภาชนะเก็บน้ำต่างๆ เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ กระถาง ยางรถ เป็นต้น โดยทั่วไปโรคนี้จะพบมากในฤดูฝน เนื่องจากเด็กมักอยู่ในบ้านมากกว่าฤดูอื่นๆ และยุงลายมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝน แต่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ อาจพบโรคนี้ได้ตลอดปี  

อาการ
          ในการติดเชื้อไวรัสแดงกีครั้งแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80-90%) จะไม่แสดงอาการ ผู้มีอาการจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก และมีผื่นที่ผิวหนังได้ แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่สอง โดยเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาจเป็นไข้เลือดออก ซึ่งมีอาการสำคัญแบ่งแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ

1. ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา เด็กบางคนอาจชัก เนื่องจากไข้สูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา ระยะนี้จะเป็นอยู่ราว 2-7 วัน

2. ระยะช็อค ระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง ผู้ป่วยจะซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ในรายที่รุนแรง จะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อค และอาจถึงตายได้ ระยะนี้กินเวลา 24-48 ชั่วโมง

3. ระยะพักฟื้น อาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว 
 denguehemorrhagic (3).jpg
การวินิจฉัย
           เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกในการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก คือ มีไข้สูง มีเลือดออกง่าย (ทดสอบโดยการรัดแขนแล้วพบจุดเลือดออกตามร่างกาย เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน) เจ็บชายโครงขวาเนื่องจากตับโต ช็อค ตรวจเลือดพบเกล็ดเลือดต่ำ เลือดข้นขึ้น และอาจตรวจน้ำเหลืองหรือเพาะเชื้อไวรัสจากเลือด เพื่อยืนยันการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ในระยะ 1-2 วันของไข้ อาจมีอาการไม่ชัดเจน ผลเลือดอาจจะยังปกติ จึงต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและเจาะเลือดซ้ำถ้าอาการไม่ดีขึ้น

 

denguehemorrhagic (4).jpg

การรักษา
            เนื่องจากยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไวรัสเดงกี การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยให้ยาพาราเซทตามอลในช่วงที่มีไข้สูง ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกรุนแรงขึ้น ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ยาแก้คลื่นใส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ป้องกันภาวะช็อคได้ ระยะที่เกิดช็อคส่วนใหญ่จะเกิดพร้อมๆกับช่วงที่ไข้ลดลง ผู้ปกครองควรทราบอาการก่อนที่จะช็อค คือ อาจมีอาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง มีอาการกระสับกระส่ายหรือซึมลง มือเท้าเย็นพร้อมๆกับไข้ลดลง หน้ามืด เป็นลมง่าย หากเป็นดังนี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที


การป้องกัน
             • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนในมุ้งแม้ในเวลากลางวัน
             • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบๆบ้าน
             • ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะที่ขังน้ำทุก 7 วัน เช่น แจกัน
             • กำจัดภาชนะแตกหักที่ขังน้ำ เช่น ยางรถเก่า กระถาง
             • เลี้ยงปลากินลูกน้ำในอ่างบัวหรือแหล่งน้ำอื่นๆ
             • ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะอื่นๆให้มิดชิดหรือใส่ทรายเคมีกำจัดลูกน้ำ(Temephos) ในภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้
            ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูลงในจานรองขาตู้กับข้าว 

 

denguehemorrhagic.jpg