” เมื่อเราพูดถึงการเตรียมตัวก่อนการเดินทาง เรามักนึกถึงวัคซีน ยาป้องกันโรค อาหาร น้ำดื่ม หรือโรคติดเชื้อที่อาจพบในจุดหมายปลายทาง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่นักเดินทางสัมผัสอยู่ตลอดเวลาและมักถูกมองข้าม นั่นคือ อากาศที่เราหายใจ
รู้หรือไม่ว่า.. เพียงแค่การหายใจหนึ่งครั้ง เราอาจสูดมลพิษหลายชนิดเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ชนิดและระดับของมลพิษที่ได้รับอาจแตกต่างกันอย่างมาก”
มลพิษทางอากาศคืออะไร?
มลพิษทางอากาศ หรือ air pollution ประกอบด้วยสารมลพิษหลายชนิด โดยสามารถแบ่งอย่างง่าย ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ particulate matter (PM) หรือฝุ่นละออง และ gaseous pollutants หรือมลพิษในรูปก๊าซ Particulate matter มีขนาดแตกต่างกัน ตั้งแต่ PM10 ไปจนถึง PM2.5 ที่เราคุ้นเคยกันดี โดย PM10 และ PM2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่มีการติดตามและกำหนดแนวทางด้านคุณภาพอากาศอย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก
แต่ในปัจจุบัน เราให้ความสนใจกับ PM ที่มีขนาดเล็กลงไปอีก นั่นคือ ultrafine particles หรือ UFPs หรือ PM0.1 ซึ่งหมายถึงอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมโครเมตร
UFPs ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานสากลที่กำหนดให้มีการตรวจวัดและรายงานระดับ UFPs เป็นประจำ ขณะเดียวกัน ด้วยขนาดที่เล็กมาก UFPs สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ลึก และเมื่ออนุภาคมีขนาดเล็กลง อัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ UFPs มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับอนุภาคขนาดใหญ่ที่ได้รับในมวลเท่ากัน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ.. ไม่ว่าฝุ่นละอองจะมีขนาดเท่าใด อนุภาคเหล่านี้ล้วนมีขนาดเล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็นได้ ดังนั้น “ท้องฟ้าที่ดูใสไม่ได้หมายความว่าอากาศปราศจากมลพิษ”
อีกกลุ่มหนึ่งคือ ก๊าซมลพิษ เช่น ozone หรือ O₃, nitrogen dioxide หรือ NO₂, sulfur dioxide หรือ SO₂, carbon monoxide หรือ CO และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ volatile organic compounds หรือ VOCs
นักเดินทางพบมลพิษจากที่ไหนได้บ้าง?
ชนิดของมลพิษที่นักเดินทางได้รับขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของแต่ละ destination
1. เมืองใหญ่และการจราจร
เมื่อเดินทางไปยังเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและการจราจรสูง นักเดินทางอาจได้รับสัมผัส PM2.5, NO₂ และ CO จากยานพาหนะและกิจกรรมการเผาไหม้ การเดินบนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น การนั่งรถในช่วงรถติด หรือการออกกำลังกายกลางแจ้งใกล้ถนน ล้วนเพิ่มโอกาสในการได้รับมลพิษ
จากรายงาน IQAir World Air Quality Report ปี 2025 ประเทศที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงที่สุดในโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ Pakistan ที่ 67.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามด้วย Bangladesh 66.1, Tajikistan 57.3, Chad 53.6 และ Democratic Republic of the Congo 50.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
สำหรับประเทศไทย ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 อยู่ที่ 17.8 µg/m³ จัดอยู่ในอันดับที่ 48 จาก 143 ประเทศ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Top 5 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ถือว่าสูงเกินกว่า WHO แนะนำที่ 5 µg/m³ ถึงประมาณ 3.6 เท่า
2. เมืองที่มี ozone สูง
รู้หรือไม่ว่า Ozone มีทั้ง “Good Ozone” และ “Bad Ozone” Ozone ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (stratospheric ozone) เป็น “Good Ozone” เพราะช่วยดูดซับรังสี UV ที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์และช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลก
ในทางกลับกัน ground-level ozone หรือโอโซนที่ระดับพื้นดิน เป็น “Bad Ozone” เพราะเป็น มลพิษทางอากาศ ที่สามารถระคายเคืองระบบทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในวันที่มีแสงแดดจัด เนื่องจากโอโซนชนิดนี้เกิดจาก ปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศระหว่างแสงแดดกับก๊าซ NOₓ และ VOCs ซึ่งมาจากการจราจร โรงงาน และการเผาไหม้
ดังนั้น สำหรับนักเดินทาง ควรหลีกเลี่ยงไปในสถานที่ที่มีจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะในวันที่มีแดดจัด และสิ่งสำคัญคือ O₃ ไม่มีสีและไม่สามารถประเมินระดับความเข้มข้นจากการมองด้วยตาเปล่าได้ จึงต้องตรวจสอบข้อมูลคุณภาพอากาศก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้ง
3. ภูเขาไฟและพื้นที่ geothermal
การไปเที่ยวภูเขาไฟ น้ำพุร้อน หรือพื้นที่ geothermal เป็นตัวอย่างที่ดีของการได้รับสัมผัสมลพิษจากธรรมชาติ โดยก๊าซที่อาจพบ ได้แก่ SO₂ และ hydrogen sulfide (H₂S)
- H₂S เป็นก๊าซที่มักมีกลิ่นคล้าย ไข่เน่า ซึ่งนักเดินทางอาจจะพบได้บริเวณ geothermal เช่น Yellowstone, Rotorua ในนิวซีแลนด์ และแหล่งน้ำพุร้อนในไอซ์แลนด์ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้กลิ่นเป็นตัวประเมินความปลอดภัยของอากาศ เพราะการรับกลิ่นอาจลดลงเมื่อได้รับ H₂S ต่อเนื่องหรือที่ความเข้มข้นสูง
- ส่วน SO₂ (sulfur dioxide) มักพบใกล้แหล่งภูเขาไฟที่ยังมีกิจกรรม เช่น Hawaiʻi Volcanoes National Park, Yellowstone National Park ในสหรัฐอเมริกา, Mount Etna ในประเทศอิตาลี และพื้นที่ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการปล่อย volcanic gas หรือ fumaroles ดังนั้น หากได้กลิ่นก๊าซรุนแรง ควรออกจากบริเวณดังกล่าวและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
4. ไฟป่าและควัน
ณ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 หลายประเทศในยุโรปตอนใต้ได้รับผลกระทบจากไฟป่าอย่างรุนแรง ได้แก่ สเปน ฝรั่งเศส โปรตุเกส กรีซ อิตาลี และตุรกี ดังนั้น หากนักเดินทางมีแผนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ ควรคำนึงถึงความเสี่ยงจาก wildfire smoke ด้วย เพราะการสัมผัสควันไฟไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณใกล้จุดเกิดไฟเท่านั้น แต่ควันสามารถถูกลมพัดพาไปยังพื้นที่ที่อยู่ห่างจากจุดเกิดไฟได้หลายร้อยกิโลเมตร
ดังนั้น แม้นักเดินทางจะไม่ได้เดินทางไปยังบริเวณที่เกิดไฟป่าโดยตรง ก็ยังสามารถได้รับสัมผัสจาก wildfire smoke ได้ และจึงควรติดตามสถานการณ์ไฟป่าและคุณภาพอากาศของพื้นที่ปลายทางก่อนและระหว่างการเดินทาง
5. Camping และกิจกรรมกลางแจ้ง
การท่องเที่ยวแบบ camping มีความเสี่ยงที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะ carbon monoxide (CO)
CO เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ และเป็นก๊าซที่ ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น จึงไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยประสาทสัมผัส
การใช้เตาถ่าน เตาแก๊ส เครื่องทำความร้อน หรืออุปกรณ์ที่มีการเผาไหม้ในเต็นท์ รถ หรือพื้นที่ปิดที่ระบายอากาศไม่ดี อาจทำให้ CO สะสมและเกิดอันตรายได้
หลักสำคัญคือ ไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่มีการเผาไหม้ภายในเต็นท์หรือพื้นที่ปิด
แล้วมลพิษเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพอย่างไร?
ผลกระทบขึ้นอยู่กับชนิดและระดับของมลพิษ รวมถึงระยะเวลาที่ได้รับสัมผัส
ในระยะสั้น นักเดินทางอาจมีอาการ เช่น ระคายเคืองตา จมูกและคอ ไอ หายใจไม่สะดวก ปวดศีรษะ หรือเหนื่อยง่าย
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจมีความไวต่อมลพิษมากกว่าคนทั่วไป
ในกรณีของ CO การได้รับความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิด ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน หมดสติ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
นักเดินทางควรเตรียมตัวอย่างไร?
การป้องกันมลพิษทางอากาศไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหยุดเดินทาง แต่ควร วางแผนการเดินทางโดยคำนึงถึง environmental exposure
- ก่อนเดินทาง ควรตรวจสอบ air quality หรือ AQI ของจุดหมายปลายทาง โดยเฉพาะหากเดินทางไปในช่วงที่มีปัญหาไฟป่า ฤดูฝุ่น หรือมลพิษทางอากาศสูง
- หากระดับมลพิษสูง ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก และเลือกช่วงเวลาหรือสถานที่ที่มีมลพิษต่ำกว่า
- สำหรับ PM2.5 การใช้หน้ากากที่สามารถกรองอนุภาคได้อย่างเหมาะสม เช่น N95 หรือ respirator ที่มีมาตรฐาน สามารถช่วยลดการสัมผัสอนุภาคได้เมื่อใช้อย่างถูกต้อง
- อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า หน้ากากกรองอนุภาคไม่ได้ป้องกันก๊าซทุกชนิด เช่น CO, O₃, SO₂ หรือ H₂S
- สำหรับสถานที่ที่มี volcanic หรือ geothermal gases ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการปล่อยก๊าซหรือไอจากพื้นดิน
ส่วนการป้องกัน CO ที่สำคัญที่สุดคือ หลีกเลี่ยงแหล่งกำเนิดและมีการระบายอากาศที่ดี ไม่ใช่การใช้หน้ากาก N95
สุดท้าย นักเดินทางควรจำอะไร?
เมื่อเราเดินทาง เราไม่ได้สัมผัสเพียงเชื้อโรค อาหาร น้ำ หรือสภาพอากาศใหม่ ๆ แต่ยังสัมผัสกับ สิ่งแวดล้อมของจุดหมายปลายทาง ด้วย
เมืองที่รถติดอาจทำให้เราได้รับ PM และ NO₂ มากขึ้น
วันที่แดดจัดอาจมี ozone สูง
พื้นที่ภูเขาไฟอาจมี SO₂ หรือ H₂S
ไฟป่าอาจทำให้ PM2.5 และ CO เพิ่มขึ้น
และการ camping ในพื้นที่ปิดอาจทำให้เกิดอันตรายจาก CO
ดังนั้น ก่อนออกเดินทาง นอกจากคำถามว่า “ที่นี่มีโรคอะไร?” เราอาจต้องเพิ่มอีกหนึ่งคำถามว่า









