วันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึงโรคๆหนึ่งครับ ที่แพทย์เรามักจะไม่ได้เห็นโรคนี้มากนักในโรงพยาบาลทั่วๆไป แต่สำหรับหมอเขตร้อนแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลินิกโรคพยาธิ หรือในคลินิกนักท่องเที่ยวของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าหมอคนใดได้เจอคนไข้กลุ่มนี้ มักจะจำได้ เพราะเป็นคนไข้ที่มีความพิเศษมาก และแพทย์เราต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างสูงในการดูแลรักษาคนไข้กลุ่มนี้
เพื่อให้เข้าใจง่าย เราลองมาดูรายละเอียดเบื้องต้นกันเป็นข้อๆครับ
1. โรคนี้คืออะไร ผู้ป่วยจะมีอาการอย่างไร
จริงๆถ้าดูจากชื่อโรค คือ Delusional Parasitosis จะเข้าใจลักษณะของโรคอย่างชัดเจนครับ คือโรคที่ทำให้เกิดความหลงผิด คิดว่าหรือเข้าใจว่าตัวเองมีพยาธิบางอย่างอยู่ในร่างกาย ผู้ป่วยมักมีอาการคัน รู้สึกว่ามีตัวอะไรไช กัด หรือมีตัวพยาธิเคลื่อนที่ตามผิวหนัง หรือตามส่วนต่างๆของร่างกาย ผู้ป่วยหลายรายจะให้ประวัติว่าเห็นตัวพยาธิออกมาจากผิวหนัง ออกมาจากส่วนต่างๆของร่างกาย หรือออกมากับอุจจาระ ปัสสาวะ และผู้ป่วยมักจะพยายามกำจัดพยาธินั้นๆด้วยวิธีต่างๆ เช่น เกา แกะ หรือใช้สารเคมีต่างๆในการฆ่าพยาธิ ซึ่งทำให้ผิวหนังมีการอักเสบและมีแผล ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะพยายามชักจูงให้ผู้อื่นเห็นเหมือนที่ตัวเองเห็น ซึ่งความเชื่อว่าตัวเองมีพยาธินั้นมักจะเป็นความเชื่อที่ฝังแน่น (Fixed idea) แม้ว่าจะไปพบแพทย์ หรือผ่านการตรวจหลายครั้งจากหลายโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยมักจะไม่ยอมเชื่อ และเปลี่ยนหมอ/เปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ
2. อะไรเป็นสาเหตุของโรคนี้ และมักพบโรคนี้ได้ในผู้ป่วยกลุ่มไหน
โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่จัดเป็นโรคทางจิตเวชแบบหนึ่ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การเลี้ยงดู ความเชื่อ รวมถึงความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง ในเวชปฏิบัติมักพบผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย และมักเป็นในผู้ใหญ่วัยกลางคน ที่มีความวิตกกังวล หรือมีความกลัวสูง การท่องเที่ยวในประเทศกำลังพัฒนาก็เป็นปัจจัยที่พบร่วมได้บ่อยในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยจากประเทศยุโรป อเมริกา มักจะให้ประวัติว่าครั้งหนึ่ง เคยมาเที่ยว หรือมาทำงานในประเทศแถบเอเชีย แอฟริกา และได้กินน้ำ หรืออาหารที่ปนเปื้อน หรือในบางครั้งผู้ป่วยอาจเป็นโรคพยาธิจริงๆ และรักษาไปแล้ว แต่ก็ยังฝังใจว่าพยาธินั้นยังติดตัว มีอาการไช ไปๆมาๆอยู่ตลอด แม้ว่าจะผ่านมาแล้วเป็นเวลานาน หลายปี หรือบางทีหลายสิบปี
3. Matchbox sign หรือ Specimen sign คืออะไร และเราควรทำอย่างไร ถ้าผู้ป่วยนำเศษต่างๆมาให้ตรวจ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งมักจะเก็บสิ่งที่ผู้ป่วยเข้าใจว่าเป็นพยาธิมาให้ตรวจ ซึ่งมักจะเป็นเส้นผม เศษผิวหนัง เศษกระดาษทิชชู่ ขี้ไคล ขาแมลง ฝุ่น ไร หรือเก็บเศษต่างๆจากอุจจาระ ซึ่งอาจะเป็นเมล็ดพืช เศษผัก หรือเศษอาหารที่ย่อยไม่หมดมาส่งตัว โดยที่เข้าใจว่าเป็นพยาธิ บางครั้งอาจเก็บเศษหนอน ไส้เดือน ฯลฯ มาส่งตรวจ ในตำราแพทย์มีเรียกลักษณะดังกล่าวว่า Matchbox sign จะเก็บเศษต่างๆเหล่านี้ไว้ในกล่องไม้ขีด แต่ในยุคปัจจุบันที่เราไม่ได้ใช้ไม้ขีดแล้ว เราจะพบผู้ป่วยเก็บ specimen ต่างๆมาในกล่องหรือขวดพลาสติกเล็กๆมากกว่า
คำแนะนำโดยทั่วไปคือ ถ้าผู้ป่วยเอาเศษต่างๆหรือสิ่งที่ผู้ป่วยเข้าใจว่าเป็นพยาธิมาตรวจ แนะนำให้ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการดีกว่าครับ แม้ว่าจะเห็นดัวยตาว่าเป็นเศษอะไร แต่การใช้กล้องจุลทรรศน์ หรือตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยยืนยันได้ดีกว่า และเราจะได้บอกคนไข้ได้ว่าสิ่งที่ส่งมาเราไม่พบพยาธิในนั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งในการรักษา
4. ข้อควรระวังในการวินิจฉัยโรคนี้คืออะไร
มีข้อควรระวังที่สำคัญมากๆ ก่อนที่เราจะวินิจฉัยโรคนี้ คือ โรคนี้เป็น Diagnosis by Exclusion แม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคทางจิตเวชศาสตร์ แต่เราจำเป็นต้องหา organic cause ก่อนเสมอ ต้องซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพราะโรคทางกายหลายอย่าง อาจทำให้ผู้ป่วยมีความหลงผิด เข้าใจไปเองว่าเป็นโรคพยาธิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการมาไม่นาน เป็นแค่หลักสัปดาห์ หรือไม่กี่เดือน
ตัวอย่างของโรคทางกายที่ควรจะต้องคิดถึงและตรวจเสมอ
- โรคหิด (Scabies) หรือ ectoparasite อื่นๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการคันมากๆ อย่าลืมโรคหิดเป็นอันขาด
- โรคภูมิแพ้ โรค autoimmune หรือ โรคผิวหนังบางอย่าง
- โรคทางสมอง เช่น CVA, Brain tumor, epilepsy บางอย่าง
- โรคติดเชื้อบางอย่าง เช่น HIV, Neurosyphillis
- การใช้ยาเสพติด หรือการได้รับสารพิษบางอย่าง
- โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น Hypothyroidism, Hyperthyroidism
- โรคเนื้องอก และโรคมะเร็งต่างๆ
จะเห็นว่าเราจำเป็นต้องหา secondary cause of delusional parasitosis เสมอ ในหลายกรณีเราจำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น CBC, Blood chemistry panel, Autoimmune study, Toxicology study, Hormonal study, CNS imaging, ฯลฯ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจำเป็นต้องตรวจทุกอย่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ clinical clues ในแต่ละเคสเป็นสำคัญ

5. ทำไมผู้ป่วยโรคนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ยาก และสร้างความลำบากใจให้กับหมอ และบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งๆที่โรคนี้ก็เป็นโรคหนึ่งที่พบได้ในเวชปฏิบัติทั่วไป
แพทย์หลายคนมักมีความลำบากใจอย่างมากในการดูแลรักษาคนไข้กลุ่มนี้ ซึ่งก็เข้าใจได้ครับ แพทย์ที่เคยเจอคนไข้กลุ่มนี้จะเข้าใจได้ดี เพราะผู้ป่วยโรคนี้มักมีความหลงผิด เข้าใจอย่างจริงจังว่าเขามีพยาธิอยู่จริงๆ ทำไมไม่มีใครมองไม่เห็น หรือไม่พยายามช่วย ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะโทษโรงพยาบาล โทษแพทย์ ว่าไม่มีความรู้พอในการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคอินเทอร์เนต และ AI ผู้ป่วยหลายรายจะค้นข้อมูลจากทาง internet และหลายครั้งคิดไปเองว่าเป็นพยาธิตัวนั้นตัวนี้ เช่น พยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis) หรือเป็นพยาธิ helminth ต่างๆที่อาศัยอยู่ในร่างกาย และพยาธิตัวนั้นไม่ยอมตายสักที ผู้ป่วยมักจะซื้อยาฆ่าพยาธิกินเองบ่อยๆ และบางครั้งกินขนาดที่สูง และกินเป็นเวลานาน และเมื่อกินยาบางครั้งจะรู้สึกว่าดีขึ้น แต่จะกลับมาเป็นอีก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไปพบแพทย์หลายที่ โดยอาจถูกตรวจอุจจาระ ตรวจเลือด หรือตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายครั้ง แต่ผลมักจะไม่พบอะไร ผู้ป่วยก็จะยังไม่เชื่อ ซึ่งตรงนี้มักทำให้เกิดความขัดแย้งกับหมอที่ดูแลได้บ่อยๆ ในบางรายผู้ป่วยจะมีอาการก้าวร้าว ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ต่อบุคลากรทางการแพทย์ บางครั้งเอาบอกว่าหมอหรือโรงพยาบาลนั้นๆไม่มีความรู้ความสามารถพอในการรักษา บางครั้งผู้ป่วยจะ print paper บทความจาก Internet หรือสรุปจาก AI มาให้หมอ ซึ่งต้องยอมรับว่าการ approach และการดูแลรักษาคนไข้กลุ่มนี้ไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องอาศัยประสบการณ์ ต้องมีความอดทน เข้าใจในตัวคนไข้ และเข้าใจในตัวโรค ที่สำคัญแพทย์ต้องมีเวลา ซึ่งหมอเราเองมักจะไม่มีเวลาให้คนไข้กลุ่มนี้มากนัก ทำให้เกิดความขัดแย้งได้ง่ายในการสื่อสาร จนทำให้หมอส่วนหนึ่งขอไม่ดูคนไข้กลุ่มนี้ ซึ่งเข้าใจได้ครับ หมอท่านไหนที่เคยเจอคนไข้กลุ่มนี้จะเข้าใจได้ดี
6. เมื่อเจอคนไข้กลุ่มนี้ เราควรจะ approach อย่างไร จะคุยกับคนไข้อย่างไรดี มีหลักการอย่างไร
ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญครับ ว่าถ้าเราเจอคนไข้กลุ่มนี้จริงๆ เราควรจะทำอย่างไร ซึ่งตรงนี้มีรายละเอียดมากพอสมควรครับ หมอที่มีประสบการณ์จะมีวิธีหลากหลายในการ approach คนไข้กลุ่มนี้ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ และทักษะในการพูดคุยพอสมควรครับ มีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้ครับ
-
- ต้องเตรียมตัวเตรียมใจของตัวเราเองก่อนครับ ต้องใจเย็นๆ อย่าคุยหรือตรวจคนไข้ในเวลาที่เราไม่พร้อม ถ้าเรารู้ว่าจะต้องดูคนไข้กลุ่มนี้ ต้องเผื่อเวลาไว้เลยครับ อย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะต้องใช้เวลามากแน่นอน ถ้าเป็นไปได้เราควรจะรู้ตัวล่วงหน้าครับ ให้นัดหมายมาก่อนเจอเรา ถ้าเราเจอคนไข้แบบไม่ทันตั้งตัว ผลการพูดคุยมักจะออกมาไม่ดี เพราะคนไข้จะมีความคาดหวังสูง แต่แพทย์เรามักจะไม่มีเวลาให้ ดังนั้นควรเตรียมตัว เตรียมเวลาให้พร้อมครับ
- เมื่อเราเจอคนไข้จริงๆแล้ว ต้องใจเย็นๆ ฟังคนไข้เป็นหลักครับ เราต้องสนใจและใส่ใจในสิ่งที่คนไข้บอกเสมอ แม้ว่าสิ่งนั้นจะฟังดูไม่น่าเชื่อถือขนาดไหนก็ตาม ในช่วงแรกควรให้คนไข้พูดเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้น แม้ว่าอาการจะเกิดขึ้นมานานแล้วก็ตาม ควรจะต้องไล่ดู โดยถามว่า ครั้งแรกที่คนไข้มีอาการเป็นมาเมื่อไร คนไข้อาจบอกว่าเป็นมาสิบกว่าปีแล้ว เราควระถามว่าตอนนั้นปีอะไร มีอาการอย่างไร ค่อยๆไล่ และจดเป็น timeline โดยเน้นอาการที่คนไข้เป็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ และไปหาหมอที่ไหน ไปกี่ครั้ง ได้ตรวจอะไรบ้าง ได้ยาอะไรมากิน หรือได้ซื้อยาอะไรกินเองบ้าง กินแล้วอาการเป็นอย่างไร ฯลฯ
- การบริหารเวลาตรงการซักประวัติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มักจะเล่าให้หมอฟังได้อย่างละเอียด มักเป็นฝ่ายพูดเล่าประวัติอย่างยาวเหยียด ซึ่งเราควรจะฟัง แต่สามารถตัดบท โดยสรุปเป็นช่วงๆได้
- ถ้าคนไข้เล่าหรือบอกว่ามีหนอนหรือแมลงออกมาจากผิวหนัง ให้พยายามฟัง จับใจความ และเข้าใจคนไข้ ลองถามว่าคุณเห็นลักษณะตัวเป็นแบบไหน ใหญ่เล็กแค่ไหน รูปร่างสีสันเป็นอย่างไร พยายามให้เขาบรรยาย อย่าไปค้าน อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ อย่าบอกว่าคุณคิดไปเอง หรือคุณเป็นโรคจิตหรือโรคประสาท ตรงนี้สำคัญครับ คนไข้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่รับฟังเรา ลักษณะของโรค เป็นโรคที่มีความหลงผิดอยู่ และเราไม่สามารถทำให้เขาเชื่อเราโดยคำพูดไม่กี่คำ ดังนั้นควรจะฟัง บอกตามสิ่งที่เห็น ไม่ควรเออออไปกับคนไข้ไปด้วย อะไรเห็นก็บอกว่าเห็น อะไรไม่เห็นก็บอกไม่เห็น ในหลายครั้งคนไข้เอาเศษอะไรมาให้ดู ซึ่งเขาอาจเข้าใจว่าเป็นพยาธิ เราอย่างพึ่งสรุปว่าใช่หรือไม่ใช่พยาธิทันที แต่อาจบอกได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่า หมอดูแล้วไม่ค่อยเหมือนนะ อย่างไรก็ตามจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการส่องกล้องจุลทรรศน์ดู เผื่อจะเห็นอะไรมากขึ้น
- เมื่อเรามีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการออกมาให้อ่านผลไปตามนั้น ว่าสิ่งส่งตรวจนั้นไม่พบพยาธิ พบแต่เศษอะไรก็ว่าไป อย่าเพิ่งบอกว่าคนไข้เข้าใจผิดโดยเฉพาะในครั้งแรกๆ ให้บอกว่าเราไม่เห็นสิ่งที่คนไข้กังวลนะ เราไม่เจอพยาธิอะไร อย่าลืมว่าเราควรบอกว่าเราเจอหรือไม่เจออะไร ไม่ใช่บอกว่าคนไข้คิดไปเอง ไม่มีพยาธิหรอก อย่าลืมว่าคนไข้มีอาการของโรค คือเขาเชื่อจริงๆโดยบริสุทธิ์ใจว่า “เขาเห็นพยาธิจริง” หรือ “เขารู้สึกว่ามีพยาธิไชจริงๆ” การรักษาไม่ใช่ไปบอกว่าเขาไม่เห็นหรอก หรือเขาไม่รู้สึกหรอก หมอเราต้องเข้าใจว่าเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ถ้าเราเข้าใจคนไข้ จะมีความ empathy เห็นอกเห็นใจคนไข้มากขึ้น อย่าลืมว่าเขาป่วยอยู่ ซึ่งอาการป่วยของเขาทำให้เขารู้สึกและมีอาการแบบนั้นจริงๆ และเขาต้องการการรักษา
- ระหว่างการซักประวัติควรถามถึงสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหรือคิดว่าเป็นโรคพยาธิด้วย ข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจคนไข้มากขึ้น คนไข้อาจจะบอกว่ากลัวเป็นพยาธิเพราะตอนนั้นไปเที่ยวประเทศนั้นประเทศนี้มา เห็นคนแถวนั้นเป็นเยอะ หรือไปกินอาหารดิบๆอะไรมา หมอเราควรจะถาม จด และวิเคราะห์ถึง exposure ที่คนไข้เข้าใจว่าเข้าได้กับความรู้ทางการแพทย์ การนำโรค การติดต่อ และ life cycle ของพยาธินั้นๆหรือไม่ แต่เราไม่ควรจะบอกไปทันทีณ.ตอนนั้นว่าสิ่งที่คุณพูดมา หรือคิดว่า expose มาเปโ็นความเข้าใจผิด ที่ถูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าลืมว่าถ้าคนไข้กำลังหลงผิดอยู่ มีความ fix idea อย่างมาก เราไม่สามารถแก้ได้ด้วยการบอกข้อมูลเขา มีโอกาสน้อยมากที่เขาจะเชื่อ และถอนการหลงผิดนั้นไป
- หลังจากเราได้ข้อมูลจากการซักประวัติมาพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรทำคือ ต้องตรวจร่างกายคนไข้ ต้องดู และใส่ใจบริเวณที่คนไข้บอก เช่นคนไข้บอกว่ารู้สึกว่ามีอะไรไช มีตัวอะไรไต่ตรงไหน เราควรจะต้องดู สัมผัส และตรวจจุดนั้นให้ดี การสัมผัสและตรวจคนไข้อย่างละเอียดจะทำให้ให้คนไข้เชื่อใจ ไว้ใจ ต้องตรวจอย่างละเอียด อย่ารีบร้อน ถามคนไข้เป็นระยะๆ โดยเฉพาะจุดที่คนไข้บอก
- เมื่อซักประวัติและตรวจร่างกายเสร็จ เราควรประเมินความเป็นไปได้ ในการดูคนไข้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อย่าลืมว่าแม้ว่าอาการของคนไข้จะเข้าได้กับโรค Delusional parasitosis แต่เราจำเป็นต้อง rule out organic cause ก่อนเสมอตามที่ได้กล่าวมาแล้วด้านบน
7. ถ้าระหว่างการตรวจรักษาคนไข้แสดงกิริยาไม่ดี ใช้คำหยาบคาย มีความก้าวราว คุกคาม ควรทำอย่างไร
อย่างที่เล่าให้ฟังครับ คนไข้กลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเกิดความไม่พอใจหมอ หรือไม่พอใจโรงพยาบาลได้ เพราะเขามีความเข้าใจผิด และหลงผิดอยู่ในตัวเอง สิ่งสำคัญคือ เราควรจะเข้าใจคนไข้ ใจเย็น คิดว่าเขาป่วยอยู่ต้องการการช่วยเหลือ หลีกเลี่ยงคำพูดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น อย่าพูดว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรหรอก คุณคิดไปเอง หรือคุณเป็นโรคทางจิตเวช น่าจะไปพบจิตแพทย์ ฯลฯ คำพูดพวกนี้คนไข้มักจะรับฟังไม่ได้ และอาจเกิดอารมณ์โกรธพลุ่งพล่านขึ้นมา ควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตามในบางครั้งเราพยายามหลีกเลี่ยงแล้ว แต่ผู้ป่วยยังแสดงท่าที หรือใช้วาจาที่หลายคาย หมอเราเองควรจะคุมสติให้ได้ ไม่โกรธหรือโมโหใส่คนไข้ เพราะนั่นจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง เราควรจะคุมสถานการณ์ให้ได้ โดยใช้เทคนิกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดจังหวะ ความสงบ การสะท้อนกลับ ฯลฯ ทำให้คนไข้รู้สึกตัวขึ้นมา ซึ่งตรงนี้มีเทคนิกมากมาย เช่น อาจบอกว่า หมอเข้าใจว่าคุณกำลังโกรธ แต่คุณใช้วาจาแบบนั้นไม่ได้ ไม่เหมาะครับ ตอนนี้เราอยู่ในโรงพยาบาล เราควรพูดกันแบบสุภาพ หมอกำลังช่วยคุณอยู่ ฯลฯ
ถ้าคนไข้มีความรุนแรงมากขึ้น ต้องระวังให้ตัวเราเองปลอดภัยด้วยครับ ใช้กลไกป้อกงันความเสี่ายงของแต่ละโรงพยาบาลเมื่อเจอคนไข้ก้าวร้าว ขู่ หรือจะทำร้ายร่างกาย อาจจะจำเป็นต้องหาตัวช่วย แจ้งยาม หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือแม้แต่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วแต่ความหนักเบาของแต่ละกรณีครับซึ่งต้องประเมินเป็นรายๆไป
7. โรคนี้มีหลักการอย่างไรในการรักษา มีโอกาสหายไหม เห็นผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นมานานๆ เรื้อรัง ไม่ยอมหายสักที
โรคนี้รักษาหายได้ครับ แต่การรักษาไม่ง่าย ต้องใช้เวลา และความอดทนในการรักษาพอสมควร เพื่อไม่ให้ post ยาวเกินไป ขอแบ่งบทความส่วนของการรักษาไปอีก post หนึ่งนะครับ
References:
-
Mendelsohn A, Sato T, Subedi A, Wurcel AG. State-of-the-Art Review: Evaluation and Management of Delusional Infestation. Clin Infect Dis. 2024 Aug 16;79(2):e1-e10. doi: 10.1093/cid/ciae250. PMID: 39039925.
-
Kemperman PMHJ, Vulink NCC, Feikema FE, Bewley A, Lepping P, Gkini MA, Waalboer-Spuij R, de Rie MA. Consensus recommendations for the diagnosis and management of delusional infestation: A Delphi study. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2026 Oct;40(10):1591-1599. doi: 10.1111/jdv.70502.
- McLellan S. Delusional Parasitosis..Perspective. in CDC Yellow Book 2024: Health Information for International Travel. New York: Oxford University Press, 2023.








