เรามาว่ากันต่อครับ ถึงการรักษาโรค delusional parasitosis หากใครยังไม่ได้อ่านบทแรก “Delusional Parasitosis ตอนที่ 1 โรคที่ยากและท้าทาย” แนะนำให้ไปอ่านก่อนครับ ที่สำคัญคือ อย่าลืม rule out organic cause ก่อนนะครับ
อย่างที่กล่าวในตอนที่ 1 ครับ โรคนี้เป็นโรคที่ท้าทายมากสำหรับหมอที่เจอคนไข้ การรักษาโรคนี้ให้หาย ไม่ใช่ของง่าย ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการรักษาอย่างมาก มีคำแนะนำบางอย่างที่จะเล่าสู่กันฟังครับ ขอเขียนออกมาเป็นข้อๆนะครับ จะได้เข้าใจง่ายๆดังนี้
1. หัวใจในการรักษาโรค Delusional Parasitosis คืออะไร
อยากจะบอกว่า Mindset ของหมอเราสำคัญที่สุดครับ ต้องเริ่มจาก Empathy ถ้าเราเห็นคนไข้เป็นคนๆหนึ่งที่ป่วยอยู่ และกำลังได้รับความทุกข์จากโรคที่เขาเป็น และมองว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมาทั้งหลายนั้น เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขาเข้าใจแบบนั้นจริงๆ แม้เขาอาจจะใช้อารมณ์ ขึ้นเสียง กดดัน หรือแม้แต่ต่อว่าเราบ้างเพราะเขาอยากหาย อยากให้คนเข้าใจเขา เขาไม่ได้เจตนาจะมาชวนทะเลาะกับเรา ไม่ได้มาทำให้เราเสียเวลา ถ้าหมอเรามี mindset แบบนี้ เราจะมีเมตตา อยากช่วยเขา เห็นอกเห็นใจเขามากขึ้น คนไข้ก็จะรับรู้ได้ครับ และเป็นการสร้างความเชื่อใจ (Trust) ให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ ถ้าเราสร้าง trust หรือความเชื่อใจให้เกิดขึ้นไม่ได้ เราจะไปสู่ขั้นตอนที่ 2 ไม่ได้ คือการให้ยาผู้ป่วย
เนื่องจาก Delusional Parasitosis เป็นโรคหลงผิดที่ผู้ป่วยความเชื่อที่ฝังแน่น (Fixed idea) ดังนั้นคนไข้จะไม่ดีขึ้น เพียงเพราะหมอพูดให้เข้าใจได้ แต่ผู้ป่วยต้องได้ยาทางจิตเวชเพื่อรักษาครับ และยาทางจิตเวชนั้นต้องกินเป็นเวลานานกว่าจะได้ผล ดังนั้นการสื่อสาร จูงใจ ทำให้ผู้ป่วยกินยาเป็นสิ่งสำคัญมาก ผู้ป่วยจะหายหรือไม่หายขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยได้กินยาหรือไม่ ซึ่งเราจะมาว่ากันต่อทีครับว่า ทำอย่างไรผู้ป่วยถึงจะยอมกินยา หมอควรพูดอย่างไรให้ผู้ป่วยเข้าใจและยอม
และถ้าผู้ป่วยยอมกินยาแล้ว การนัดติดตามผลและความร่วมมือที่ดีเป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะยาไม่ได้ออกฤทธิ์เร็ว กว่าจะรักษาคนไข้กลุ่มนี้หายสักคน ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นโดยสรุปการรักษาโรคนี้ต้องมีปัจจัยอย่างน้อย 5 อย่าง ด้านล่างครับ
Empathy –> Trust –> Medication –> Follow up and Collaboration
2. จะอธิบายผล lab หรือบอกคนไข้อย่างไรว่าไม่มีพยาธิ ในเมื่อคนไข้เชื่อฝังใจเช่นนั้น
ตรงนี้เป็นศิลปะโดยแท้ครับ หมอเราต้องใจเย็นๆ คุมเกม คุมโทนของการสนทนา ค่อยๆพูด ชี้ความจริงให้เขาเห็น ค่อยๆคลายความหลงผิดที่เขามีให้ลดลงเป็นลำดับๆไป แล้วแต่สถานการณ์ เช่น อาจพูดว่า
- ของที่คุณเก็บมาตรวจ ตอนนี้หมอไม่พบพยาธิหรือตัวอะไรเหมือนที่คุณบรรยายเลย หมอและทีมห้อง lab ตรวจอย่างดีแล้ว ตรวจหลายครั้งแล้วก็ไม่เจอครับ
- ผลตรวจอุจจาระไม่พบพยาธิ หรือไข่พยาธิเลยนะครับ หมอตรวจให้หลายครั้งแล้ว จะได้สบายใจ นอกจากนี้ผลเลือดที่ตรวจออกมาก็ไม่เหมือนโรคพยาธิครับ (เช่น ไม่มี Eosinophilia)
- จากประวัติที่คุณให้มา คุณกินยาฆ่าพยาธิ (บรรยายไปว่าคนไข้กินยาอะไรมากแล้ว กินขนาดเท่าไร กี่วัน) และกินไปหลายครั้งแล้ว ต่อให้เป็นพยาธิจริงแบบที่คุณกังวล พยาธิน่าจะตายไปหมดแล้ว ไม่น่าอยู่รอดมาได้เป็นสิบๆปีหรอก
- อาการไชตามตัวจากพยาธิตัวจี๊ด มักจะมีร่องรอยตามผิวหนัง หรือมีอาการบวมๆยุบๆ เคลื่อนที่ได้ (migratory swelling) แต่หมอไม่เห็นลักษณะดังกล่าวในตัวหรือผิวหนังของคุณ
- จากข้อมูลทางการแพทย์ พยาธิตัวนี้ไม่สามารถอยู่ในร่างกายเราได้นาน เป็นหลายๆสิบปี
- ผลตรวจเลือด (สมมุติว่า antibody ต่อ พยาธิชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้น) ของคุณเป็นลบ น่าจะแปลว่าคุณไม่เคยสัมผัสหรือไม่ได้ติดเชื้อพยาธินี้
- ตรงนี้หมอเราต้องระวังนิดหนึ่งนะครับ ผลตรวจที่เป็นลบ ไม่ว่าจะเป็น stool examination, eosinophil count หรือ parasite serology ไม่ได้แปลว่าสามารถตัดโรคพยาธิออกได้ 100% ในทุกกรณี เราต้องรู้ข้อจำกัดของแต่ละการตรวจ และดูประกอบกับประวัติ อาการ และชนิดของพยาธิที่สงสัยเสมอครับ
- (สมมุติว่า antibody ต่อพยาธิเป็นบวก) เราอาจพูดว่าเป็นไปได้ว่าคุณอาจจะเคยเป็น/หรือเคยสัมผัสพยาธิ (ถ้ามีประวัติสัมผัส) แต่ตอนนี้พยาธิตัวนั้น ถ้าเคยมีอยู่ น่าจะตายไปนานแล้ว ไม่ต้องกังวลถึงมัน เป็นไปไม่ได้ที่ตัวพยาธิจะอยู่ในร่างกายได้นานขนาดนั้น (หมอเราต้องรู้ว่า ผล serology มี false positive ได้มาก และต่อให้เป็น true positive ก็บอกได้ว่าเคย expose ต่อพยาธิ ไม่ได้บ่งว่าเป็นพยาธิอยู่ในปัจจุบัน ในหลายกรณีรักษาพยาธิหลายแล้ว แต่ antibody ยังบวกได้เป็นปี หรือแม้แต่หลายสิบปี)
การบอกคนไข้แบบด้านบน ต้องสื่อสารดีๆ ดูจังหวะ ดูสีหน้า ดูท่าทางว่าคนไข้สามารถรับความจริง หรือมีการต่อต้านมากน้อยแค่ไหน เราไม่จำเป็นต้องบอกความจริงทั้งหมดในครั้งเดียว และไม่ควรความจริงแบบ absolute เช่น อย่ายืนยันว่าไม่ใช่พยาธิแน่นอน เราต้องค่อยๆพูด โน้มน้าวให้คนไข้มีทางออกด้วย และหมอเราเองจะได้สามารถแนะให้คนไข้คิดถึงสาเหตุอื่นของอาการด้วย ไม่จำเป็นต้องมาจากพยาธิอย่างเดียว
3. จะทำอย่างไรให้คนไข้ยอมรับว่าอาจจะไม่มีพยาธิ และยอมกินยาทางจิตเวช
ตรงนี้ก็สำคัญครับ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ในช่วง visit แรกๆ คนไข้ยังไม่พร้อมจะฟัง เราควรจะพูดว่าหมอพยายามตรวจ พยายามหาแล้ว ยังไม่พบสัญญาณใดๆที่ชี้ว่าเป็นโรคพยาธิ หรือถ้าคุณเคยเป็นพยาธิจริง พยาธิตัวนั้นก็ตายไปแล้ว ต่อมาเราควรจะเสนอความน่าจะเป็นใหม่ โดย recognize อาการที่คนไข้รู้สึก อย่าไปบอกว่าไม่จริงหรอก พยาธิมันกัดไม่ได้ หรือที่คุณรู้สึกไต่ๆ ไชๆอยู่ คุณคิดไปเอง ห้ามพูดเช่นนั้นเด็ดขาดครับ
ให้ระลึกว่าคนไข้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขาไม่ได้แกล้ง ไม่ได้หลอก เขารู้สึกจริงๆ เราควรจะบอกว่า แม้ว่าการมีพยาธิไชในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการเช่นนั้นได้ แต่ณ.ตอนนี้หมอพยายามตรวจหลายครั้งแล้ว ยังไม่เจอพยาธิเลย เป็นไปได้ว่าสิ่งที่คุณรู้สึกอยู่ คันอยู่ หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาไช อาจเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มันยังคิดว่ามีพยาธิ ทำให้คุณรู้สึกเช่นนั้น หรือเกิดความไม่สมดุลบางอย่างของร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกเช่นนั้น
ตรงนี้ก็เหมือนกันครับ ต้องดูสีหน้า ท่าทีของคนไข้ให้ดีว่าเขารับฟังมากน้อยแค่ไหน ต้องดูจังหวะดีๆ ถ้าเขารับฟังได้ ก็ค่อยๆพูดต่อ เช่น
จะเห็นว่าประโยคนี้ เรายัง recognize และ empathy คนไข้ โดยเรามุ่งเน้นจะช่วยเขา แต่ค่อยๆเบี่ยงจุดสนใจไปจากเรื่องพยาธิ มามุ่งที่อาการแทน ตรงนี้ดูดีๆครับว่าคนไข้รับได้ไหม ถ้าพอได้เราก็ว่ากันต่อ โดยบางครั้งผมอาจบอกตรงๆว่าอย่างที่บอก ณ.ตอนนี้เราไม่เจอพยาธิ เราพักเรื่องพยาธิชั่วคราวดีไหม เพราะคุณก็รักษามาเยอะแล้ว ลองวิธีของหมอดีไหม คือ เรามา focus ตรงอาการที่คุณเป็นดีกว่า อาการไต่ๆ ไชๆของคุณ หมอมียาที่จะช่วยบรรเทาอาการของคุณได้ คุณคิดยังไงครับ ลองดูดีไหมครับ
การเสนอให้คนไข้กินยา ผมมักจะบอกตรงๆว่าจะให้ยาชื่ออะไร เช่น ถ้าให้ Risperidone ก็บอกตรงๆเลยครับ เพราะยังไงคนไข้ก็สามารถค้นได้จาก Internet ได้อยู่ดี เราควรบอกตรงๆไปเลยว่า ยาที่เราให้เป็นยาทางจิตเวช แต่เราใช้รักษาอาการนี้ได้ด้วย ซึ่งเป็นความจริง เราอาจยกตัวอย่างให้คนไข้ฟังว่า ยาบางตัวมีหลายฤทธิ์ เช่นยาลดความดัน อาจเป็นยารักษาโรคหัวใจได้ด้วย เช่นกลุ่ม betablocker เราอาจให้เพื่อลดความดัน แต่ในคนไข้บางคนเราให้ betablocker เพื่อรักษาโรคหัวใจยาที่หมอพูดถึง ถ้าคุณไปค้นดูตาม internet แม้ว่าจะจัดอยู่ในกลุ่มยาทางจิตเวช แต่คุณไม่ได้เป็นโรคจิตเภท และหมอไม่ได้เป็นจิตแพทย์ แต่ยาตัวนี้หมอพยาธิที่เขตร้อนเราใช้บ่อย ยามีฤทธิ์ในการช่วยลดอาการและความรู้สึกว่ามีพยาธิไชได้ด้วย แต่ยานี้ต้องใจเย็นๆนะครับ กินไปยังไม่ได้ผลในช่วงแรก กว่าจะได้ผลต้อง 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป และเราต้องมาติดตามอาการกันนะครับว่าดีขึ้นแค่ไหน หมออาจจะต้องปรับยาขึ้นบ้าง เพราะช่วงแรกๆ หมอให้ขนาดน้อยก่อน
แนะนำให้พูดความจริงครับ อย่าหลอกหรือปกปิดคนไข้ ว่าไม่ใช่ยาจิตเวช บอกไปเลยครับ พอดีที่รพ.เวชศาสตร์เขตร้อนอาจโชคดีหน่อย เพราะเราเป็นโรงพยาบาลที่รักษาโรคพยาธิอยู่แล้ว เรามักจะบอกคนไข้ได้เลยว่า ยาจิตเวชตัวนี้หมอรักษาโรคพยาธิที่นี่ใช้บ่อย เพราะมีฤทธิ์ดีในการรักษาอาการ และความรู้สึกพวกนี้ แต่แน่นอนว่าหมอพยาธิอย่างเราต้องดูให้ดีก่อนว่าคุณไม่มีพยาธิแล้ว และจริงๆเห็นไหมครับว่าหมอตรวจให้เยอะแล้ว ไม่มีหลักฐานเลยว่าคุณเป็นอยู่ หรือต่อให้เคยเป็นก็หายแล้ว ดังนั้น ตอนนี้พักเรื่องพยาธิมีหรือไม่มีไว้ชั่วคราว เรามารักษาอาการของคุณดีกว่า
4. ถ้าคนไข้ยังวนเวียนถามแต่เรื่องโรคพยาธิ หรือขอกินยาพยาธิซ้ำแล้วซ้ำอีก ควรทำอย่างไรดี
ในความจริงแล้ว ผู้ป่วยกลุ่มโรคนี้มักจะไม่ยอมเชื่อง่ายๆ และมีความคิดวกวน เวียนกลับไปกลับมาว่าตัวเองมีพยาธิ แม้ว่าเราจะพยายามตรวจแล้วตรวจอีกก็ไม่เจอ คนไข้ก็มักจะขอกินยาอีกเรื่อยๆ บางครั้งขอกินยาตัวอื่นหรือขอใช้ขนาดที่สูงมากด้วย เราควรจะทำอย่างไรดี
ตรงนี้ในทางปฏิบัติ เราต้องแยกก่อนว่า ณ.ตอนนี้คนไข้เป็นโรคพยาธิหรือเปล่า ถ้ามีประวัติสัมผัสจริง อาการเข้าได้ เป็นเราก็รักษาไปตามมาตรฐานของพยาธินั้นๆ แต่ถ้าคนไข้เป็นกลุ่ม delusional parasitosis โดยส่วนตัวมักจะยึดหลักแบบนี้ครับ
- ถ้าคนไข้มีประวัติ expose จริง เช่น กินปลาน้ำจืดดิบๆ สงสัยพยาธิตัวจี๊ด อาจเคยกินยาหรือรักษามาแล้วหลายครั้งแล้ว แต่อาการตอนนี้ไม่เหมือน เช่น รู้สึกพยาธิไชเคลื่อนที่แบบเป็นไปไม่ได้ เช่น ไชจากแขน มาที่ขาใน 1 วัน ฯลฯ แน่นอน ซึ่งอาการเหมือน delusion มากกว่า แต่คนไข้มักจะถามเรื่องยาพยาธิ โดยส่วนตัวถ้าคนไข้เคยกินยาแล้วไม่มีผลข้างเคียง ผมมักจะให้ยาตาม standard treatment ของโรคนั้นๆ เช่น ให้ albendazole 21 วันในพยาธิตัวจี๊ด แต่ก่อนจะให้กินต้องบอกให้ชัดว่า ยาตัวนี้เป็นรักษาอะไร กินแล้วรักษาได้แน่นอน คุณได้ยาที่ดีจากโรงพยาบาลแล้ว รักษาได้แน่นอน ไม่ต้องกินซ้ำ และหลังกินแล้วคุณต้องห้ามไปกินปลาดิบ ของดิบๆอีก จะได้ไม่เป็นอีก
- ตรงนี้ขอเน้นนะครับว่า ไม่ได้หมายความว่าเราควรให้ยาฆ่าพยาธิกับผู้ป่วย Delusional Parasitosis ทุกรายเพื่อให้คนไข้สบายใจ การให้ยาพยาธิต้องมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมเสมอ โดยพิจารณาจากประวัติการสัมผัส อาการ ผลการตรวจ และการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อน หากประเมินแล้วไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลอันสมควร เราก็ไม่ควรให้ยาเพียงเพราะผู้ป่วยร้องขอครับ
- แน่นอนครับ ผู้ป่วยกลุ่ม delusion ยังไงก็ต้องกินยารักษา delusion ครับ แต่เวลาที่เราจะแนะนำให้เริ่มยาจิตเวช ต้องดูดีครับ ดูจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม คนไข้ต้อง trust เราก่อน ถ้าเราพูดไปทั้งๆที่ยังไม่เวลายังไม่เหมาะ ก็จะรักษาไม่ได้ และจะเสียโอกาสไป แบบน่าเสียดาย อย่างที่หมอหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ แม้ว่าเราจะพูดดีแล้ว แต่พอเราพูดเรื่องยาจิตเวช หรือแนะนำให้ไปหาจิตแพทย์ คนไข้อาจขึ้นเสียง และต่อว่าทันทีว่า หมอว่าฉันบ้าหรือ ฉันเป็นโรคพยาธิไม่ได้บ้า ไม่ต้องมาพูดเรื่องยาโรคจิตนะ ฉันไม่กิน ฯลฯ ซึ่งเท่ากับคนไข้ไม่ trust เราแล้ว หลังจากนี้ยากมากครับ ที่จะทำให้คนไข้กลับมาในทางที่ถูกที่ควร
- ดังนั้นโดยส่วนตัวมักจะ clear เรื่องการรักษาพยาธิให้จบก่อน แต่แน่นอนครับ ผมไม่ให้ยาที่ไม่ใช่ standard treatment และไม่ให้ยาในขนาดที่เราไม่ใช้กันในเวชปฏิบัติ overdose และไม่ให้ยาที่ไม่มี indication ความสำคัญคือเราให้ยาตาม standard treatment ได้ ถ้าจะให้ยาต้องกำกับให้ชัด ว่าเราให้ทำไม และยาที่ให้ดีแค่ไหน พยายามพูดให้คนไข้เชื่อมั่นในการตรวจรักษาของเรา และหาเวลาที่เหมาะในการแนะนำให้คนไข้คิดถึงความเป็นไปได้อื่นของอาการครับ เพราะสุดท้ายคนไข้กลุ่มนี้จำเป็นต้องกินยารักษา delusion ครับ
- ส่วนยาอื่นๆ เราสามารถให้ได้ตามอาการครับ เช่น ยาแก้คัน ยาทาแก้ผิวหนังอักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ถ้ามีแผลติดเชื้อ ฯลฯ

5. ถ้าคนไข้ยอมกินยา ควรจะเริ่มให้ยารักษา delusion อย่างไร
ยาที่สามารถใช้ได้จะเป็นยาในกลุ่ม Risperidone, Olanzapine, Haloperidol, ฯลฯ โดยส่วนตัวมักใช้ Risperidone มากกว่า เราควรเริ่มจากขนาดน้อยๆ และปรับตามความเหมาะสม ขนาดที่แนะนำในแนวทางทั่วไปอยู่ที่ 0.5 – 4mg ต่อวัน ระยะเวลาต้องให้นานครับ ส่วนใหญ่กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาเป็นเดือน หลังจากอาการหายแล้วควรต้องคงยาไว้ก่อนระยะเวลาหนึ่ง อาจจะประมาณ 6 เดือนถึงหนึ่งปี เพื่อป้องกัน relapse
การใช้ยากลุ่มนี้ต้องระวังผลข้างเคียงด้วยนะครับ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว อย่างที่กล่าว เราควรเริ่มจากขนาดน้อยๆ ปรับยาตามอาการและการตอบสนอง และติดตามผลข้างเคียง เช่น ง่วงซึม อาการผิดปกติของการเคลื่อนไหว น้ำหนักขึ้น หรือผลข้างเคียงทาง metabolic รวมถึงประเมินความจำเป็นในการตรวจ ECG และ lab ต่างๆ ตามความเหมาะสมด้วยครับ
ถ้าเราสามารถทำให้คนไข้ยอมกินยา ก็เป็นความสำเร็จอย่างมากขั้นหนึ่งแล้วครับ คนไข้มีโอกาสหายแล้ว เพราะคนไข้แทบทั้งหมด ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีอาการหลงผิด จะไม่ยอมกินยา และจะไม่ยอมไปพบจิตแพทย์ คนไข้มักจะไปหาหมอทั่วไป หมอผิวหนัง หมอโรคติดเชื้อ หรือหมอโรคพยาธิ และเวียนหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนเจอคนไข้กลุ่มนี้ไม่น้อย และส่วนหนึ่งเป็นคนไข้ต่างชาติด้วย ซึ่งมีความยากเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะส่วนใหญ่ผ่านหมอเก่งๆที่เมืองนอกมาแล้ว หลายครั้งเขาได้พบ Tropical medicine expert มาแล้วหลายสถาบัน แต่ยัง fixed idea อยู่ เลยลงทุนบินมาเมืองไทยเพื่อรักษา จริงๆถ้ามองอีกแง่หนึ่งคนไข้กลุ่มนี้น่าเห็นใจมาก ต้องทนทุกข์กับอาการ กับโรคที่รักษาได้ แต่ปิดกั้นตัวเองจากโลกของความจริง
6. ตอนผู้ป่วยกลับมา follow up จะติดตามอาการอย่างไร
ตอน follow up เป็นสิ่งสำคัญมาก และส่งผลต่อการรักษา เราควรคุย และตรวจคนไข้ รับฟังเขาอย่างตั้งใจ empower และพยายามกระตุ้นในสิ่งที่เขาทำได้ดีแล้ว (Positive reinforcement) เช่น เขากินยาสม่ำเสมอก็ควรชม
อีกอย่างหนึ่งครับคือ เวลาเราติดตามคนไข้ ไม่จำเป็นต้องดูเพียงว่าคนไข้เลิกเชื่อเรื่องพยาธิแล้วหรือยัง โดยเฉพาะในครั้งแรกๆ เพราะบางครั้งอาการอื่นๆ อาจดีขึ้นก่อน เช่น คันลดลง นอนหลับดีขึ้น หยุดแกะเกาผิวหนัง หรือใช้เวลาหมกมุ่นกับเรื่องพยาธิน้อยลง สิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการรักษาครับ และเราควรเน้นย้ำไปว่าเราเดินกันมาถูกทางแล้ว คืออาการบางอย่างของคุณดีขึ้นจริงๆ
7. หมอเราควรวางใจอย่างไร ถ้าพยายามเต็มที่แล้วรักษาคนไข้ไม่ได้ คนไข้ไม่ยอมกินยา หรือวนกลับมาเชื่อเหมือนเดิม
สุดท้ายก็ต้อง อุเบกขา ครับ เราไม่สามารถเป็นหมอให้คนไข้ทุกคนได้ เราทำดีที่สุดแล้ว เมตตาพยายามช่วยเขาเท่าที่เราจะทำได้ สุดท้ายคนไข้เลือกที่จะเชื่ออย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา จริงๆไม่มีตัวเลขแน่ชัดครับว่า คนไข้กลุ่มนี้จะหายหรือดีขึ้นสักกี่เปอร์เซนต์ แต่ผมเชื่อว่าตัวเลขความสำเร็จในการรักษาไม่ได้สูงมาก อาจจะแค่ 10-20 % หรืออาจจะน้อยกว่า เคยมีตัวเลขในงานวิจัยตีพิมพ์ครับ ว่าใน center ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ในกลุ่มคนไข้ที่ได้กินยา อัตราที่อาการดีขึ้นอยู่ที่ประมาณ 40-50 % นั่นแปลว่ายาทำให้อาการดีขึ้นได้จริง แต่ตัวเลขนี้นับเฉพาะคนไข้ที่ยอมกินยา อย่างที่กล่าวมาครับ ถ้านับคนไข้ทั้งหมดที่มา attend ในโรงพยาบาลหรือในคลินิกนั้นๆ อัตราความสำเร็จน่าจะต่ำกว่านี้มาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ยอมกินยา การที่คนไข้เชื่อใจโรงพยาบาล เชื่อใจหมอจนยอมกินยา ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากแล้ว เพราะเปิดโอกาสให้สำเร็จ และถ้าคนไข้ยอมกินยาแล้ว ต้องพยายามเน้นเรื่อง compliance ครับ เพราะ อัตรา loss to follow up ของคนไข้กลุ่มนี้สูง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะมีโอกาสเกิด relapse ขึ้นมาใหม่ และถ้า relapse เกิดขึ้นแล้วก็จะยิ่งรักษายาก คนไข้จะ shopping around ไปหาหมอคนอื่นต่อไป
สรุปคนไข้กลุ่ม Delusional Parasitosis นี้จะมีความหลงผิด มีความเชื่อที่ฝังแน่นและยากต่อการเปลี่ยนแปลง อยู่ในโลกของตัวเอง หลายรายมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรง ดังนั้นมักถูกจัดเป็นกลุ่ม difficult patient ที่หมอหลายคนไม่อยากเจอ ซึ่งเข้าใจความรู้สึกได้ครับ แต่ถ้าเกิดเราต้องเจอผู้ป่วยกลุ่มนี้ ขอให้ empathy พยายามเข้าใจคนไข้ และยึดหลักต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เรามาลองให้โอกาสคนไข้ดูว่าเราพอจะช่วยเขาได้ไหม ถ้าใครสักคนเคยช่วยคนไข้ให้หายจากโรคนี้ได้ จะเป็นอะไรที่น่าภูมิใจ น่าชื่นใจมากเลยครับ เป็น rewarding ที่ดีเลย คนไข้จะเหมือนเป็นคนใหม่ สามารถไปใช้ชีวิตกับครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง ซึ่งน่าชื่นชม และได้บุญมหาศาลเลยครับ ขอร่วมอนุโมทนาด้วย
แต่ถ้าเราเมตตาแล้ว พยายามเข้าใจเขาแล้ว พยายามให้เขาแง้มประตูออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว แต่เขาไม่ฟัง ไม่ยอมรับการรักษา กลับไปอยู่ในโลกของตัวเองอีก หมอเราควรเข้าใจว่าความเชื่อที่ฝังแน่นนี้เป็นส่วนหนึ่งโรคของเขา ไม่ใช่เพราะเขาจงใจต่อต้านหรือหรือไม่อยากร่วมมือแต่นั่นคืออาการของโรค แต่สุดท้ายหมอเราก็ต้องมีอุเบกขาครับ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และยอมรับว่าผลการรักษาไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเราทั้งหมด แต่เราได้ทำกิจที่ควรกระทำแล้ว นั่นคือความดีอันน่ายกย่องแล้วครับ
References:
- Lepping P, Noorthoorn EO, Tang PK, Lepping SG, Squire SB, Bewley A. Outcomes for delusional infestation in multidisciplinary clinics. Br J Dermatol. 2025 Oct 17;193(5):907-913. doi: 10.1093/bjd/ljaf207. PMID: 40492346.
- Tang PK, Lepping P, Lepping SG, Noorthoorn EO, Squire SB, Mohandas P, Bewley A. Efficacy of antipsychotics in delusional infestation. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2025 Apr;39(4):815-822. doi: 10.1111/jdv.20081. Epub 2024 May 10. PMID: 38727630.
-
Mendelsohn A, Sato T, Subedi A, Wurcel AG. State-of-the-Art Review: Evaluation and Management of Delusional Infestation. Clin Infect Dis. 2024 Aug 16;79(2):e1-e10. doi: 10.1093/cid/ciae250. PMID: 39039925.
-
Kemperman PMHJ, Vulink NCC, Feikema FE, Bewley A, Lepping P, Gkini MA, Waalboer-Spuij R, de Rie MA. Consensus recommendations for the diagnosis and management of delusional infestation: A Delphi study. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2026 Oct;40(10):1591-1599. doi: 10.1111/jdv.70502.
- McLellan S. Delusional Parasitosis..Perspective. in CDC Yellow Book 2024: Health Information for International Travel. New York: Oxford University Press, 2023.








