Residency Training in Preventive Medicine (Travel Medicine)

We are very pleased to share our great news regarding Travel Medicine Education in Thailand. Recently we just get the approval from Thai Medical Council to establish the Residency Training in Preventive Medicine (Travel Medicine) for Thai doctors. It will be a full 3 years training course for doctor who would like to be the specialist in Travel Medicine. Doctors who successfully complete the training will be awarded “the Board Certified…” . For those who do not familiar with term ‘residency training’ may read this article from wikipedia for your information.

We are lucky to have a great curriculum development team from many universities and institutes such as Faculty of Tropical Medicine, Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University, Faculty of Medicine Chulalongkorn University, the Association of Preventive Medicine of Thailand and from Ministry of Public Health. We also received great valuable input from international colleagues as well as from our Medical Council. It takes almost two years to develop the course curriculum until finally it is approved. Special thanks to all who contributed in development of this training course. Next year, we will be the first university hospital in Thailand that could run this training.

       

                               Some meetings of the Curriculum development committee.

New version of our website ThaiTravelClinic.com

We are pleased to announce that we have just released the new version of our website. It goes live early of this year. Here are some important changes and some news features in our website.

 

1. Upgrade our backbone system to Joomla 2.5   We used Joomla 1.5  as our core system since 2009. It worked pretty well and could satisfied the need of our users and admins. But Joomla 1.5 came to the end of support in early 2012. So we decided to migrate to Joomla 2.5 which has many great  features and much improved security. Our users may not aware of this internal change. But it does help us improve our website in term of security, speed and performance.

 

2. Introduce our new online appointment system  Our users could  now easily make their appointments online. In the new system, they will see our availability slots directly from our website. Then they could choose their prefered date/time, fill some information, and just click submit. Immediately after that, they will get a confirmation message. Please visit this linkfor detail insturction on how to make an appointment.

 

 

3. Create new FAQ sections  From our daily practices, we collected some common asked questions in our clinic such as Should I tatke antimalarial tablet in Thailand? Do I need … vaccine for traveling in Thailand?,  Do I need to make an appointment? Then we create the FAQ section on our website, so users could find the right answers in timely fashion.

 

4. Create mobile optimized size Nowaday, up to 10% of our visitors use their mobile phones to visit our website. As everyone know, mobile phone users has several limitations when browsing or viewing the desktop content. So we decided to mobilize our website. Now our mobile users will automatically redirect to our mobile-optimized site (m.thaitravelclinic.com) where they could browse and find some information without difficulty anymore.  However, as most mobile websites, the content of moblie version is a just fraction of full desktop site. So our users could always go back to full desktop site anytime by just click the link on the footer of all pages.

 

We hope that our users will have great experience when visiting our website. Please feel free to comment or give us some suggestion on how we could improve our website. Your help is much appreciated.

(Thai) เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร

ในปัจจุบันมีคนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวเปรูมากขึ้น แม้ว่าเปรูจะอยู่ห่างจากประเทศไทยมาก ต้องนั่งเครื่องบินหลายต่อกว่าจะถึง แต่หลายคนก็ยังพร้อมที่จะไป เพราะเปรูเองมีเสน่ห์ดึงดูดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาชูปิชู (Machu Picchu) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก เป็นสิ่งก่อสร้างหรือจะเรียกว่าเป็นเมืองขนาดย่อมๆของชาวอินคาก็ไม่ผิด มาชูปิชูนี้ถูกสร้างบนเทือกเขาสูง ในสมัยที่ยังมนุษย์ยังไม่มีวิวัฒนการในการก่อสร้างมากนัก แต่ชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้ ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจว่าชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งมักจะเป็นข้อสงสัยและกังวลสำหรับผู้ที่อยากไปเที่ยวเปรูคือ จะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อป้องกันภาวะไม่สบายในที่สูง (High Altitude Sickness) ก่อนจะมาตอบปัญหานี้ เราลองมาศึกษาภูมิประเทศของเปรูกันสักเล็กน้อยครับ

จากแผนที่ข้างบนจะเห็นว่า เมืองลิม่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเปรูอยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นจะมีระดับความสูงเท่ากับระดับน้ำทะเล และถัดเข้ามาจะเป็นเทือกเขาแอนดีส ซึ่งมีความสูงมาก ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น มาชูปิชู (Machu Picchu) เมืองคุซโก รวมถึงเมืองพูโน และทะเลสาบ Titicaca จะอยู่ในโซนเทือกเขาซึ่งมีความสูงกว่า 2,000-5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งต้องระวัง High altitude sickness ส่วนถ้าใครจะไปเที่ยวป่าอเมซอนก็มักจะนั่งเครื่องบินไปเมือง Iquitos ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ แต่ต้องมีการเตรียมตัวป้องกันโรคมาลาเรีย โรคไข้เหลือง ฯลฯ แทน อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไปบราซิล เปรู ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

การเดินทางไปเมืองคุซโกและการป้องกัน High altitude sickness

  • นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวมาชูปิชูจะต้องเริ่มต้นการเดินทางที่ เมืองคุซโก (Cusco) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของชาวอินคา อยู่ห่างจากเมืองลิม่าประมาณ 1,200 กิโลเมตร ถ้าเดินทางโดยรถบัส จะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเดินทางไต่ไปตามเทือกเขา ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เวลาบินจากเมืองลิม่า (ระดับน้ำทะเล) ไปถึงคุซโก (3,400 เมตร) เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง
  • จะเห็นว่าในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เรามาอยู่ในที่สูงกว่า 11,000 ฟุต ร่างกายแทบจะไม่มีเวลาปรับตัว ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการของ Acute mountain sickness ในช่วงประมาณ 2-10 ชม.หลังมาถึงคุซโก แต่อาการและความรุนแรงของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนแทบจะไม่มีอาการใดเลยก็ได้ แต่บางคนจะมีอาการรุนแรงมาก ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการตัวเองรวมถึงเพื่อนร่วมเดินทางให้ดีครับ ถ้าอาการไม่มาก อาจจะแค่พัก กินยา paracetamol บ้าง หรือต้องการออกซิเจนบ้างก็หาย พอปรับตัวได้ก็สามารถเดินทางต่อได้ แต่ถ้ามีอาการมาก หรือมีอาการรุนแรง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรหาความช่วยเหลือทันที
  • ส่วนใหญ่ของไกด์และพนักงานโรงแรมที่คุซโกจะรู้จัก high altitude sickness พอสมควรเนื่องจากพบปัญหานี้ในนักท่องเที่ยวบ่อย และที่โรงแรมในคุซโกมักจะมีออกซิเจนเตรียมไว้เผื่อบริการ เมื่อนักท่องเที่ยวเกิดปัญหาสามารถเรียกใช้ได้ แต่ถ้ามีอาการมาก โรงแรมมักจะมีระบบติดต่อไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อขอความช่วยเหลือต่อไป
  • ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ สามารถดูได้ที่ Altitude sickness #1 โรคที่ควรระวังในการเที่ยวที่สูง และ อาการของ altitude sickness และแนวทางป้องกัน)

การใช้ยาเพื่อป้องกันโรคในพื้นที่สูง (Acute mountain sickness)

  • ในทางปฏิบัติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเดินทางมาเมืองคุซโกโดยเครื่องบินทำให้ ร่างกายไม่มีเวลาปรับตัว แพทย์จึงมักแนะนำให้นักท่องเที่ยวกินยา Acetazolamide (Diamox) เพื่อป้องกันภาวะ Acute mountain sickness ซึ่งควรเริ่มกินก่อนบินมาที่คุซโก 1-2 วัน โดยทั่วไปมักใช้ขนาด 125-250 mg วันละ 2 ครั้ง การใช้ยานี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ ไม่ควรซื้อยากินเอง ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือชาหรือรู้สึกแปลกๆที่ปลายมือปลายเท้า ปัสสาวะบ่อย
  • ในโรงแรมแทบทุกแห่งในเมืองคุซโกจะมีชาที่ทำจากใบโคคา (Coca tea) ไว้บริการ ซึ่งชาวพื้นเมืองเชื่อว่าสามารถป้องกันและรักษาภาวะ high altitude sickness ได้ แต่เท่าที่เคยมีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ ยังไม่สามารถยืนยันถึงประสิทธิภาพดังกล่าวได้

แผนการเดินทางกับการเกิด Acute mountain sickness

  • แผนการเดินทางที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด acute mountain sickness ได้มาก เช่น การจัดโปรแกรมทัวร์ให้วันแรกที่มาถึงคุซโก มีเวลาพักมากหน่อย ไม่เร่งรีบ และไม่มีกิจกรรมที่ต้องเดินหรือออกกำลังมาก จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น
  • นักท่องเที่ยวเมื่อมาถึง Cusco (3,400 เมตร) อาจเลือกไปเที่ยวและนอนพักในพื้นที่ต่ำกว่านั้นเช่น แถว Sacred valley, Urubamba (2,900 เมตร) ก่อน ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดอาการลดลง และทำให้ร่างกายปรับตัวได้ง่ายขึ้น และในวันถัดๆไปค่อยเดินทางกลับมาเที่ยวคุซโก หรือจะไปเที่ยวมาชูปิชู ซึ่งอยู่ที่ความสูง 2,400 เมตร ต่อก็ได้
  • การเดินทางไปมาชูปิชู จะต้องเดินทางโดยการนั่งรถไฟ ไปที่เมือง Aquas Calientes (2,000 เมตร) ก่อนแล้วนั่งรถบัสขึ้นเขาไปที่มาชูปิชู (2,400 เมตร) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไม่เกิดปัญหา high altitude sickness ที่มาชูปิชู เนื่องจากมาชูปิชูอยู่ในที่ต่ำกว่าคุซโกมาก (ประมาณ 1,000 เมตร) อย่างไรก็ดี ถ้านักท่องเที่ยวเลือกจะไปปีนเขา Wayna Picchu ด้วย คงต้องเตรียมร่างกายให้ฟิตและแข็งแรงด้วย เนื่องจากต้องเดินขึ้นเขาสูง และทางจะยากลำบากพอสมควร

Machu Picchu

.

การเดินเท้าในเส้นทาง Inca Trail

  • อีกวิธีหนึ่งซึ่งสามารถไปถึงมาชูปิชูได้คือเดินเท้า โดยนั่งรถไฟจากเมืองคุซโก แล้วใช้เส้นทางโบราณของชาวอินคา หรือที่เรียกว่า Inca Trail ต่อ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี เนื่องจากต้องใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 วัน ต้องมีการเดินเท้าเป็นระยะทางไกล ต้องพักแรมในป่า ต้องมีไกด์นำทาง และในระหว่างเส้นทางจะผ่านพื้นที่สูงกว่า 4,000 เมตร ดังนั้นนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องฟิตร่างกายให้พร้อม และต้องให้แน่ใจว่าสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำได้แล้ว ก่อนเดินเท้า เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจะหาความช่วยเหลือได้ลำบากมาก
  • ควรเลือกไปกับทัวร์หรือไกด์ที่มีประสบการณ์ เชื่อถือได้ รวมทั้งต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องอุปกรณ์ปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ออกซิเจน และโทรศัพท์/วิทยุสื่อสารไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

โดยสรุป แม้ว่า High altitude sickness จะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเปรู แต่ปัญหานี้สามารถป้องกันและจัดการได้ครับ ถ้านักท่องเที่ยวมีความรู้ รู้วิธีปฏิบัติตัวและมีการป้องกันได้อย่างเหมาะสม ก็ไม่น่ากังวลจนเกินไปครับ ขอให้เดินทางท่องเที่ยวด้วยปลอดภัยและมีความสุขครับ

(Thai) Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน

บทความนี้จะขอกล่าวในรายละเอียดของภาวะ Altitude sickness สักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจในในการป้องกัน และการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการของโรคขึ้น ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ (Altitude sickness #1 โรคที่ควรระวังในการเที่ยวที่สูง) ขอแนะนำให้กลับไปอ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น

 

อาการของ High Altitude Sickness

จริงๆแล้ว High altitude sickness เป็นการกล่าวถึงกลุ่มโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อย ซึ่งประกอบด้วย 3 โรคหลักๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์และมีความต่อเนื่องกันอยู่ในบางส่วนครับ คือ

1 Acute Mountain Sickness (AMS) ยังไม่มีชื่อภาษาไทยครับ เป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก เกิดเมื่อมีการเดินทางขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปต้องมากกว่า 2500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการเด่นของภาวะนี้ อาการอื่นๆที่พบได้บ่อยคือ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง ที่พบบ่อยคือเกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงมาก และร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เองภายใน 1-2 วัน

2 High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์ และเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที

3 High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ HACE ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น ต้องรีบพบแพทย์และเดินทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าทันที

อนึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปพื้นที่สูงโดยทั่วๆไป เช่นไปเมืองลาซา คุซโก โบลิเวีย ทิเบต ส่วนใหญ่ จะมีอาการ Acute mountain sickness เท่านั้น ถ้าได้มีการพัก และร่างกายปรับตัวได้ดี มักจะไม่เกิดภาวะ HACE และ HAPE ขึ้น อย่างไรก็ตามต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเองและเพื่อนร่วมทางเสมอว่าเกิดอาการผิดปกติใดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 วันแรกหลังจากขึ้นไปที่สูง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงตามมา

 

หลักการทั่วไปในการป้องกันภาวะ Altitude Sickness

1. ต้องศึกษาข้อมูลถึงสถานที่ที่จะไปก่อนการเดินทางครับว่า สถานที่ที่จะไปอยู่ในพื้นที่สูงมากหรือไม่ เช่น ถ้าจะไปเที่ยวทิเบต ภูฏาน เนปาล เปรู โบลิเวีย  ประเทศเหล่านี้มักมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่สูงอยู่มาก ควรหาข้อมูลถึงระดับความสูง และดูแผนการเดินทางของเราเสมอ ว่าจะต้องผ่านในพื้นที่สูงมากหรือไม่ เช่น

  • ถ้าจะไปเที่ยวเนปาล ไปแค่เมืองหลวงกาฐมัณฑุ (1400 m)  โปขระ (827 m) นาการ์ก็อต (2195 m) มักจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะอยู่ไม่อยู่มาก แต่ถ้าจะไป trekking ที่ Annapura circuit ที่ Poon Hill (3210m) หรือผ่าน Thorung La (5400m) ต้องเตรียมตัวอย่างดีครับ
  • ถ้าจะไปเที่ยวเปรู ไปมาชุปิชู (Machu Picchu) อย่างไรก็ต้องไปเมือง Cusco (3399 m) ซึ่งมักจะนั่งเครื่องบินไปจากเมืองลิมา (ระดับน้ำทะเล) นักท่องเที่ยวมักจะมีอาการ altitude sickness ในช่วง 1-2 วันแรกที่ Cusco เพราะร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน แต่พอพ้นช่วงแรกแล้ว และไปเที่ยว มาชูปิชู (2430 m) มักจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะอยู่ที่ระดับความสูงต่ำกว่า Cusco อีก
  • ถ้าจะไปประเทศจีน บางเมืองจะอยู่ในที่สูง ต้องศึกษาก่อนเสมอ เช่นไป ลี่เจียง (2400 m) ภูเขามังหยก (3356 m) ทิเบต (3490m) ควรต้องเตรียมตัว
  • การไปเที่ยวขึ้นยอดเขาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เช่น Pilatus (2132m) Titlis (3028m) หรือ Jungfrau (3571 m) มักจะไม่มีปัญหา high altitude sickness เนื่องจากเราจะนั่ง cable หรือรถไฟขึ้นไป และอยู่บนยอดเขาไม่นาน และลงมาสู่ที่ต่ำกว่าเวลาไม่กี่ชม. ร่างกายมักจะทนได้

2. ร่างกายต้องการเวลาปรับตัว (Acclimatization)ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเลือกแผนการเดินทางที่ไม่ขึ้นสู่ที่สูงเร็วเกินไป ควรพักที่เมืองที่อยู่ต่ำกว่า 1-2 วันเพื่อปรับตัว

3. ถ้าจำเป็นต้องเดินทางขึ้นสู่ที่สูงอย่างรวดเร็ว เช่น นั่งเครื่องบินจากลิมาไปคุซโก (3399 m) นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง (ประมาณ 20-25%) มักจะมีอาการ ดังนั้นในช่วงแรกๆที่ขึ้นไปที่สูง ควรงดการออกกำลัง เดิน หรือวิ่ง ควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ และสังเกตอาการของตัวเองว่ามีความผิดปกติใดๆหรือไม่ ถ้ามีอาการของ AMS เพียงเล็กน้อย เช่นปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ร่างกายค่อยๆปรับตัวได้ และอาการจะหายไปเองใน 1-2 วันแต่ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้น ควรพบแพทย์ และเดินทางสู่ที่ต่ำกว่าทันที

4. การใช้ยาเพื่อป้องกัน altitude sickness เช่น Acetazolamide (diamox) ในนักท่องเที่ยวบางรายมีความจำเป็น เพราะยาจะช่วยป้องกันและลดบรรเทาอาการได้ แต่การใช้ยาควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะแพทย์ต้องพิจารณาแผนการเดินทาง ข้อบ่งชี้ ข้อห้ามในการใช้ยา และแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้อง

5. ในนักท่องเที่ยวที่ปีนเขา หรือ Trekking ในที่สูง ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรีบเดินหรือทำเวลาก่อนเวลาที่แนะนำไว้โดยทั่วไป เช่นถ้าจะปีนยอดเขาคีรีมันจาโร (5895m) ควรมีการเตรียมทีม เตรียมอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ต่างๆที่จำเป็น และควรเดินทางตามที่กำหนดไว้ ไม่ควรจะรีบปีนโดยใช้เวลาน้อยกว่า 5 วัน เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะปีนไปไม่ถึง และเกิดการไม่สบายกลางทาง

(Thai) Altitude Sickness #1 โรคที่ต้องระวังในพื้นที่สูง

Altitude sickness เป็นภาวะหรือโรคที่พบในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆ เช่น ไปเที่ยวทิเบต เที่ยวประเทศเปรู โบลิเวีย หรือไปปีนเขาในประเทศเนปาล ฯลฯ ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อยได้ ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย ฯลฯ ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้น จนอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในรายที่ยังฝืนเดินทางขึ้นที่สูงต่อ และไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะไปพื้นที่ดังกล่าว จึงควรรู้จักภาวะนี้และการป้องกันไว้บ้างเพื่อการท่องเที่ยวของเราจะได้ปลอดภัยและมีความสุข

อย่างไรก็ตามการจะเข้าใจโรคหรือภาวะดังกล่าวอาจจะยากสักหน่อย เพราะพวกเราคนไทยจะไม่คุ้นเคย จึงขอเริ่มด้วยข้อมูลพื้นฐานบางประการก่อนครับ

1. ในภูมิประเทศที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆจะมีความกดอากาศและมีออกซิเจนเบาบาง เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล ทำให้เมื่อเราไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ร่างกายจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายเรามีความสามารถในการปรับตัวให้ทนต่อภาวะออกซิเจนน้อยได้ดีระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไปในที่สูงมากๆหรือออกซิเจนน้อยมากๆอาจจะเกิดปัญหาได้

2. ตัวอย่างที่ดีที่แสดงว่าร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีคือ เมื่อเรานั่งเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินโดยสารส่วนใหญ่บินที่ระดับความสูง 30,000-40,000 ฟุต หรือกว่า 10,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่ระดับความสูงขนาดนั้น ออกซิเจนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต แต่ในห้องโดยสารของพวกเราจะมีการปรับความดันอากาศให้เหมาะสม โดยจะปรับความดันอากาศมาอยู่ที่ประมาณ 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จะเห็นว่าไม่ได้ปรับมาที่ระดับน้ำทะเลเสียทีเดียว แต่ที่ 2,000 เมตรนั้น แม้ว่าจะมีออกซิเจนประมาณ 77% ของปกติ ร่างกายพวกเราปกติสามารถปรับตัวได้ ทำให้พวกเราเวลานั่งเครื่องบินสามารถหายใจได้ตามปกติ ไม่ต้องใช้ oxygen

3. ภาวะ altitude sickness มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 2,000-2,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นต้นไป ซึ่งยิ่งขึ้นไปที่สูงมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เช่น ถ้าสถานที่นั้นสูงกว่า 3,000 เมตร จะมีความดันออกซิเจนเพียงประมาณ 70 % เมื่อเทียบกับในระดับน้ำทะเล ลองดูตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดว่าอยู่ในพื้นที่สูง ตามตารางข้างล่างครับ

สถานที่ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล (เมตร) ความสูง (ฟุต)
กรุงเทพมหานคร 0 0
เมืองตาลี่ ประเทศจีน 2,000 6,562
เมืองลี่เจียง ประเทศจีน 2,400 7,874
ยอดดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ 2,565 8,415
เมืองคุซโก เปรู 3,399 11,152
เมืองลาซา ทิเบต 3,490 11,450
เมืองลาปาซ ประเทศโบลิเวีย 3,670 12,000
Everest Base Camp 5,400 17,700

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4. นักท่องเที่ยวแต่ละคนจะเกิดอาการ High altitude sickness แตกต่างกัน บางคนสามารถปรับตัวได้ดี ดังที่เราจะเห็นเวลาไปเที่ยวกับเป็นหมูคณะ เช่นไปทิเบต หลายคนจะมีอาการไม่สบาย มึนศีรษะ ในขณะที่บางคนอาจจะไม่เกิดอาการใดๆ หรือเกิดเพียงเล็กน้อยก็ได้

5. ความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจะเกิด altitude sickness หรือไม่นั้น ไม่ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ความฟิตของร่างกาย ฯลฯ และไม่สามารถคาดการได้ล่วงหน้าว่าใครสามารถปรับตัวได้ดีกว่า แสดงว่า แม้แต่นักกีฬาที่แข็งแรงอาจเกิดอาการ altitude sickness ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุบางคนเมื่อไปเที่ยวที่สูงๆอาจจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำนายได้

6. อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่เคยไปเที่ยวในพื้นที่สูงมาก่อนจะช่วยในการทำนายได้ หมายความว่า ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่สูงมาแล้วเช่น ไปทิเบตมาแล้วไม่มีปัญหาใดๆ ก็น่าจะไปเที่ยวในที่สูงระดับเดียวกันได้ และในทางกลับกัน ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่สูงแล้วมีปัญหา การไปที่สูงครั้งต่อไปก็มักจะเกิดปัญหาเหมือนครั้งเดิม จึงต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีก่อนเดินทาง

ในบทความต่อไปจะกล่าวถึง อาการของ altitude sickness และแนวทางป้องกันครับ