(Thai) เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนไทฟอยด์ (Typhoid vaccine)

วัคซีนไทฟอยด์เป็นวัคซีนอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย เพราะจัดเป็นวัคซีนเฉพาะที่ไม่ได้ฉีดให้คนไทยโดยทั่วไป แต่จะมีที่ใช้บ้างในนักท่องเที่ยวและนักเดินทางบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปประเทศอินเดีย หรือประเทศใกล้เคียง เช่น เนปาล บังกลาเทศ ปากีสถาน เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูง ถึงตอนนี้อาจมีหลายคนถามว่า ถ้างั้นถ้าจะไปเที่ยวอินเดียก็ควรฉีดวัคซีนไทฟอยด์ใช่ไหม ต้องฉีดทุกคนเลยหรือเปล่า ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น เราลองมาอ่านเรื่องราวของโรคไทฟอยด์สักเล็กน้อยพอเป็นข้อมูลครับ

  1. โรคไทฟอยด์ (Typhoid fever) หรืออีกชื่อหนึ่งในภาษาไทย โรคไข้รากสาดน้อย เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Salmonella Typhi และสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ โดยกินหรือดื่มอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ เข้าไป
  2. ในสมัยก่อนจะพบโรคนี้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการสาธารณสุขมูลฐานยังไม่ดีนัก ในปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นประเทศในแถบยุโรป อเมริกา พบโรคนี้ได้น้อยมาก ส่วนในประเทศไทยอัตราการติดเชื้อไทฟอยด์ลดน้อยลงมากเช่นกัน ทำให้เราไม่ได้แนะนำให้ใช้วัคซีนชนิดนี้เพื่อป้องกันโรคในประเทศไทย แต่ในบางประเทศยังมีอัตราการติดเชื้อสูง เช่นประเทศในแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ และประเทศในแถบแอฟริกา
  3. ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไป จะมีอาการมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวหรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูก ในรายที่เป็นรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาอาจมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ติดเชื้อในกระแสโลหิต ลำไส้อักเสบ ลำไส้ทะลุ หรือมีเลือดออกที่ทางเดินอาหาร แต่ปัจจุบันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวและการเสียชีวิตจากโรคนี้พบได้น้อยมาก เนื่องจากมีความก้าวหน้าในการวินิจฉัย และมีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายมากขึ้น
  4. อย่างไรก็ดีการป้องกันโรคที่สำคัญคือการดูแลสุขอนามัย รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก ล้างมือก่อนรับประทานอาหารเสมอ

 

สำหรับเรื่องวัคซีนไทฟอยด์ ปัจจุบันที่มีใช้อยู่ในประเทศไทยเป็นชนิดฉีดครับ ชื่อการค้าคือ Typhim Vi® ฉีด 1 ครั้งสามารถป้องกันโรคได้ 3-5 ปี อย่างไรก็ตามวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพไม่ดีนัก คือป้องกันโรคได้ประมาณ 50-80% เท่านั้น และป้องกันการติดเชื้อ Typhoid ได้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อ Salmonella สายพันธุ์อื่นได้

ดังที่กล่าวแล้วครับว่า โดยทั่วไปเราไม่ได้แนะนำให้คนไทยฉีดวัคซีนนี้ ยกเว้นในบางกลุ่ม คือในคนที่จะเดินทางไปในที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคสูง โดยเฉพาะในประเทศอินเดียและประเทศใกล้เคียงเช่น เนปาล บังกลาเทศ ปากีสถาน รวมทั้งบางประเทศในแอฟริกา แต่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปในประเทศดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน ทุกราย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง และต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล เช่น ถ้าเป็นนักธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวโดยทั่วไปที่จะพักที่ที่ดีหน่อย หรือคิดว่าอาหารการกินจะกินเฉพาะในแหล่งที่เชื่อถือได้ โอกาสติดเชื้อก็น้อย อาจจะไม่ต้องรับวัคซีนก็ได้ สำหรับกลุ่มคนไทยที่จะไปเที่ยวอินเดียกับทัวร์ เช่นไปทัชมาฮาล ไปนมัสการสังเวชนียสถาน ฯลฯ ส่วนใหญ่การเดินทางไปเป็นกลุ่มแบบนั้น อาหารการกินที่ทัวร์จัดให้มักจะดี มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไทฟอยด์น้อย โดยเฉพาะถ้าเราระมัดระวังไม่ไปกินอาหารอื่นที่ดูไม่สะอาด

ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าจะไปเที่ยวอินเดียเป็นเวลานานหน่อย และจะไปแบบลุยๆ เช่น backpack ไป หรือจะไปเที่ยวตามชนบท ซึ่งอาหารการกินอาจจะไม่ดีนัก การฉีดวัคซีนก็เป็นทางเลือกที่ดี นอกจากนี้ในบางอาชีพที่มีการเดินทางบ่อย เช่น เจ้าหน้าที่สายการบิน แอร์โฮสเตส คนที่ทำงานในเรือ นักเรียนพานิชนาวี หรือในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เจ้าหน้าที่ที่จะถูกส่งไปปฏิบัติงานในประเทศในแถบแอฟริกาเป็นเวลานาน ฯลฯ น่าจะพิจารณาฉีดวัคซีนไทฟอยด์ ซึ่งในปัจจุบันหลายๆองค์กร ถือเป็นข้อกำหนดเลยว่าให้พนักงานทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติงานจะต้องรับการฉีด วัคซีนไทฟอยด์ก่อน

Risk of dengue infection among travelers in Southeast Asia

“What is the chance to get dengue infection while traveling in Southeast Asia?” is a very good question. But it is difficult to answer. Since at least we have to know two numbers; the first one is the total number of travelers in Southeast Asia and secondly we have to know how many of them actually got dengue infection during their trip.

To get these two numbers precisely is not easy since there are many limitations as you might imagine. However, base on previous researches, the risk to develop dengue infection (symptomatic) among travelers is considered to be around 1% per month [1].  The majority of cases (more than 90%) will be mild, only small percentage of cases will develop severe disease [2,3,4].  Fatal dengue cases among travelers are rare.

At this point, several questions may arise such as;

1. So how could we prevent dengue?

Unfortunately, right now, neither vaccine nor medication is available for prevention of dengue. The best way is to prevent yourself against mosquito bite. Please use insect repellent, especially DEET containing repellent. Since it is the most reliable and effective compound. And please keep in mind that mosquito that transmitted dengue exists everywhere in Southeast Asia including in major cities.

2. What happen if I am bitten by a mosquito?

Firstly, don’t panic. Not all mosquito carry dengue virus. And even you expose to dengue virus, you might have no symptom or develop only mild disease.  However, if you do develop high fever during your trip in Southeast Asia, you should go to see a doctor.

3. Which hospital in Thailand that could take care dengue cases?

Dengue is a very common disease in Thailand. Doctors in Thailand and also in Southeast Asia are quite familiar with dengue infection. So virtually all hospital in Thailand is able to manage dengue case. However, in some severe or complicated cases, referral to secondary or tertiary care center may be necessary.

4. “The risk to get dengue seems  to be very high for me,  should I travel in in Southeast Asia?”

First thing to say is, we could not totally eliminate the risk. Risks are everywhere. Such as, if you decide to travel, you have to accept many risks, starting from the risk of transportation accidents, risk of being robbed, risk to get some diseases from the destination, etc. We should try our best to reduce the risk. Risk is not to afraid or panic. Risk is just to understood and managed.

 

References:

1. Steffen R, Amitirigala I, Mutsch M. Health risks among travelers–need for regular updates. J Trav Med 2008; 15(3):145-6.
2. Jelinek T, Muhlberger N, Harms G, et al. Epidemiology and clinical features of imported dengue fever in Europe: Sentinel Surveillance data from TropNetEurop. Clin Infect Dis 2002;35:1047-52.
3. Laferl H, Szell M, Bischof E, Weinisch C. Imported dengue fever in Austria 1990-2005. Trav Med Infect Dis 2006;4:319-23.
4. Wichmann O, Muhlberger N, Jelinek T. Dengue-the underestimated risk in travellers. Dengue Bull 2003;27:126-37.

Useful information about dengue infection for travelers

Generally, in our travel clinic, when we give some advices about malaria; we will try to add something about dengue also. Since, in fact, the risk for travelers to get dengue while traveling in Southeast Asia is far greater than malaria. However, not surprisingly, dengue infection is less known to travelers when compared to malaria.

Let’s start with some basic, yet important, information about dengue.

1.  Dengue is a mosquito borne disease. It exists in many countries in tropical/subtropical area including in Asia, Africa, Central and South America. See the map from World Health Organization (WHO) below. Among these areas, Southeast Asia is considered to be the most important risky area for travelers.

2.Main mosquito species that transmits dengue is called Aedes aegypti. They exist in both rural and urban area throughout Southeast Asia including major cities such as Bangkok, Singapore.

3. You may get dengue infection if you are bitten by an infected mosquito with dengue virus. The usual incubation period (time between bitten until symptoms develop) is around 3-7 days.

4. Dengue infection has a wide of clinical spectrum, ranging from asymptomatic infection, to fatal disease. Fortunately, most dengue infections are mild or even asymptomatic infection. Small percentage of patients may be severe such as develop bleeding, hence named dengue hemorrhagic fever, and may leading to shock and death.

5. So that’s mean, even you are bitten by an infected mosquito that carries dengue virus, you have a high chance to be fine or develop such a mild fever, especially if that is your first exposure to dengue virus (primary dengue infection). It is unlikely that you will be critically ill.

6. Most common symptoms of dengue infection are fever, headache, muscle pain, bone pain, rash, nausea and vomiting. Fever in dengue infection is usually high and persistent, lasting for 2-7 days. Severe manifestation such as bleeding and shock may occur in some cases especially when fever start to decline.

7. Dengue is a self-limited disease. Most patients with dengue will recover spontaneously. Only few percent of patients will require hospitalization. However, we have to consider dengue infection as a serious disease. Whenever you develop symptoms that resemble to dengue infection as describe above, you should seek for medical care.

Those are some important basic information about dengue, we’ll discuss further on the risk and how to prevent dengue in travelers in the next article.

(Thai) แนะนำหนังสือน่าอ่าน “โรคเขตร้อนฉบับประชาชน”

พอเอ่ยถึงโรคเขตร้อน หลายๆคนอาจทำหน้างงๆว่ามันหมายถึงโรคอะไรบ้าง มีโรคเขตร้อนแล้วมีโรคเขตหนาวหรือเปล่า วันนี้ขออนุญาตแนะนำหนังสือเกี่ยวกับโรคเขตร้อนที่อ่านง่ายๆครับ เป็นฉบับประชาชน แต่อาจจะหาอ่านได้ยากหน่อยเพราะไม่ได้วางขายที่ไหน แต่ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อนจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อแจกจ่าย ให้ความรู้ อันจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไป และเป็นการฉลองที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อนได้มีอายุครบรอบ 50 ปี ในปี 2553 ที่ผ่านมา

         ดูน่าปกก็น่าอ่านแล้วใช่ไหมครับ ภายในจะเป็นเนื้อหาที่อ่านง่าย มีภาพประกอบ โดยจะมีหัวข้อที่น่าสนใจมีมากมายเช่น ”ไม่มีเลือดออก… แต่ทำไมเป็นไข้เลือดออก” , “แค่ลุยน้ำก็เป็นโรคได้”, “ตัวอะไรไชไปตามผิว” ฯลฯ  ซึ่งจะเป็นการเขียนเนื้อหาทางวิชาการเกี่ยวกับโรคต่างๆให้อ่านง่าย ซึ่งเป็นผลงานของคณาจารย์จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ร่วมกันเขียนขึ้นมา

        สนใจอ่าน online ได้ทันทีครับ หรือจะ download หนังสือทั้งเล่มเป็น pdf ได้เลยครับ ที่ website ของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน หรือ Click ที่นี่

การรักษาพิษของแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

หลายคนคงเคยรู้มาว่า ถ้าใครถูกพิษของแมงกะพรุนให้รีบใช้ใบผักบุ้งทะเลที่อยู่ตามชายหาดทาแผล จะช่วยรักษาแผลได้ดี ซึ่งก็เป็นความจริงครับ ในตำราแพทย์แผนไทยมีการเขียนกันมานานแล้วว่าใช้ได้ผล และในทางวิทยาศาสตร์เองเคยมีการพิสูจน์แล้วว่า สารในผักบุ้งทะเลมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์ลดอาการปวดได้ดี แต่การนำผักบุ้งทะเลมาใช้รักษาแผลจากแมงกะพรุนนั้น มีข้อควรรู้ดังนี้ครับ

1. ผักบุ้งทะเลสามารถใช้รักษาแผลจากแมงกะพรุนได้ดี แต่ไม่มีที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เฉียบพลัน (ถ้าใครยังไม่ได้อ่านเรื่อง ทำอย่างไรเมื่อถูกแมงกะพรุน ขอแนะนำให้อ่านก่อนครับ)

2.  การใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณแผลยังเป็นสิ่งสำคัญมากและควรจะรีบทำก่อนใช้ผัก บุ้งทะเล เพราะจะช่วยลดการเกิดพิษได้ ไม่ควรใช้ผักบุ้งทะเลทาหรือถูแผลโดยตรง โดยเฉพาะก่อนให้น้ำส้มสายชู

3.  การนำผักบุ้งทะเลมาใช้ให้ถูกวิธีนั้น ควรจะไม่มีสิ่งปนเปื้อน และต้องล้างให้สะอาด นำใบมาตำ และคั้นเอาน้ำมาทาตรงแผลบ่อยๆ

4. ในข้อ 3 จะเห็นว่า การใช้ผักบุ้งทะเลให้ถูกวิธีไม่ใช่ของง่าย เนื่องจากต้องนำมาล้าง และคั้นเอาน้ำมาทา ส่วนการรักษาแบบพื้นบ้าน โดยวิ่งไปเอาผักบุ้งทะเลมาตำ หรือมาขยำ และโปะลงไปที่แผลโดยตรงนั้น ไม่ควรทำครับ เพราะอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใบผักบุ้งทะเลที่นำมาใช้มีสารหรือเชื้อโรคปนเปื้อนจะทำ ให้แผลอักเสบติดเชื้อมากยิ่งขึ้น

5. ห้ามนำใบผักบุ้งทะเลมากิน เนื่องจากมีพิษ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ มึนงงและวิงเวียนได้

แม้ว่าในภูมิปัญญาชาวบ้าน และตำราแพทย์แผนไทย กล่าวยืนยันถึงประสิทธิภาพของผักบุ้งทะเลในการรักษาแผลจากแมงกะพรุนเป็น อย่างดี ว่าช่วยสมานแผล ทำให้แผลให้เร็วขึ้น และเกิดแผลเป็นน้อยลง แต่ในตำราการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องผักบุ้งทะเลไว้เลยครับ เนื่องจากไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกมายืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว

ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลหลายแห่งในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกันทำการวิจัยเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาผักบุ้งทะเล เมื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกแมงกะพรุน โดยยาผักบุ้งทะเลที่ใช้นั้น ได้สกัดมาจากใบผักบุ้งทะเลที่สะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน  และทำให้อยู่ในรูปของขี้ผึ้ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทันที

แต่ยาผักบุ้งทะเลดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยครับ ไม่มีจำหน่าย และไม่สามารถจ่ายแจกได้ แต่ถ้ามีใครที่ถูกแมงกะพรุนมาไม่เกิน 7 วัน และสนใจเข้าร่วมการวิจัยการรักษาดัวยผักบุ้งทะเล สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ โครงการวิจัยการรักษาแผลแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

ทาง ’เขตร้อน เราหวังว่าถ้าผลการวิจัยดังกล่าวออกมาว่า ผักบุ้งทะเลของเรามีประสิทธิภาพในการรักษาแผลจากแมงกะพรุนได้จริง จะได้นำไปเผยแพร่ทางวิชาการ  และจะช่วยทำให้สมุนไพรไทยของเราเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น