ไปบราซิล เปรู ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม Updated 2018

คำถามนี้จัดเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยก่อนจะเดินทางไปประเทศบราซิลและเปรู ซึ่งหลายคนได้พยายามหาข้อมูล search ดู ใน internet หรือได้โทรติดต่อสอบถามหลายที่ เช่น สถานทูต บริษัททัวร์ สายการบิน และอาจได้คำตอบที่ยังดูสับสน เช่น ไม่ต้องฉีดหรอก ไปได้เลยเขาไม่ตรวจหรอก หรือบางคนก็บอกว่า ต้องฉีดนะ เพราะเดี๋ยวจะเข้าประเทศไม่ได้ หรือบอกคนบอกว่า เคยไปแล้ว ฉีดไปก่อนด้วย แต่พอไปจริงๆแล้วก็ไม่มีใครตรวจ ต่อไปคงไม่ต้องฉีดหรอก ฯลฯ การจะเข้าใจเรื่องนี้ให้กระจ่างอาจจะไม่ง่ายนัก เพราะเกี่ยวเนื่องกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ รวมถึงข้อกำหนดและกฎหมายหลายอย่าง ใครยังไม่ได้อ่าน ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เหลืองและสมุดรับรองการฉีดวัคซีน ขอแนะนำให้อ่านก่อนครับ  เพราะเป็นพื้นฐานจะให้เข้าใจเรื่องนี้ได้กระจ่างขึ้น

ใครที่ไม่อยากอ่านรายละเอียด ต้องการรู้แค่คำตอบว่าจะไปบราซิลหรือเปรูต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม คำตอบสั้นๆในทางปฏิบัติคือ “ต้องฉีดครับ” นักท่องเที่ยวต้องไปพบแพทย์เพื่อขอฉีดวัคซีนและขอสมุดรับรองการฉีดวัคซีนด้วยก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน (ถ้ามีข้อห้ามในการฉีดวัคซีน เช่น เป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป)

ถ้าตอบง่ายๆได้เช่นนั้น ว่าต้องฉีด แต่ทำไมข้อมูลจากบางแหล่ง บางที่บอกว่าไม่ต้องฉีด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ

1. แม้ว่าประเทศบราซิล/เปรู เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการติดโรคไข้เหลือง แต่ไม่ได้มีความเสี่ยงทุกพื้นที่ บางพื้นที่ไม่มีไข้เหลืองระบาด เช่น เมือง Lima, Cuzco และบริเวณ Machu Picchu ในประเทศเปรู หรือเมือง ริโอ เดอจานาโร (Rio de Janeiro) หรือ เซาเปาโล (Sao Paulo)เคยเชื่อกันว่า ไม่มีไข้เหลืองระบาด ดังนั้นคนที่จะไปเที่ยวแค่พื้นที่ดังกล่าวของทั้ง 2 ประเทศ จึงไม่เสี่ยงต่อการติดโรคไข้เหลือง

ลองดูจากแผนที่ข้างล่างครับ พื้นที่ที่มีสีเหลืองเป็นพื้นที่ที่มีโรคไข้เหลืองระบาดครับ ดังนั้นถ้าพิจารณาง่ายๆแค่ประเด็นนี้ ก็น่าจะไม่ต้องฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณามากกว่านั้นครับ โดยเฉพาะเรื่องการระบาดของโรคไข้เหลือง 

yellow-fever-brazil

2. ตั้งแต่กลางปี 2017 เรื่่อยมาถึงปี 2018 พบการระบาดของโรคไข้เหลืองในหลายเขตของประเทศบราซิล ซึ่งเดิมเคยเชื่อกันว่าไม่มีไข้เหลืองระบาด รวมทั้งบริเวณใกล้เคียงเมือง ริโอ เดอจานาโร (Rio de Janeiro) และเซาเปาโล (Sao Paulo) ด้วย โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกล่าสุด (มกราคม 2561) พบผู้ป่วยที่ยืนยันว่าเป็นไข้เหลืองในบราซิล 35 คน เสียชีวิตไปถึง 20 คน และมีเข้าข่ายเฝ้าระวังอีกถึง 145 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานพบนักท่องเที่ยวต่างชาติติดเชื้อไข้เหลืองจากการเที่ยวในประเทศบราซิลด้วย ดังนั้นคำแนะนำล่าสุดจาก US CDC จึงได้มีการขยายคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้เหลืองในคนที่จะเดินทางไปเมือง Rio de Janeiro และ Sao Paulo ด้วย ดังในแผนที่ล่าสุดด้านล่างครับ 

3. คนไทยส่วนใหญ่เมื่อไปเที่ยวบราซิล จะไปเที่ยวหลายเมือง เช่น หลายคนอาจจะไปเมือง Manaus ซึ่งเป็นเมืองที่จะเที่ยวแม่น้ำอเมซอน ดูปลาปิรันย่า และส่วนใหญ่มักจะไปเที่ยวน้ำตกอีกัวซู (Iguassu falls) ด้วย จะเห็นว่าสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 2 แห่งอยู่ในพื้นที่สีเหลือง ซึ่งมีการระบาดของโรคไข้เหลือง จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองครับ หรือถ้าใครไปเปรู และจะไป เมือง Iquitos เพื่อไปเที่ยวอเมซอนทางตอนเหนือของเปรูด้วย จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันครับ

4. ทางการของประเทศบราซิลและเปรู ไม่ได้กำหนดให้มีตรวจหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองก่อนเข้าประเทศ ก็คือตม.บราซิลและเปรูไม่ตรวจว่าใครจะฉีดวัคซีนไข้เหลืองก่อนเข้าประเทศเขาหรือไม่ คือคนที่ไม่ฉีดวัคซีนก็สามารถเดินทางเข้าประเทศเขาได้ ไม่มีปัญหา แต่นักท่องเที่ยวพวกเราอาจจะติดโรคได้ ถ้าไปยังพื้นที่เสี่ยงของเขา เขาไม่ตรวจไม่ได้แปลว่าประเทศของเขาปลอดจากไข้เหลือง แต่แปลว่านักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางเข้าประเทศต้องรู้เอง และเตรียมตัวป้องกันเอง เขาแค่ไม่ตรวจว่าคุณฉีดมาหรือเปล่า ดังนั้นการได้ข้อมูลมาว่า ไปได้เลย ไม่ต้องฉีดหรอกเพราะเขาไม่ตรวจ ต้องระวังครับ เราควรจะพิจารณาว่าในการเดินทางของเราจะเสี่ยงต่อโรคหรือไม่มากกว่า

5.  นอกจากเราต้องพิจารณาเรื่องข้อเท็จจริงทางการแพทย์ว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงต่อการติดไข้เหลืองหรือไม่  ต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันหรือไม่ ข้อกำหนดของสายการบิน และข้อกฎหมายของประเทศไทยเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาครับ

6. ในแง่ของกฎหมายไทย ได้มีการกำหนดไว้ว่า ผู้ใดเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้เหลือง จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนเข้าประเทศไทย มิฉะนั้นอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศได้ ซึ่งกฎหมายนี้ได้ระบุรายชื่อ 42 ประเทศ ที่เป็นเขตติดต่อไข้เหลือง ซึ่งรวมประเทศบราซิลและประเทศเปรูด้วย แปลว่าตม.ไทยจะตรวจสมุดรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองในคนที่เดินทางกลับมาจากประเทศเหล่านั้น กฎหมายไทยเราไม่สนใจว่าคุณไปบราซิล ไปในเมืองหรือพื้นที่ที่มีไข้เหลืองหรือไม่ เขาจะดูตามกฎหมายว่าคุณมาจากประเทศบราซิลหรือเปล่า ถ้ากลับมาจากบราซิลคุณต้องแสดงหนังสือรับรอง ที่ประเทศไทยต้องมีมาตรการเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำโรคไข้เหลืองกลับมา ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในประเทศไทยได้ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่มากในด้านการสาธารณสุขนั่นเอง จึงเป็นที่มาว่าหลายคนจึงได้ยินมาว่า ตอนไปทางบราซิลเขาไม่ตรวจหรอก แต่ถ้าไม่ได้ฉีดไป ตอนบินกลับเข้าประเทศไทยอาจมีปัญหาได้

7. นอกจากประเทศไทยแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่มีกฏคล้ายๆกัน เช่นเมื่อคุณบินออกจากประเทศบราซิล แล้วเดินทางไปประเทศจีนหรืออินเดียต่อ ทางตม.ของทั้ง 2 ประเทศจะขอดูสมุดรับรองการฉีดวัคซีน ถ้าคุณไม่มีอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ หรือในบางสายการบินอาจจะไม่อนุญาตให้คุณขึ้นเครื่องบินด้วยซ้ำไป

8. ดังนั้นโดยสรุปนะครับ สิ่งแรกที่แพทย์จะพิจารณาคือ นักท่องเที่ยวต้องเดินทางในพื้นที่เสี่ยงต่อโรคไข้เหลือง ถ้าต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงก็ต้องฉีดวัคซีน เพราะโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ไม่มียารักษา และทำให้เสียชีวิตได้ แต่ถ้าเดินทางไปเฉพาะเมืองที่ไม่มีไข้เหลือง เช่นไปประชุมที่ Lima อย่างเดียว โดยทั่วไปก็จะแนะนำว่าควรจะฉีดครับ เพราะอาจจะมีปัญหาเวลาเดินทางกลับมาประเทศไทยได้ แต่ถ้านักท่องเที่ยวมีข้อห้ามหรือข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง เช่น เป็นผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ หรือเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แพทย์ต้องพิจารณาเป็นรายๆไปครับ

ทั้งหมดนั้นเป็นข้อมูลสำคัญๆในการตอบคำถามว่า ไปเที่ยวบราซิลหรือเปรูจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ จะเห็นว่าคำตอบอาจจะไม่ง่ายเหมือนที่คิด มีประเด็นที่ต้องพิจารณามากเหมือนกันครับ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ช่วยให้ข้อมูลและพิจารณา การได้ข้อมูลมาจากแหล่งอื่นเช่น internet เพื่อนๆ ญาติๆที่เคยไปมาแล้ว ฯลฯ ควรต้องพิจารณาให้ดีครับ อย่าเชื่อเพียงใครบอกว่า เคยไปมาแล้ว ไม่เห็นใครตรวจสมุดเล่มเหลืองเลย คงไม่ต้องฉีดมั้ง ถ้าไม่แน่ใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์จะเหมาะสมกว่า และควรปรึกษาเนิ่นๆก่อนการเดินทางครับ เพราะการฉีดวัคซีนไข้เหลืองต้องฉีดก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน

ข้อมูลเพิ่มเติม

Update รายชื่อประเทศที่เป็นเขตติดโรคไข้เหลือง และข้อกำหนดเกี่ยวกับสมุดเล่มเหลืองใหม่

เมื่อปลายปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศใหม่ 2 ฉบับ เกี่ยวกับโรคไข้เหลือง ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2560

ใครยังไม่ได้อ่าน 

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เหลือง
สมุดรับรองการฉีดวัคซีน

 ขอแนะนำให้อ่านก่อนครับ  เพราะจะทำให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น 

ประกาศใหม่มีประเด็นเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจดังนี้  

1. รายชื่อประเทศที่เป็นเขตติดโรคไข้เหลือง เปลี่ยนจากเดิมที่เคยมี 45 ประเทศเป็น 42 ประเทศ โดยมีการตัดรายชื่อประเทศออกไป 4 ประเทศคือ ประเทศราวันดา โซมาเลีย  แทนซาเนีย และเซาโตเมและปรินซิเป และเพิ่มรายชื่อมา 1 ประเทศคือเซาท์ ซูดาน ทำให้รายชื่อประเทศล่าสุดที่อยู่ในประกาศเป็นดังนี้

ทวีปอเมริกาใต้ 13 ประเทศ ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เกียนาฝรั่งเศส ปานามา เปรู เวเนซูเอลา ซูรินาเม ตรินิแดดแอนโตเบโก อาร์เจนตินา ปารากวัย

ทวีปแอฟริกา 29 ประเทศ ได้แก่ แองโกล่า เบนิน บูร์กินาฟาโซ บุรุนดี แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก โกตดิวัวร์ เอธิโอเปีย แกมเบีย กาบอง กานา กีนี กินีบิสเซา อิเควทอเรียลกินี เคนยา ไลบีเรีย มาลี มอริเตเนีย เซเนกัล เซียร์ราลีโอน ซูดาน เซาท์ซูดาน ชาด โตโก ยูกันดา  ซาอีร์ ไนเจอร์และไนจีเรีย

ดูรายชื่อประเทศในราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ 

2. รายชื่อประเทศทั้ง 42 ประเทศนี้เป็นไปตามข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก และ US CDC อย่างไรก็ตามการพิจารณาวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ดูเฉพาะชื่อประเทศที่จะไปเพียงอย่างเดียว มีอีกหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาเช่น

  • มีการเปลี่ยนเครื่องบินในดินแดนไข้เหลืองหรือไม่
  • มีความเสี่ยงในการติดไข้เหลืองในพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่ เช่น ประเทศเคนยาและประเทศแทนซาเนีย ถ้าดูจากรายชื่อประเทศ และแผนที่ไข้เหลืองด้านล่างจะเห็นว่า ประเทศเคนยาเป็นประเทศที่มีไข้เหลือง และต้องฉีดวัคซีนก่อนไป ส่วนประเทศแทนซาเนียมีความเสี่ยงต่ำมาก อาจไม่ต้องฉีด และไม่ได้อยู่ในประเทศที่บังคับด้วย

  • อย่างไรก็ตามถ้าไปเที่ยวซาฟารีที่อุทยาน Serengeti ในประเทศแทนซาเนีย ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับอุทยาน Masia Mara ในประเทศเคนยา (ดังรูปด้านล่าง) จะมีโอกาสที่จะมีความเสี่ยงในการติดโรคไข้เหลืองได้ เนื่องจากจริงๆแล้วอุทยานทั้ง 2 เป็นพื้นที่เดียวกัน แค่มีเส้นเขตแดนพาดผ่าน ซึ่งยุงที่นำเชื้อโรคสามารถบินข้ามพรมแดนของประเทศทั้ง 2 ได้  ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นนี้ด้วย

รูปแสดงซาฟารีในประเทศเคนยาและแทนซาเนีย (CDC Yellowbook 2018)

3. ประกาศใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตามประกาศขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า การฉีดวัคซีนไข้เหลืองเพียงครั้งเดียว สามารถมีภูมิคุ้มกันโรคได้ตลอดชีวิต ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้สมุดรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพผู้ฉีดวัคซีนคนนั้น จากเดิมที่จะหมดอายุ 10 ปี ดังนั้นผู้เดินทางจึงไม่ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองใหม่ทุกๆ 10 ปี อ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่นี่ ได้ที่นี่

4. อย่างไรก็ตาม มีข้อพึงระวังคือ องค์การอนามัยโลกระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้เหลืองมีอายุการรับรองตลอดชีพก็จริง  แต่ทุกประเทศจะมีกฏข้อบังคับของตัวเอง ซึ่งบางประเทศได้เปลี่ยนกฎตามแล้ว แต่บางประเทศอาจไม่ได้เปลี่ยนตามองค์การอนามัยโลกก็ได้ ดังนั้นต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดการก่อนเดินทางเสมอ โดยเฉพาะถ้าหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนเล่มเหลืองมีอายุมากกว่า 10 ปี จะได้ไม่เกิดปัญหาเวลาเดินทาง

คลินิกนักท่องเที่ยว (Travel Clinic) คืออะไร และมีอะไรที่คลินิกนักท่องเที่ยว

พอเอ่ยชื่อ “คลินิกนักท่องเที่ยว” หรือ “Travel Clinic” แล้วหลายคนอาจทำหน้างงๆ ไม่แน่ใจว่าคืออะไร และทำไมนักท่องเที่ยวต้องมีคลินิกเฉพาะด้วย และจะไปเที่ยวจำเป็นต้องไปหาหมอด้วยหรือ วันนี้เราลองมาดูกันนะครับว่าคลินิกนักท่องเที่ยวคืออะไร และในนั้นมีอะไรบ้าง

1. คลินิกนักท่องเที่ยวคืออะไร

คลินิกนักท่องเที่ยวเป็นคลินิกพิเศษเฉพาะทาง (Specialized clinic) ที่ให้การบริการด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine) แก่นักท่องเที่ยวทั้งก่อนและหลังการเดินทาง อ่านมาตรงนี้หลายอาจจะงงว่า ทำไมต้องมีการดูแลนักท่องเที่ยวด้วย เราก็สบายดี จะไปเที่ยวทำไมต้องไปหาหมอด้วย ตรงนี้ใครยังไม่เข้าใจหรือเกิดคำถามดังกล่าว แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น

2. คลินิกนักท่องเที่ยวมีอะไร และให้บริการอะไรบ้าง

หน้าที่หลักๆของคลินิกนักท่องเที่ยวมีอยู่ 2 ส่วนครับคือ

1. ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง เช่นใครสักคนจะไปเที่ยวแอฟริกา อินเดีย หรือที่อื่นๆ ก็สามารถมาขอคำปรึกษาที่คลินิกได้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ต้องฉีดวัคซีนอะไร และ จำเป็นต้องป้องกันมาลาเรียหรือไม่อย่างไร โดยแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงของโรคต่างๆระหว่างการเดินทาง โดยดูจาก อายุ เพศ สถานที่ที่จะไป ระยะเวลาที่ไปอยู่ แผนการเดินทาง กิจกรรมที่จะทำ ฤดูกาลที่ไป ฯลฯ จะเห็นว่ามีปัจจัยมากมาย ที่แพทย์ต้องพิจารณา 

หลังจากนั้นแพทย์จะให้คำแนะนำในการป้องกันโรคที่เหมาะสม เช่น ควรฉีดวัคซีนอะไร จำเป็นต้องกินยาเพื่อป้องกันโรคอะไรหรือไม่ และควรพกยาอะไรไปไหม ฯลฯ  ซึ่งคำแนะนำที่แพทย์ให้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และแต่ละการเดินทาง และนี่ก็เป็นสาเหตุว่าคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ไม่จัด package วัคซีน ว่าจะไปประเทศนั้นประเทศนี้ต้องฉีดวัคซีนอะไร นักท่องเที่ยวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งแพทย์อาจจะแนะนำว่าไม่ต้องฉีดวัคซีนอะไรเลยก็ได้  ลองอ่านหลักทั่วไปในการเตรียมตัวก่อนการเดินทางได้ที่นี่ ครับ

2. ตรวจรักษาโรคหลังจากการเดินทาง ตรงนี้เป็นหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Travel Clinic นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาแล้วไม่สบาย เช่น ท้องเสีย หรือมีไข้ หรือมีอาการใดๆก็ตาม จำเป็นต้องระลึกไว้เสมอว่า ควรจะมาพบแพทย์ และจำเป็นต้องบอกแพทย์เสมอว่าได้เดินทางไปไหนมา เพราะโรคต่างๆของแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน เช่น มีไข้หลังจากกลับจากเที่ยวซาฟารี ในแอฟริกา อาจเกิดจากโรคมาลาเรียได้บ่อย หรือแม้แต่เกิดจากการติดเชื้อโรคพยาธิบางอย่างที่ประเทศไทยไม่มี ดังนั้นจำเป็นต้องแจ้งแพทย์เสมอว่าไปไหนมา 

เนื่องจากคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ทำให้คลินิกสามารถตรวจรักษาโรคได้อย่างครอบคลุม ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเจาะเลือด ตรวจอุจจาระ ฯลฯ หรือแม้แต่ต้องนอนโรงพยาบาล ก็สามารถทำได้ทันที

โปรโตซัว Giardia lambria ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในนักท่องเที่ยวที่มีอาการท้องเสียหลังกลับจากประเทศอินเดีย เนปาล

 

3. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวคือใคร

แม้ว่าแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น จะให้การดูแล ให้คำปรึกษานักท่องเที่ยวได้ แต่ปัจจุบันการแพทย์สาขาเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine)  มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก มีองค์ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย การจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน เป็นเวลา 3 ปี และสอบผ่านตามเกณฑ์ของแพทยสภา จึงจะได้รับวุฒิบัตร/หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการแพทย์สาขานี้ ซึ่งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นสถาบันหลักในการฝึกอบรมแพทย์แขนงนี้ มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2557

ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มารับบริการที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน อาจจะพบกับแพทย์ประจำบ้านชั้นปีต่างๆ (แพทย์ประจำบ้านคือแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่กำลังฝึกอบรมให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ) ซึ่งการฝึกอบรมและการให้การดูแลนักท่องเที่ยว จะอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขานี้ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวอาจได้พบกับนักศึกษาแพทย์ หรือแพทย์ต่างชาติที่เข้ามาดูงาน หรือเรียนด้าน Travel Medicine ในคลินิกนักท่องเที่ยวของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

ภาพตัวอย่างกิจกรรมการเรียนการสอนในคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

4. ข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

  • คลินิกนักท่องเที่ยวโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ไม่ได้ให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังให้บริการรวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่างประเทศ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ พนักงานที่จะไปประจำการที่ต่างประเทศ ฯลฯ และรวมถึงดูแลผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เจ็บป่วยหลังจากการเดินทาง 
  • ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 5000 คนมารับบริการที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน และในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการรวมกว่า 20,000 คน มาจากมากกว่า 85 ประเทศทั่วโลกและคลินิกฉีดวัคซีนไปมากกว่า 30,000 เข็ม 
  • คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นแหล่งความรู้ และการทำวิจัยในด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว มีผลงานวิจัยของคลินิกมากกว่า 30 เรื่อง ดูข้อมูลด้านวิชาการของคลินิกได้ที่นี่ 
  • แม้ว่าคลินิกนักท่องเที่ยว จะเป็นคลินิกพิเศษเฉพาะทาง แต่ไม่มีการคิดค่าบริการพิเศษ อัตราค่าบริการจะเหมือนรพ.รัฐทั่วไป และไม่มีค่าธรรมเนียมแพทย์ (DF) 
  • นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามารับบริการ ควรทำนัดหมายทาง online ล่วงหน้าที่ link นี้ เพื่อความสะดวกและลดเวลารอคอย