จะไปเที่ยวต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม ไม่ฉีดไปได้ไหม

วัคซีนไข้เหลืองเป็นเรื่องสำคัญและมักทำให้เกิดความสงสัยและมีความสับสนกันในเสมอๆในหมู่นักเดินทางท่องเที่ยวที่จะไปทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ ในบทความนี้จะเล่าหรือตอบคำถามสำคัญๆ เกี่ยวกับวัคซีนนี้ให้ฟังครับ

(ถ้าใครยังไม่เคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับไข้เหลืองในบทความ “วัคซีนไข้เหลือง เรื่องจำเป็นก่อนไปแอฟริกา,อเมริกาใต้” ขอแนะนำให้อ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น)

1 ก่อนเดินทางจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่

ถ้าตอบอย่างง่ายที่สุดเลยนะครับ ลองไปดูรายชื่อประเทศที่จะไป ว่าอยู่ใน 45 ประเทศที่ทางการไทย ประกาศว่าเป็นพื้นที่ระบาดของไข้เหลืองอยู่หรือไม่ ถ้าจะไปในประเทศเหล่านี้ตามรายชื่อด้านล่าง ก็ต้องฉีดวัคซีนครับ 

ทวีปอเมริกาใต้ 13 ประเทศ ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เกียนาฝรั่งเศส ปานามา เปรู เวเนซูเอลา ซูรินาเม ตรินิแดดแอนโตเบโก อาร์เจนตินา ปารากวัย

ทวีปแอฟริกา 32 ประเทศ ได้แก่ แองโกล่า เบนิน บูร์กินาฟาโซ บุรุนดิ แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก โกตดิวัวร์ เอธิโอเปีย แกมเบีย กาบอง กานา กีนี กินีบิสเซา อิเควทอเรียลกินี เคนยา ไลบีเรีย มาลี มอริเตเนีย ราวันดา เซาโตเมและปรินซิเป เซเนกัล   เซียร์ราลิโอน โซมาเลีย ซูดาน ชาด โตโก ยูกันดา สาธารณรัฐแทนซาเนีย ซาอีร์ ไนเจอร์และไนจีเรีย

 

2 ถ้าต้องต่อ/เปลี่ยนเครื่องบินในประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

ตอบอย่างง่ายๆ คือ “ต้องครับ”  

ประเด็นนี้มักจะเป็นปัญหาสำหรับ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งถ้าดูจากแผนที่ไข้เหลืองด้านล่าง จะเห็นครับว่าแอฟริกาใต้ไม่มีไข้เหลือง ไม่ใช่แหล่งระบาด ในแผนที่แทบจะไม่เห็นประเทศแอฟริกาใต้ด้วยซ้ำ เพราะอยู่ส่วนใต้มากของทวีปแอฟริกา ใต้กว่าบอสวานา และซิมบับเว

 

แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันเราไม่มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพไปแอฟริกาใต้ ต้องต่อเครื่อง ดังนั้นถ้านักท่องเที่ยวเลือกสายการบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่องในทวีปแอฟริกา เช่น Kenya Airways หรือ Ethiopian airline ทั้ง 2 สายการบินนี้จะบินจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนเครื่องที่เมือง Nairobi และ Addis Ababa ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นดินแดนไข้เหลือง จำเป็นต้องฉีดวัคซีน เพราะอาจถูกตรวจได้

ตรงนี้จะยุ่งนิดหนึ่งครับ เพราะแต่ละประเทศมีกฎไม่เหมือนกัน เช่นประเทศ South Africa ถือว่า ถ้าบินและ transit ในประเทศไข้เหลืองไม่เกิน 12 ชั่วโมงไม่เป็นไร แปลว่า สมมุติว่าเรานั่ง Kenya Airways จาก กรุงเทพ ไป Cape Town หรือ Johannesburg โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Nairobi แค่ 3-4 ชั่วโมง อยู่แค่ในสนามบินก็ไม่เป็นไร ไม่น่ามีปัญหากับตม.เวลาเราเข้าเมืองที่ South Africa  เพราะเราหยุดที่ดินแดนไข้เหลืองน้อยกว่า 12 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเหตุการณ์ทำให้เราตกเครื่อง ต้องอยู่ Nairobi airport นานกว่านั้นอาจจะมีปัญหา

นอกจากนี้กฎที่ว่า อยู่ในสนามบินน้อยกว่า 12 ชั่วโมงไม่เป็นไร ก็ไม่ได้ใช้ในทุกประเทศหรือทุกสายการบิน อย่างบางประเทศถือตัวเลข 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงบ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน แม้แต่ประเทศไทยเองเราไม่ได้มีตัวเลขดังกล่าวนะครับ แปลว่า ถ้าผู้โดยสารมีการ transit เปลี่ยนเครื่องในดินแดนไข้เหลืองตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะนานกี่ชั่วโมงก็ตาม ถือว่าเข้าข่ายจำเป็นต้องมีหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองถึงจะอนุญาตให้เข้าประเทศไทยได้ การที่เราออกกฎเช่นนี้ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้เหลืองไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย 

ดังนั้นสำหรับคนที่จะไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้ ถ้าไม่อยากต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง ควรจะเลือกสายการบินที่ไม่ต้อง transit ในทวีปแอฟริกาครับ เช่น Singapore airline, Emirates airline, Qatar airways ฯลฯ

 

3 ทำไมข้อมูลเรื่องไข้เหลืองว่าต้องฉีดหรือไม่ถึงไม่ตรงกัน บางที่บอกว่าต้องฉีด บางที่บอกว่าไม่ต้องก็ได้

ตรงนี้ก็ยุ่งครับ อธิบายให้เข้าใจสั้นๆก็ยากด้วย ลองดูรายชื่อประเทศ ในข้อ 1 ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ “ทางการไทย” ประกาศว่าเป็นดินแดนไข้เหลือง ซึ่งรายชื่อประเทศที่เราประกาศอาจไม่ตรงกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ

ลองดูประเทศแทนซาเนียก็ได้ครับ ทางการไทยถือว่า แทนซาเนียเป็นดินแดนไข้เหลือง แต่ถ้าลองดูแผนที่ในข้อ2 จะเห็นว่าประเทศแทนซาเนียเป็นสีเขียวแก่ แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการติดน้อย (ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ) ทางUS CDC (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา) เจ้าของแผนที่เลยบอกว่า vaccine generally not recommended แต่ทางการไทย รวมทั้งทางการของอีกหลายประเทศในเอเซีย ถือว่าเสี่ยงต้องมีสมุดเล่มเหลืองถ้าเดินทางกลับมาจากประเทศแทนซาเนีย ดังนั้นต้องดูและพิจารณาดูดีๆครับ

ข้อมูลอีกอย่างที่มักจะสับสนและก่อให้เกิดความเข้าใจผิด คือข้อมูลจากทัวร์หรือแม้แต่สถานทูต บอกว่าไม่มีการตรวจสมุดเล่มเหลืองแล้ว ตรงนี้ก็ต้องระวังนะครับ การที่ปลายทางไม่ตรวจสมุดเล่มเหลือง ไม่ได้แปลว่าประเทศเขาไม่มีไข้เหลือง แค่เขายกเลิกการตรวจเท่านั้นเอง เราในฐานะของผู้เดินทางท่องเที่ยว เราก็ต้องรู้เอง ยกตัวอย่างครับ ปัจจุบันคนเดินทางเข้าประเทศเคนยา ไปเที่ยวซาฟารี ตม.เคนยาอาจจะไม่ขอดูสมุดเล่มเหลืองก็ได้ ไม่ได้แปลว่าเคนยาไม่มีไข้เหลือง เพียงแต่เขาไม่ตรวจเท่านั้นเอง แต่ในกรณีนี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองครับเพราะถ้าเข้าไปโดยไม่ได้ฉีดวัคซีนไว้ก่อน อาจจะติดโรคและโรครุนแรงถึงเสียชีวิตได้

 

4. ไปเที่ยวบราซิล เฉพาะเมืองที่ไม่มีไข้เหลือง เช่น Rio de Janeiro จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

คำตอบแบบสั้นๆ คือ “ต้องฉีดครับ” แต่แนะนำให้อ่านบทความนี้ครับจะได้เข้าใจมากขึ้น ไปบราซิล เปรูต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

 

5. ถ้าไม่ฉีดวัคซีนไข้เหลือง จะเดินทางไปได้ไหม

ตอบแบบสั้นๆคือ “ไม่ได้ครับ” ถ้าจะเดินทางเข้าประเทศเสี่ยง จำเป็นต้องฉีดวัคซีน และถือสมุดรับรองการฉีดวัคซีนไปด้วยเสมอ เพราะโรคไข้เหลืองเป็นโรคที่อยู่ในการควบคุมของกฎหมายระหว่างประเทศ และแต่ละประเทศหรือแม้แต่สายการบินต่างๆสามารถออกกฏของตัวเองในการควบคุมดูแลเรื่องนี้ ซึ่งมีความเข้มงวดแตกต่างกันไป

  • บางประเทศจำเป็นต้องยื่นสมุดเล่มเหลืองรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองตอนขอทำวีซ่าด้วยซ้ำแปลว่า ถ้าไม่ได้ฉีดไข้เหลือง เขาก็ไม่ออกวีซ่า ก็เข้าประเทศเขาไม่ได้
  • บางสายการบินจะตรวจสมุดเล่มเหลืองก่อนขึ้นเครื่อง ถ้าไม่มีสมุดก็ขึ้นเครื่องไม่ได้
  • บางประเทศจะตรวจที่ตม.ก่อนเข้าประเทศ ถ้าไม่ได้ฉีดไป อาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ อาจถูกส่งกลับ หรือถูกฉีดวัคซีนที่หน้าด่านตม.ก็มี (ซึ่งฉีดไปตอนนั้นก็ป้องกันโรคไม่ได้ เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่ขึ้น ถึงเขาปล่อยให้เข้าไปได้ ก็อันตรายมาก)
  • สมมุติว่าเราผ่านตม.เข้าไปได้ ระหว่างเดินทางกลับหรือเดินทางท่องเที่ยวต่อ ประเทศที่เราเดินทางผ่านอาจจะขอตรวจสมุดเล่มเหลืองได้ หรือ
  • แม้แต่กลับมาถึงประเทศไทยแล้ว ตม.ไทยเราสามารถขอดูสมุดรับรองการฉีดวัคซีนได้ ถ้าไม่ได้ฉีดอาจถูกกักตัว หรือถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศไทยได้

จะเห็นว่า ถ้าเราจำเป็นต้องเดินทางไปยังดินแดนไข้เหลือง ต้องงฉีดวัคซีนและถือสมุดเล่มเหลืองไปครับ ในความเป็นจริง เป็นไปได้ครับ ที่ใครสักคนอาจจะเคยเดินทางไปประเทศที่เป็นดินแดนไข้เหลืองแล้วผ่านด่านทุกๆด่าน ไม่มีใครขอตรวจเลย แต่อย่าลืมครับการผ่านด่านเข้าไปได้ก็เรื่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีหรือควรทำ เพราะแม้ว่าจะเข้าผ่านไปได้ แต่ถ้าเข้าไปทั้งๆที่ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันจะอันตรายมากถ้าติดและเป็นไข้เหลืองขึ้นมา เพราะโรคนี้ไม่มียารักษาและอัตราตายสูงมาก มากกว่า 50% จะเสียชีวิต ดังนั้นจะต้องฉีดวัคซีนก่อนไปพื้นที่เสี่ยงเสมอ

 

6. ฉีดวัคซีนไข้เหลืองแล้วมีความจำเป็นต้องรีบเดินทาง ไม่ถึง 10 วันจะเดินทางได้ไหม

ตอบแบบสั้นๆคือ “ไม่ได้ครับ” เนื่องจากหลังฉีดวัคซีนไข้เหลือง จะมีการออกสมุดรับรองการฉีดวัคซีนให้ และในสมุดจะบันทึกชัดเจนครับว่า วัคซีนจะมีผลเมื่อไร  ซึ่งตามกฎหมายและกฎอนามัยระหว่างประเทศคือ ต้อง 10 วัน ถ้าไปก่อนหน้านั้น สมุดยังไม่มีผลบังคับใช้ ยังไม่ Valid ยังไม่สามารถเดินทางได้ เวลาจะขึ้นเครื่องบิน ผ่านตม.อาจจะมีปัญหาได้

นอกจากนี้ ระยะเวลา 10 วันที่กฎหมายกำหนด ยังเป็นเวลาที่รอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันด้วย แปลว่า ถ้าเราฉีดวัคซีนวันนี้ และเดินทางพรุ่งนี้เลย สมมุติ แม้ว่าจะเดินทางเข้าไปได้ไม่ถูกตรวจ ไม่มีใครขอดูสมุดเลย แต่ร่างกายเรายังไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ดังนั้นจะมีความเสี่ยงสูง ถ้าถูกยุงกัดและบังเอิญเป็นยุงที่มีเชื้อ และเป็นไข้เหลืองขึ้นมา จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะโรคนี้อันตรายและรุนแรงมาก

ดังนั้น ถ้ารู้ว่าจะต้องไปประเทศที่มีไข้เหลือง ต้องรีบมาฉีดวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆดีกว่าครับ 

อ่านเรื่องน่ารู้ต่างๆเกี่ยวกับ วัคซีนไข้เหลือง

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกดีไหม

หลังจากที่วัคซีนไข้เลือดออกได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย และมีบางโรงพยาบาลได้นำวัคซีนมาให้บริการแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าจะฉีดวัคซีนดีไหม ซึ่งเป็นคำถามที่พบบ่อยมาก แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นคำถามที่ง่ายๆ แต่ในความจริงแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากครับ เพราะต้องเข้าใจข้อมูลพื้นฐานในหลายๆเรื่องก่อน แพทย์เราเองต้องให้เวลา อธิบายข้อมูลแก่ผู้มาขอฉีดวัคซีน รวมถึงพ่อแม่ที่พาลูกหลานมาฉีดวัคซีนให้เข้าใจตรงกันก่อน ว่าวัคซีนเป็นอย่างไร ป้องกันโรคได้ดีไหม ป้องกันโรคได้กี่ปี มีผลข้างเคียงเยอะไหม ราคาเท่าไร ต้องฉีดกี่เข็ม กระตุ้นเมื่อไร ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ควรรู้ก่อนที่จะพิจารณาว่า จะฉีดวัคซีนดีไหม

บทความนี้จะค่อนข้างยาวครับ เพราะการที่จะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนนี้เป็นวัคซีนใหม่เพิ่งออกสู่ท้องตลาด ข้อมูลหลายเรื่องยังไม่สมบูรณ์ 

เราลองมาเริ่มด้วยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เลือดออกก่อน 

  1. เมื่อเราพูดถึงไข้เลือดออกในที่นี่เราหมายถึงเฉพาะไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) ซึ่งเป็นไข้เลือดออกที่พบในประเทศไทย และประเทศเขตร้อนอื่นๆ จริงๆคำว่าไข้เลือดออก (Viral Hemorrhagic fever) มีอีกหลายชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้เหลือง โรคอีโบล่า ฯลฯ แต่ในที่นี่ขอให้เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงโรคไข้เลือดออกและวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อเดงกีเท่านั้น นั่นหมายความว่าการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกเดงกี ไม่สามารถป้องกันโรคอีโบลา หรือไข้เหลืองได้ 
  2. เชื้อไวรัสเดงกีนี้มี 4 สายพันธุ์ ตามทฤษฎีเชื่อว่าเมื่อคนใดมีการติดเชื้อเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่คนนั้นอาจติดเชื้อและเป็นโรคจากสายพันธุ์อื่นในภายหลังก็ได้
  3. โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคต่างกันได้มากครับ บางคนเมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัดแล้ว มีการติดเชื้อจริงแต่ไม่มีอาการใดๆเลย บางคนมีไข้เล็กน้อย ไม่ต้องมาหาหมอก็ยังได้ บางคนมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย บางคนมีไข้สูงมาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจมีเลือดออกมาก และมีภาวะช๊อครุนแรง จนบางรายเสียชีวิตได้ ความยากของโรคนี้อยู่ที่ว่า เราจะคาดการณ์ได้ยากว่าเมื่อถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดแล้ว ใครจะเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรง หรือใครอาการจะไม่รุนแรง และอย่างที่ว่าบางติดเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้
  4. ทางการแพทย์เชื่อกันว่า การติดเชื้อไวรัสเดงกีครั้งหลังๆจากเชื้อคนละสายพันธุ์ (Secondary infection) อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ นาย ก. เกิดมาไม่เคยถูกยุงลายที่มีเชื้อโรคกัดเลย แต่บังเอิญเขาถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดวันนี้ สมมุติว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ 1 ถ้าเขาติดเชื้อจะเป็น Primary infection นาย ก. มักจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย และนาย ก. จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์ 1 ไปตลอดชีวิต แต่สมมุติว่านาย ก. ถูกยุงที่มีเชื้อเดงกี สายพันธ์ุ 2 กัด ในอีก 2 ปีข้างหน้า ในกรณีนี้จะเป็นการติดเชื้อครั้งที่ 2 นาย ก. อาจจะมีอาการของไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ 
  5. โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่หายเองได้ แม้ว่าเราจะไม่มียาปฏิชีวนะชนิดใดที่สามารถฆ่าเชื้อไข้เลือดออกได้ก็ตาม ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยอาการจะไม่รุนแรง ในรายที่รุนแรงจำเป็นต้องนอนในโรงพยาบาล แพทย์จะดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด รักษาแบบประคับประคอง ให้น้ำเกลือ ให้เลือด และเกร็ดเลือด ถ้าจำเป็น และแพทย์จะเฝ้าระวัง และรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆของโรคไข้เลือดออก (ถ้ามี) ปัจจุบันถือว่าการรักษาโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยทำได้ดีมาก มีอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกต่ำมาก ประมาณ 0.1% หรือ 1 ใน 1000 หมายความว่าในกลุ่มคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก 1000 คน (ที่มีการรายงาน) จะมีคนป่วยที่อาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตประมาณ 1 คน 
  6. การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการป้องกันยุง อย่าให้ยุงกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

 

ต่อไปก่อนจะพูดเรื่องวัคซีน เรามาลองดูสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยก่อนดีกว่าครับ ว่าในแต่ละปี มีคนไทยเป็นโรคนี้กี่คน และมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

ตารางด้านบน เป็นตารางของสถิติโรคไข้เลือดออกของสำนักโรคติตต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค (www.thaivbd.org) แสดงสถิติย้อนหลังเมื่อสัปดาห์สุดท้ายของปี จะเห็นว่าในแต่ละปีมีคนไทยป่วยเป็นไข้เลือดออก อยู่ระหว่าง 40,000 คนถึง 150,000 คน บางปีที่มีการระบาดมาก เช่นปี 2556 มีคนป่วยไทยถึง 154,369 คน คิดเป็นอัตราป่วยต่อแสน ประมาณ 241/100,000 หรือในคนไทย 1,000 ในปีนั้นป่วยเป็นไข้เลือดออก 2 คน 

 

เรามาว่ากันต่อเรื่องวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกดีกว่าครับ 

  1. วัคซีนที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นวัคซีนที่มีชื่อว่า Dengvaxia® (หรือเรียกทางเทคนิกว่า CYD-TDV) เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดแรกและชนิดเดียวที่ผ่านการศึกษาวิจัย ทั้งในด้านของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก และได้ขึ้นทะเบียนใช้แล้วในหลายประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเม็กซีโก ประเทศบราซิล รวมถึงประเทศไทย
  2. วัคซีนนี้เป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์แล้ว โดยในตัววัคซีนประกอบด้วย เชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ ดังนั้นเมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตามร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นต่อเชื้อเดงกีแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกีสายพันธุ์ที่ 3 และ 4 ได้ดีมาก แต่ร่างกายสร้างภูมิต่อเชื้อเดงกีสายพันธุ์ที่ 1,2 ไม่ดีนัก ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคในเด็กที่มีอายุ 9 ขึ้นไป และในผู้ใหญ่ อยู่ที่ประมาณ 65.6%
  3. วัคซีนนี้ใช้เวลาในการค้นคว้าวิจัยยาวนานมาก เป็นเวลามากกว่า 50 ปี ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้เนื่องจากการทำวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกมีความยากลำบากในทางเทคนิกหลายประการ  และต้องมีการทดสอบภาคสนามและติดตามอาสาสมัครเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีน โดยรวมกว่าจะได้วัคซีนนี้มา มีการวิจัยในอาสาสมัครทดสอบวัคซีนมากกว่า 30,000 คน ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ข้อมูลจากการวิจัยมีการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในวงการ ไม่ว่าจะเป็น New England Journal of Medicine หรือ Lancet  และการวิจัยบางชิ้นมีการติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นเวลาถึง 6 ปี 
  4. ถ้าใครลองไปอ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของวัคซีน จะพบว่ามีรายละเอียดอีกมาก ผลการวิจัยแต่ละชิ้นก็มีการรายงานประสิทธิภาพของวัคซีนแตกต่างกันไป ตามกลุ่มประชากรที่ศึกษา ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงในรายละเอียดครับ ผู้สนใจสามารถอ่านได้จาก reference ด้านล่าง โดยรวมสรุปอย่างนี้ว่า ประสิทธิภาพโดยรวมของวัคซีนมีประมาณ 65% และพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในเด็กโตดีกว่าเด็กเล็ก และวัคซีนจะมีประสิทธิภาพดีกว่าในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อน
  5. วัคซีนนี้ราคาเข็มละประมาณ 3,000 บาท ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยระยะเวลาที่ฉีดคือ 0, 6 เดือน และ 12 เดือน จากการวิจัยในอาสาสมัครพบว่า ผลข้างเคียงที่พบจากการฉีดวัคซีนมีน้อย เท่าๆกับวัคซีนชนิดอื่นๆ และโดยทั่วไปผลข้างเคียงจะไม่รุนแรง เช่นมีไข้ มีอาการเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด ฯลฯ และจากการวิจัยยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง
  6. จากข้อ 2 จะเห็นว่า ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคของวัคซีนนี้อยู่ที่ประมาณ 65% ซึ่งอาจดูไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับวัคซีนอื่นๆ แปลว่า เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปแล้วสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 65% บางคนฉีดวัคซีนแล้วก็ยังเป็นโรคได้ แต่จากการวิจัยพบว่า ในกลุ่มเด็กอายุมากกว่า 9 ปีและผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีน เมื่อถูกยุงกัดและเป็นไข้เลือดออกตามธรรมชาติ วัคซีนสามารถลดการเกิดโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 80%

 

ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยโดยการติดตามอาสาสมัครจำนวนมาก โดยติดตามไปถึง 6 ปี อย่างไรก็ตามยังมีคำถามอีกบางส่วนซึงยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะตอบ

วัคซีนนี้จะป้องกันโรคได้นานเท่าใดและจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นอีกไหม

ตรงนี้ตอบยากครับ เพราะมีปัจจัยต่างๆมากมาย และเรามีการติดเชื้อไข้เลือดออกตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้การศึกษาประสิทธิภาพระยะยาวของวัคซีนทำได้ยากมาก

จากงานวิจัยปัจจุบัน เราฉีดวัคซีน 3 เข็ม และได้ติดตามอาสาสมัครเป็นเวลา 6 ปี โดยที่ไม่ต้องฉีดเข็มกระตุ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านั้น เช่น 10 ปี 15 ปี จะป้องกันได้อยู่หรือไม่ ภูมิคุ้มกันจะตกหรือไม่ และจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหรือไม่ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบครับ คงต้องรอดูผลการใช้วัคซีนต่อไป ซึ่งอาจจะมีมาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางประเทศมีการใช้วัคซีนนี้ในแผนการให้วัคซีนของเขา เช่นประเทศฟิลิปปินส์ที่มีแผนให้เด็กเป็นล้านคน ซึ่งผลการป้องกันโรคในภาพรวมทางสาธารณสุขอาจช่วยตอบคำถามนี้ได้

วัคซีนนี้จะทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงตามมาไหม ถ้าฉีดวัคซีนแล้วถูกยุงกัด

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยบางส่วนกังวลเหมือนกันครับ เพราะการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้เลือดออก และถ้าเกิดการติดเชื้อโดยธรรมชาติตามไปเป็นการติดเชื้อครั้งหลัง (Secondary infection) อาจทำให้โรครุนแรงขึ้น ข้อกังวลนี้เป็นความกังวลตามทฤษฎี

อย่างไรก็ดีผลการศึกษาวัคซีนจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีพบหลักฐานในการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในอาสาสมัครกลุ่มที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีน นอกจากนี้การศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแล้วเกิดการติดเชื้อโดยธรรมชาติ ดูเหมือนมีความรุนแรงของโรคลดลง และมีอัตรานอนรพ.น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนแล้วติดเชื้อตามธรรมชาติ

เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี และคนอายุมากกว่า 45 ปี สามารถใช้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้หรือไม่

องค์การอนามัยโลกและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของไทย แนะนำว่า กลุ่มที่สามารถใช้วัคซีนได้คือ ผู้ที่มีอายุ 9 ปีถึง 45 ปี และอาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาดของโรค 

สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกครับ เพราะประสิทธิภาพไม่ดี และอาจมีผลเสียจากวัคซีนตามมา และสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ณ.ตอนนี้ยังไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนเช่นกันครับ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลมากพอทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน 

ดังนั้นถ้าจะฉีด ขอให้ฉีดในกลุ่มอายุ 9-45 ปีจะเหมาะสมที่สุด ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่ใช้รักษามะเร็ง ผู้ป่วย HIV เป็นต้น และไม่แนะนำในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ถ้าสตรีได้รับการฉีดวัคซีนต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือน หลังได้รับวัคซีน

ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกไหม ฉีดดีไหม คุ้มค่าไหม?

มาถึงคำถามสำคัญแล้ว คงต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ข้อมูลณ.ตอนนี้วัคซีนนี้มีความปลอดภัยสูง ป้องกันโรคได้จริงประมาณ 65% และอาจลดความรุนแรงของโรค และลดการอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ แต่ราคาวัคซีนยังสูงอยู่ เข็มละประมาณ 3,000 บาทต้องฉีด 3 เข็ม การพิจารณาว่าฉีดดีไหม คุ้มไหมคงแล้วแต่แต่ละบุคคลครับ เพราะมุมมองไม่เหมือนกัน อย่างตัวเลข 65 % นาย ก. อาจมองว่าป้องกันโรคได้แค่ 65 % เอง ยังไม่น่าฉีด ข้อมูลยังน้อยและราคายังแพงด้วย รอดูไปก่อนดีกว่า แต่สำหรับบางคน เช่น นาย ข. อาจมองว่าป้องกันโรคได้ 65% ก็ยังดี ช่วยลดความเสี่ยงไปได้ โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกก็น่ากลัว ถูกยุงกัดอยู่บ่อยๆ ไม่อยากจะเป็น และถึงโชคไม่ดีเป็นไข้เลือดออกขึ้นมาตัววัคซีนเองอาจจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ เลยขอฉีดวัคซีนดีกว่า ดังนั้นการจะเลือกรับวัคซีนหรือไม่คงต้องพิจารณาเป็นรายๆไป 

ถ้าอยากฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจะฉีดได้ที่ไหน

ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มมีการนำวัคซีนมาให้บริการแล้ว ราคาอัตราค่าบริการก็แตกต่างกันไป ในส่วนของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ปัจจุบันมีวัคซีนแล้วเช่นกัน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีน หรือสอบถามประเด็นต่างๆที่สงสัยได้ แพทย์จะช่วยให้ข้อมูล คำแนะนำ และประเมินข้อบ่งชี้และข้อห้ามต่างๆ ถ้าผ่านการประเมินและอยากฉีดวัคซีน สามารถฉีดวัคซีนได้เลย (ราคาวัคซีนอยู่ที่เข็มละ 3,000 บาท) สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/นัดหมายเพื่อขอรับวัคซีน ได้ที่นี่

วัคซีนไข้เลือดออกเบิกได้ไหม 

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกยังไม่ได้ถูกบรรจุในแผนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ เนื่องจากราคายังสูง และยังต้องรอการศึกษาความคุ้มค่าในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขก่อน ดังนั้นภาครัฐยังไม่ได้มีการบริการฉีดวัคซีนให้ฟรี ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนจำเป็นต้องจ่ายเงินเองโดยที่ยังเบิกไม่ได้ คล้ายๆกับวัคซีนทางเลือกอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น ฯลฯ

สุดท้ายนี้ไม่ว่าจะพิจารณาฉีดวัคซีนหรือไม่ อย่าลืมการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง จะช่วยลงความเสี่ยงในการเป็นโรคไข้เลือดออกได้ และถ้ามีไข้สูงหรือสงสัยไข้เลือดออกควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเสมอ

References:

  1. สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงวสาธารณสุข. สถิติโรคไข้เลือดออก available at http://www.thaivbd.org
  2. World Health Organization. Dengue vaccine: WHO position paper – July 2016.
  3. Hadinegoro SR, et al. Efficacy and Long-Term Safety of a Dengue Vaccine in Regions of Endemic Disease. N Engl J Med. 2015;373(13):1195-206.
  4. Capeding MR, et al. Clinical efficacy and safety of a novel tetravalent dengue vaccine in healthy children in Asia: a phase 3, randomised, observer-masked, placebo-controlled trial. Lancet. 2014;384(9951):1358-65.
  5. Villar L, et al. Efficacy of a tetravalent dengue vaccine in children in Latin America. N Engl J Med. 2015;372(2):113-23.

จะไปเรียนเมืองนอก ต้องมีเอกสารรับรองวัคซีน แต่สมุดวัคซีนตอนเด็กหาย ทำอย่างไรดี

ปัญหานี้นับเป็นปัญหาที่พบบ่อยอีกอย่างหนึ่งในคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทางของเรา ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะไปเรียนที่ต่างประเทศ ซึ่งสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่จะส่งนักเรียนไปต่างประเทศต้องการให้ผู้ปกครองยื่นเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนให้ โดยเอกสารดังกล่าวมักต้องให้แพทย์กรอกข้อมูล ว่าเคยได้รับวัคซีนอะไรบ้างตอนเด็กๆ ได้รับกี่เข็ม และได้รับเมื่อไร

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนยังมีสมุดวัคซีนลูกอยู่ ก็มักจะไม่มีปัญหา  แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหาคือ สมุดวัคซีนตอนเด็กๆไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ไม่รู้เก็บไว้ไหน หรือสูญหายระหว่างการย้ายบ้าน หรือตอนน้ำท่วม ฯลฯ ซึ่งเวลาไม่มีสมุดดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่จะลำบากมาก เพราะเวลาเอาเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนไปให้คลินิกหรือโรงพยาบาลให้ช่วยกรอก ก็มักจะถูกปฏิเสธบอกว่า ต้องไปหาสมุดวัคซีนมาก่อน ไม่งั้นกรอกไม่ได้ หรือต้องฉีดใหม่ทั้งหมด ซึ่งนับไปนับมา อาจต้องฉีดเป็นสิบเข็ม ลูกจะต้องเจ็บตัวหลายครั้ง ปัญหาดังกล่าวสร้างความยุ่งยากมาก คุณพ่อคุณแม่บางท่านน่าสงสารมากพาลูกๆไปหลายโรงพยาบาลก็ยังไม่มีที่ไหนออกให้เลย

สมุดสีชมพู ที่จะมีบันทึกการฉีดวัคซีนตอนเด็ก ซึ่งจะมีปัญหาเมื่อทำหาย

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จะทำอย่างไรดี ก่อนอื่นไม่ต้องตกใจจนเกินไปครับ ทุกอย่างมีทางออกเสมอ วันนี้จะเล่าให้ฟังครับว่า ที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง รพ.เวชศาสตร์เขตร้อนของเรา มีข้อแนะนำและมีแนวทางดำเนินการอย่างไร

1. ก่อนอื่นเลยครับ คุณหมอเรามักจะกระตุ้นให้ช่วยคิดครับว่า น้องนักเรียนเกิดและโตที่ไหน คุณพ่อคุณแม่ลองคิดดูอีกสักครั้งครับว่า สมุดน่าจะยังอยู่หรือเปล่า นักเรียนบางรายคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เก็บไว้ แต่ปรากฎว่าคุณตาคุณยายท่านได้เก็บไว้ เพราะตอนเกิดใหม่ๆ ตายายเป็นคนเลี้ยง เป็นคนพาไปฉีดวัคซีน ซึ่งท่านเก็บไว้ให้ บางทีโทรไปถามเราก็ได้สมุดมาแล้ว ลองคิดทบทวนดูอีกสักครั้งครับ ถ้าเราหาสมุดวัคซีนนี้เจอ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก

2. ถ้ายังไงก็หาไม่เจอแน่ หรือแน่ใจว่าหาย อีกที่ที่ควรจะสืบหาประวัติก็คือ โรงพยาบาลที่น้องนักเรียนเกิดและคุณพ่อคุณแม่ได้พาไปฉีดวัคซีน แพทย์ของเรามักจะแนะนำให้ลองติดต่อโรงพยาบาลนั้นๆดูก่อน เพราะในบางครั้งโรงพยาบาลอาจจะเก็บประวัติการฉีดวัคซีนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการติดตามรักษาหรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลนั้นๆสม่ำเสมอ แต่เวชระเบียนของโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะถูกทำลายทิ้งไป ถ้าคนไข้ขาดการติดต่อเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตาม การติดต่อโรงพยาบาลเดิม หรือคลินิกเดิมที่เคยฉีดวัคซีนก็เป็นสิ่งที่น่าจะลองทำดู บางครั้งจะได้ประวัติการฉีดวัคซีนกลับมา

3. ขั้นตอนในข้อ 1-2 น่าจะลองทำดูก่อนครับ แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนหนึ่งที่พาลูกๆมากที่รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน มักจะหาสมุดหรือประวัติไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรครับ คุณหมอเราก็จะมีขั้นตอนอยู่ เริ่มจาก คุณหมอจะถามประวัติทั่วไป เกิดปีพศ.อะไร เกิดที่ไหน จังหวัดอะไร ตอนเด็กๆฉีดวัคซีนครบไหม ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยหมอได้มากครับ เพราะจะช่วยประมาณการได้ว่า น้องน่าจะฉีดวัคซีนอะไรมาแล้วบ้าง คืออย่างนี้ครับ วัคซีนที่เราฉีดให้เด็กไทยในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน เช่น วัคซีนตับอักเสบบี เราเพิ่งมีนโยบายฉีดวัคซีนนี้ให้เด็กไทยทุกคนในปีพศ. 2535 แปลว่าเด็กที่เกิดมาหลังปี 2535 นี้น่าจะได้รับวัคซีนครบแล้ว แต่ถ้าเกิดมาก่อน และพ่อแม่ไม่คุ้นเลยว่าได้พาไปฉีดเพิ่มเติม ก็น่าจะไม่ได้รับ

4. นอกจากนี้คุณหมอจะประเมินจาก ข้อมูลอัตราการรับวัคซีนพื้นฐาน (วัคซีนที่บังคับให้เด็กต้องได้รับ) ของเด็กไทย ซึ่งเด็กไทยโดยทั่วไปที่เกิดในโรงพยาบาล และอยู่ในเมือง ไม่ได้อยู่ในที่ทุรกันดารมาก อัตราการได้รับวัคซีนครบถ้วนสูงมากครับ สูงกว่า 90% แปลว่า เด็กส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนพื้นฐานครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนวัณโรค (BCG)โปลิโอ คอตีบไอกรน บาดทะยัก ครบถ้วน

ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ร่วมกับข้อมูลในข้อ 3 หมอจะพอประมาณได้ว่าน้องนักเรียนรายนี้น่าจะได้วัคซีนอะไรบ้าง และได้ตอนอายุเท่าใด อย่างไรก็ดีวัคซีนบางตัวอัตราได้รับในเข็มที่ 2 จะต่ำ เช่นวัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) เพราะวัคซีนเข็มดังกล่าว เด็กจะได้รับตอนช่วงอายุ 4-6 ปี ซึ่งเด็กโตแล้ว พ่อแม่อาจจะลืมพาไป

ตารางการให้วัคซีนเด็กปี 2559 ซึ่งจะแตกต่างจากวัคซีนเด็กที่เกิดในปี 2530+ เพราะวัคซีนหลายอย่างยังไม่มี

5. หลังจากนั้นคุณหมอ จะพิจารณาจากเอกสารการฉีดวัคซีน ที่คุณพ่อคุณแม่นำมาให้กรอก ซึ่งเอกสารตรงนี้มีความแตกต่างหลากหลายกันไป บางสถาบัน บางประเทศ สนใจเฉพาะวัคซีนบางตัว ซึ่งต้องลงวันเวลาฉีด แต่วัคซีนบางตัว เช่น วัคซีนตับอักเสบ ฺB บางที่ก็ไม่สนใจว่าเคยได้วัคซีนมาเมื่อไร แต่ต้องมีผลเลือดยืนยันว่ามีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว ในกรณีนี้แพทย์จะไม่มุ่งเน้นการซักประวัติมากนัก เพราะต่อให้เคยฉีดแล้ว ก็ยังต้องเจาะเลือดยืนยันด้วย ซึ่งการพิจารณาตรงนี้เป็นดุลพินิจของแพทย์

6. โดยส่วนใหญ่แล้ว ที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เรามักจะไม่ฉีดวัคซีนเริ่มใหม่ทั้งหมด เพราะเสียเวลา เจ็บตัว และยุ่งยากพอสมควร เช่น วัคซีนบาดทะะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP) ตอนเด็กๆต้องได้ 5 เข็ม ถ้าต้องเริ่มใหม่จะยุ่งยากมาก ผลข้างเคียงก็มาก แพทย์มักจะพิจาณาจากประวัติและจะกรอกในเอกสารนั้นให้โดยดูเป็นกรณีไป แพทย์อาจเขียนว่า จากประวัติที่คุณพ่อคุณแม่ให้ และจากสถิติข้อมูลสาธารณสุขของไทยพบว่าเด็กไทยมีอัตราการรับวัคซีนสูงมาก จึงเชื่อได้ว่านักเรียนรายนี้ น่าจะได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ครบแล้วเมื่ออายุ….ปี ตามตารางมาตรฐานการฉีดวัคซีนของเด็กไทย  ซึ่งแทบทั้งหมดไม่มีปัญหากับทางโรงเรียน หรือสถาบันต่างๆครับ เพราะเขาก็ทราบดีว่า ถ้าสมุดหายไปแล้ว ไม่มีใครจะสามารถรับรองได้หรอกครับว่าน้องนักเรียนเคยได้รับวัคซีนมาจริง เมื่อไร (เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน)

7. อย่างไรก็ดี มีบ้างเหมือนกันที่บางสถาบัน strict มาก ถ้าไม่มีประวัติก็ต้องเจาะเลือดยืนยัน ซึ่งตรงนี้่แบบฟอร์มที่นำมาให้หมอกรอกมักจะมีระบุไว้ แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

โดยสรุปปัญหาสมุดวัคซีนหาย เป็นปัญหาที่พบได้เนืองๆครับ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ลองเอาแบบฟอร์มรับรองการฉีดวัคซีนที่ได้รับมาปรึกษาแพทย์ประจำตัว หรือแพทย์โรงพยาบาลที่ใกล้บ้านดูก่อนก็ได้ครับ ว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องฉีดวัคซีนตัวไหนเพิ่มหรือไม่ หรือต้องเจาะเลือดหรือเปล่า อย่างไรก็ตามควรรีบปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆครับ เพราะวัคซีนบางอย่างต้องฉีดหลายเข็ม หรือการเจาะเลือดบางอย่างต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะได้ผล เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะยื่นเอกสารไม่ทัน

การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

การตรวจคัดกรองวัณโรค เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและสร้างความสับสนให้กับนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะไปเรียนเมืองนอก รวมถึงผู้ปกครองไม่น้อย เพราะก่อนไปเรียนมักจะมีใบเกี่ยวกับสุขภาพมาให้แพทย์กรอก และหนึ่งในนั้นมักจะกำหนดให้ต้องตรวจคัดกรองวัณโรคอยู่ด้วย ซึ่งนอกจากจะหาที่ตรวจยากแล้ว การตรวจยังยุ่งยาก ต้องเจ็บตัว และมาโรงพยาบาล 2 ครั้ง นอกจากนี้ผลการตรวจยังแปลยาก และอาจสร้างความกังวลและตกใจได้  การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะมีประเด็นต่างๆมากมายมาเกี่ยวข้อง

ลองค่อยๆอ่านดูทีละประเด็นนะครับ

1. อย่างแรกเลยที่จะต้องทราบคือ การตรวจ Tuberculin skin test หรือ TB Skin test หรือ PPD test หรือ Mantoux test เป็นการพูดถึงการตรวจอย่างเดียวกัน แต่เรียกได้หลายชื่ออาจทำให้สับสนได้ แต่ขอให้เข้าใจว่าชื่อ test ต่างๆนั้นหมายถึงเรื่องเดียวกัน และในที่นี่เราจะใช้ว่า Tuberculin skin test

2. การตรวจ Tuberculin skin test เป็นการตรวจปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อเชื้อวัณโรค ทำได้โดยการฉีดเศษของเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อทดสอบว่าร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อวัณโรคนี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าร่างกายมีการต่อต้านมาก ก็จะเกิดการบวมอักเสบขึ้นมา โดยทั่วไปถือว่า ถ้ามีรอยนูนมากกว่า 10 mm ถือว่าการทดสอบให้ผลบวก (Tuberculin skin test – Positive) แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะเคยสัมผัสเชื้อวัณโรค ทำให้มีปฏิกิริยาต่อต้านขึ้นมาให้เราเห็น ตรงนี้ต้องขอพูดอีกทีนะครับว่า การที่มีผลบวกแปลว่า เคยสัมผัสเชื้อ ไม่ได้แปลว่าเป็นวัณโรค

การตรวจ Tuberculin skin test

 (Public domain photo: CDC’s Public Health Image Library)

3. ประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของวัณโรคอยู่มาก ดังนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงสามารถสัมผัสเชื้อวัณโรคได้บ่อยตามสถานที่ต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีคนอยู่กันอย่างหนาแน่น เพราะเชื้อวัณโรคแพร่กระจายได้ทางอากาศ แต่การที่คนเราสัมผัสโรคไม่ได้แปลว่าจะเป็นโรคเสมอไป ถ้าร่างกายแข็งแรง  มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ร่างกายไม่แข็งแรง เมื่อสัมผัสเชื้อแล้ว ร่างกายไม่สามารถต่อสู้ได้ ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อ ทำให้เกิดวัณโรคขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ ไอ น้ำหนักลด ผอมลง พวกนี้เราเรียกว่า Active TB

4.  อย่างที่กล่าวมาแล้ว คนส่วนใหญ่ที่แข็งแรงดี แม้ว่าจะสัมผัสเชื้อวัณโรค ร่างกายจะสามารถต่อสู้และกำจัดเชื้อได้ ทำให้เราไม่มีอาการใดๆ และไม่เป็นวัณโรค แต่เนื่องจากเชื้อวัณโรคเป็นเชื้อที่ตายยาก บางครั้งร่างกายสามารถควบคุมเชื้อได้ แต่ไม่สามารถฆ่าได้ ทำให้เชื้อยังหลบอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะที่ปอด ถ้าร่างกายเราแข็งแรงดี ก็จะไม่เป็นวัณโรคเลย แต่ในบางครั้งถ้าร่างกายเราอ่อนแอลง หรือภูมิคุ้มกันลดลง เช่นติดเชื้อ HIV จะทำให้เชื้อที่เคยหลับอยู่ หรืออยู่ภายใต้ความควบคุม เกิดตื่นขึ้นมา หรือเรียกว่าเกิด Reactivation เกิดเป็น active disease ได้

5. ตรงนี้ล่ะครับที่ยาก เพราะทางการแพทย์มีคำว่า Latent TB ซึ่งหมายถึง การติดเชื้อวัณโรคแล้วไม่แสดงอาการ แต่เชื้อยังอยู่และอาจจะตื่นกลับมาทำให้เกิดโรคภายหลังได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าดูจากภายนอก เขาก็คือคนปกติคนหนึ่ง ไม่มีอาการใดๆ ไม่ไอ ไม่มีไข้ ไม่มีน้ำหนักลด และ X ray ปอดก็ปกติด้วย เพียงแต่มีเชื้อซึ่งหลบอยู่เท่านั้น ซึ่งจริงๆจะว่าไปมีคนที่เป็น Latent TB เพียง 5-10% เท่านั้นที่เชื้อจะ Reactivate กลับมาใหม่ทำให้เกิด Active disease ได้ แปลว่าคนส่วนใหญ่สามารถควบคุมเชื้อได้ไปตลอด และจะไม่เป็นวัณโรคเลย

6. การตรวจ Tuberculin skin test เป็นการตรวจหา Latent TB วิธีหนึ่ง ซึ่งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆที่มีอุบัติการณ์ของวัณโรคสูงมักจะไม่ทำกัน เนื่องจาก อย่างที่กล่าวมาแล้วคือมีคนไทยจำนวนมากสัมผัสเชื้อมาแล้ว ถ้าเราเหมาว่าทุกคนที่เคยสัมผัสเชื้อมาแล้วมีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อ (Tuberculin skin test – positive) ถือว่าเป็น Latent TB และต้องรักษาหมดก็ไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าคนที่เป็น Latent TB คือคนปกติที่ไม่ได้มีอาการและไม่ได้เป็น Active disease องค์การอนามัยโลกเองเคยประมาณว่ามีประชากรโลกถึง 1 ใน 3 เคยสัมผัสเชื้อวัณโรคและเป็น Latent TB เราจึงไม่ได้ตรวจ หรือไม่ได้รักษาประชากรในกลุ่ม Latent TB โดยทั่วไป จะมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่แพทย์จะพิจารณา

7. ดังนั้นในคนไทยโดยทั่วไป เราจึงไม่แนะนำให้ทำ Tuberculin skin test เพราะถ้าทำออกมาแล้วผลเป็นบวก (ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มาก) ก็จะกังวลกันเปล่าๆ ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยทุกคนเคยได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) มาแล้วตั้งแต่เกิด ซึ่งการได้รับวัคซีนนี่เอง เชื่อว่าจะทำให้ผล Tuberculin skin test เป็นบวกได้

8. แต่ในมุมมองของประเทศยุโรปและอเมริกา ประเทศเขามีอุบัติการณ์ของวัณโรคต่ำ ดังนั้นเขาถึงต้องปัองกันการแพร่ระบาด ทำให้เขามีกฏว่าถ้าคนที่มาจากประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย ถ้าไปอยู่ประเทศเขาเป็นเวลานาน เช่นไปเรียนหนังสือ ต้องทำการตรวจ Tuberculin skin test ซึ่งถ้าบวก แปลว่าเคยสัมผัสเชื้อมาก่อน (ซึ่งคนไทยมักจะบวก) ทีนี้เมื่อมีผลบวกแล้วทางโน้นเขาจะทำอย่างไร ตรงนี้ค่อนข้างหลากหลายครับ หลายมหาวิทยาลัย หลายรัฐ จะเข้าใจทราบว่าคนไทยมีการฉีดวัคซีน BCG การที่ Tuberculin skin test บวกไม่ได้มีความหมายอะไรมาก ทางโน้นเขามักให้ยืนยันโดยการทำ X-ray ปอดต่อ ซึ่งถ้าผลออกมาปกติ ก็คือนักเรียนเราไม่ได้เป็นวัณโรค ก็ไม่ต้องทำอะไร สามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ

9. แต่บางรัฐ บางมหาวิทยาลัย จะมีนโยบายว่า ถ้า Tuberculin test positive ให้ X ray ปอดต่อ และถ้าออกมาปกติ เขาก็ยังถือว่าเป็น Latent TB (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตรวจยืนยันด้วย QuantiFERON แล้วให้ผลบวก) ต้องกินยาเหมือนกัน แต่ยาจะเป็นคนละสูตรกับการรักษา Active TB จะเห็นว่าตรงนี้จะเกิดปัญหากับนักเรียนไทยมาก เพราะนักเรียนเราก็ปกติ แข็งแรงดี ไม่มีอาการใดๆ X-ray ปอดก็ปกติ แต่มาทำ Tuberculin skin test แล้วผลเป็นบวก เขาก็เหมาว่าเราเป็น Latent TB ซึ่งต้องรักษากินยาตั้ง 3-6 เดือน ก็ลำบากครับ อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยจำนวนมาก เริ่มเข้าใจและเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องศึกษานโยบาย และกฎของแต่ละโรงเรียน มหาวิทยาลัย และแต่ละรัฐให้ดี

10. ทีนี้เราควรจะทำอย่างไรดี อย่างแรกเลยคือ ต้องคิดดีๆก่อนจะตรวจ Tuberculin skin test ต้องดูว่าจำเป็นต้องตรวจไหม มีทางอื่นให้เลือกไหม

แนะนำให้อ่านบทความนี้ต่อครับ ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

 

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับการไปเรียนต่อต่างประเทศ

ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

นักเรียน นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษหรืออเมริกา มักจะถูกบังคับให้ตรวจ Tuberculin skin test ก่อนไปเรียน ซึ่งการตรวจนี้ยุ่งยากและสร้างปัญหาให้กับนักเรียนไทยไม่น้อย เพราะคนไทยถ้าตรวจไปแล้วผลมักจะบวก ทำให้ยุ่งยากในการแปลผล และอาจถูกเหมาว่าเป็นวัณโรคแฝง Latent TB ดังนั้นก่อนที่จะตรวจขอให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดีครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

ถ้าใครไม่อยากอ่านโดยละเอียด หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไรครับ ข้ามไปก็ได้ เพราะจริงๆมันเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยากในเวลาอันสั้น แต่จะขอแนะนำหลักบางประการที่ควรพิจารณาก่อนตรวจ Tuberculin skin test ดังนี้ครับ

1. คำแนะนำแรกเลยครับคือ ถ้าไม่จำเป็นหรือเขาไม่ได้บังคับ ก็ไม่ควรตรวจครับ ให้ศึกษากฎระเบียบของสถาบันให้ชัด โดยปกติแล้วทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เมืองนอกมักจะมีแบบฟอร์มมาให้นักเรียน/นักศึกษาอ่านเกี่ยวกับการคัดกรองวัณโรค อ่านดูดีๆนะครับว่า ในกรณีของเราจำเป็นต้องทำหรือไม่ เช่น  ถ้าบอกว่า Tuberculin skin test is required for all students from country list in appendix 1. ในประโยคนี้ก็จะเห็นว่าจำเป็นต้องทำในนักเรียนทุกคนที่มาจากประเทศใน Appendix 1 ก็ลองไปดูนะครับว่ามีชื่อประเทศไทยหรือไม่

2. แต่ในบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย หรือในบางรัฐ ไม่ได้บังคับให้ทำ โดยคำว่า Tuberculin skin test หรือ Mantoux test ไปอยู่ในหมวด Optional หรือ Recommended แปลว่าไม่ได้บังคับ ก็ไม่ต้องทำครับ หรือบางครั้งเขาอาจจะให้เลือกว่าจะคัดกรองวัณโรคด้วยไหน เช่น ให้ทำ TB skin test ก็ได้ หรือจะ X-ray ปอดแทนก็ได้ ในกรณีนี้ควรจะเลือกวิธี X-ray ดีกว่าครับ

3. ถ้าสมมุติอ่านดูแล้ว พบว่าจำเป็นต้องทำ ต้องดูดีๆอีกนะครับว่า ต้องทำตอนไหน และใครสามารถทำได้บ้าง เช่นลองดูข้อความข้างล่างที่ผมได้จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เห็นไหมครับ เขาเขียนชัดเจนว่าต้องทำ Tuberculin skin test ในนักศึกษาต่างชาติทุกคน แต่การทำ Test นั้นต้องทำในอเมริกา แปลว่า ไม่ต้องทำจากเมืองไทยไปครับ ถึงทำไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี และไม่ควรลองไปทำดูก่อนด้วย เพราะยิ่งทำหลายๆครั้ง Test จะออกมาเป็นผลบวก จะยิ่งแย่ไปใหญ่

4. ถ้าสมมุติว่าเขาให้ทำ Tuberculin skin test ในเมืองไทยได้ ต้องพิจารณาข้อกำหนดดีๆครับว่า ต้องทำไม่เกินกี่เดือนก่อนไปเรียน เพราะโดยปกติแล้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเมืองนอกจะระบุเลยว่า ห้ามทำก่อนไปนานเกิน 3 เดือน 6 เดือน ก็แปลว่า ถ้าเราจะไปเรียนเมืองนอกปีหน้า ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนทำ ทำไปแล้วก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี รอไว้ทำใกล้ตามที่เขาระบุมาดีกว่าครับ

5. อย่างตัวอย่างในรูปด้านบน จะเห็นว่า มหาวิทยาลัยนี้ให้เลือกได้ว่าจะตรวจคัดกรองวัณโรคแบบไหน ถ้าจะทำ Skin test ต้องทำไม่เกิน 3 เดือนก่อนไปถึงอเมริกา ถ้าทำเป็น Quantiferon test  (การตรวจคัดกรองโดยการตรวจเลือด) ต้องทำไม่เกิน 1 เดือน และจริงๆแล้วเขามีข้อให้ติ๊กได้ว่าไม่ขอตรวจก็ได้ ดังนั้นก่อนคิดจะตรวจต้องอ่านดีๆครับ

6. ถ้าอ่านดูแล้วคิดว่า จำเป็นต้องตรวจ ควรไปพบแพทย์ และต้องเอาใบเอกสารที่ทางโรงเรียน/มหาวิทยาลัยมาด้วย เพื่อให้คุณหมอช่วยดู ช่วยอ่านอีกครั้งครับ ว่าจำเป็นมากน้อยแค่ไหน และควรจะทำตอนไหน อย่าไปบอกคุณหมอเขาเฉยๆนะครับว่าจะมาตรวจ TB skin test ควรต้องให้เอกสารคุณหมอเขาดูด้วย และบอกให้คุณหมอช่วยพิจารณาอีกครั้ง จริงๆตรงนี้มีรายละเอียดอีกมากครับ เช่นบางมหาวิทยาลัยกำหนดเลยว่าต้องทำ Two steps TB skin test คือต้องทำ TB Skin 2 ครั้ง ห่างกันตามระยะเวลาที่กำหนด หรือบางมหาวิทยาลัยจะต้องให้บันทึกขนาดของปฏิกิริยาเป็น mm ด้วย ดังนั้นควรต้องให้แพทย์อ่านและพิจารณาก่อนเสมอครับ

7. ถ้าทำแล้ว ต้องมาฟังผลใน 48-72 ชั่วโมงครับ ถ้าผลออกมามีรอยนูนเกิน 10 mm จะถือว่า positive ซึ่งก็ไม่ต้องตกใจครับ คุณหมอมักจะแนะนำให้ทำการเอ๊กซ์เรย์ปอดดู และอาจจะเก็บเสมหะตรวจ ซึ่งถ้าผลออกมาปกติดี ก็จะสบายใจได้ว่าไม่ใช่ Active TB แน่ แต่การที่ TB Skin test ให้ผลบวก หมายถึงเราเคยได้สัมผัสเชื้อวัณโรคมาแล้วเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเราเป็นวัณโรค

8. เมื่อทำ Tuberculin skin test แล้ว ก็แล้วกัน ไม่ควรทำซ้ำ หรือทำบ่อยๆ เพราะยิ่งทำซ้ำ ผลจะยิ่งเป็นบวก เพราะร่างกายเรารู้จักเชื้อมากขึ้น  และนี่ก็เป็นที่มาว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรไปทำ TB skin test ล่วงหน้า หรือทำนานเกินไปก่อนถึงเวลาไปจริง เพราะถ้านานไป เขาไม่ยอมรับผล ก็ต้องมาทำใหม่อยู่ดี และโอกาสที่ผลจะเป็นบวกมีสูงขึ้นด้วย

9. มีข้อควรระวังอีกอย่างครับ โดยเฉพาะในนักเรียน เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัท หรือองค์กรต่างๆช่วยอำนวยความสะดวกในการสมัครเรียนต่อที่อังกฤษ อเมริกา ซึ่งนักเรียนมักจะต้องเตรียมการด้านสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ บางรายเตรียมตัว 1 ปี ล่วงหน้า มีใบมาให้ฉีดวัคซีนหลายชนิด และบางรายจะมีใบให้มาตรวจคัดกรองวัณโรคด้วย ซึ่งในบางครั้งยังไม่ทราบว่านักเรียนจะถูกจัดสรรให้ไปที่โรงเรียนอะไร อยู่เมืองไหน หรือรัฐใด ทำให้ไม่รู้ข้อกำหนดจริงๆว่า โรงเรียนที่นักเรียนจะได้ไปมีการบังคับให้ทำ Tuberculin skin test หรือไม่ หรือถ้าบังคับ ต้องไปทำที่โน่นเท่านั้นหรือไม่ หรือสามารถทำที่เมืองไทยได้ และถ้าทำได้ จะทำล่วงหน้าได้ไม่เกินกี่เดือน ตรงนี้เป็นประเด็นที่พบได้บ่อยครับ

10. ดังนั้นในนักเรียน นักศึกษาที่ยังไม่ทราบว่าจะได้ไปที่โรงเรียนใดหรือรัฐใด ทางคลินิกนักท่องเที่ยวของเรามักจะแนะนำครับว่า ให้รอดูก่อนว่าจะ matching ได้ที่โรงเรียนอะไร และเขาบังคับแค่ไหน แล้วค่อยมาว่ากัน การทำล่วงหน้าไปเลยนานๆ จะมีปัญหามากกว่า เช่น ทำไปแล้วก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ต้องมาทำใหม่ และผลจะมีโอกาสเป็นบวกด้วย ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม: ความรู้เบื้องต้น:การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test