เรื่องควรรู้ ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวแอฟริกา

ทุกวันที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะมีนักท่องเที่ยวมาขอรับคำปรึกษาก่อนไปเที่ยวแอฟริกา ซึ่งดูเหมือนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่สนใจใปทวีปนี้จะมากขึ้นทุกๆปี เพราะทวีปนี้เป็นทวีปที่น่าค้นหา มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์ ดู Big Five หรือบางคนอยากไปดูน้ำตกวิกตอเรีย หรือไปปีนเขาคิรีมันจาโร เหล่านี้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญๆในแอฟริกาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

แต่มีประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การไปทวีปนี้จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวด้านสุขภาพอย่างดี เพราะทวีปนี้มีโรค หรือภัยสุขภาพหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนประเทศไทยของเรา นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมตัว ศึกษาแผนการเดินทาง ข้อกำหนดและข้อมูลสุขภาพให้ดีก่อนไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง รวมถึงป้องกันโรคบางอย่างก่อนไป การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ควรพิจารณา

1. ศึกษาข้อมูล และเลือกประเทศที่อยากจะไปให้ดี

จริงๆทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีความหลากหลายในทางกายภาพอยู่มาก การเลือกสถานที่ที่จะก็มีความสำคัญครับ เช่น ถ้าเราอยากไปหรืออยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปซาฟารีในแอฟริกา เราสามารถเลือกประเทศได้มากมายว่าจะไปประเทศไหน จะไปอุทยานอะไร เพราะการท่องซาฟารีในแอฟริกามีอยู่มากมายหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเคนยา แทนซาเนีย นามิเบีย โมซัมบิก แอฟริกาใต้ ฯลฯ  ข้อมูลเรื่องพวกนี้ปัจจุบันไม่หาไม่ยาก มีอยู่มากมายใน Internet และมีรีวิวมากมากให้เราค้นหา

แต่ที่ต้องเน้นตรงนี้เพราะว่า การเลือกไปซาฟารีเหมือนกัน แต่เลือกไปคนละประเทศจะส่งผลอย่างมากต่อความจำเป็นในการฉีดวัคซีน และเตรียมตัวก่อนการเดินทาง เช่น ลองดูรูปด้านล่างครับ

Safari near Kilimanajro mountain

 

ถ้าเราอยากไปเที่ยวซาฟารี ที่อุทยานมาไซมารา (Masai Mara) ที่ประเทศเคนยา หรือจะไปดูภูเขาคีรีมันจาโร ซึ่งอยู่ในเขตประเทศแทนซาเนีย เหมือนรูปด้านบน เราจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง และอาจจำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรีย เพราะในบริเวณดังกล่าวมีโรคมาลาเรียระบาดอยู่ 

ในทำนองกลับกัน ถ้าเราไม่อยากฉีดวัคซีนไข้เหลือง กลัวเป็นมาลาเรีย แต่อยากไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์เหมือนกัน เราควรจะเลือกไปดูที่ประเทศแอฟริกาใต้ แถวๆเมือง Cape Town หรือ Port Elizabeth ตามรูปด้านล่าง ถ้าไปแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองและไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเพราะพื้นที่แถวนั้นไม่มีโรคดังกล่าว

Safari game drive near CapeTown, South Africa

 

2. ศึกษาข้อกำหนดว่าสถานที่หรือประเทศที่จะไปนั้นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่

หลังจากที่เรารู้ว่า เราอยากไปที่ไหนของแอฟริกา ต่อมาเราต้องพิจารณาว่าสถานที่ที่เราจะไปนั้นมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ และสามารถสร้างความสับสนได้ไม่น้อย จำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดและข้อบังคับให้ดี  ถ้าจะไปในสถานที่ที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าสามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่ มีข้อห้ามหรือไม่ เพราะการฉีดวัคซีนไข้เหลืองมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ในบางคนจะไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ก็อย่าลืมครับว่า เราสามารถเปลี่ยนไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ต้องฉีดวัคซีนก็ได้ 

เช่นถ้าอยากไปซาฟารีมากๆ แต่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ เช่นอายุมาก มีโรคประจำตัว ควรเลือกไปซาฟารี ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ไม่ควรไปซาฟารีที่ประเทศเคนยา แทนซาเนีย ฯลฯ รวมถึงต้องไม่เลือกนั่งสายการบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่องในประเทศอื่นๆในแอฟริกาด้วย  

แนะนำให้อ่านบทความด้านล่างครับ จะมีรายละเอียดประเด็นสำคัญๆเกี่ยวกับวัคซีนไข้เหลืองอยู่

 

3. พิจารณาว่าประเทศที่จะไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นหรือไม่ 

โรคนี้ก็เป็นอีกโรคครับที่คนไทยอย่างเราๆไม่ค่อยได้คุ้นเคยกันมาก เพราะบ้านเรามีความเสี่ยงในการติดโรคนี้น้อย แต่ถ้าจะไปประเทศแอฟริกาต้องระวังโดยเฉพาะไปในประเทศที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามรูปด้านล่าง ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องวัคซีน

ประเทศในทวีปแอฟริกาที่อยู่ในเขตระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningitis belt

 

4. ระวังเรื่องมาลาเรีย เพราะเที่ยวแอฟริกามีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อมาลาเรีย ควรศึกษาวิธีป้องกันให้ดี และควรปรึกษาแพทย์

ประเด็นนี้ก็สำคัญครับ หลายประเทศในทวีปแอฟริกามีความเสี่ยงในการติดเชื้อมาลาเรีย ก็ต้องบอกตรงนี้ครับว่า ความเสี่ยงของโรคมาลาเรียของประเทศแถบแอฟริกาไม่เหมือนประเทศไทย เช่นในป่าประเทศไทย เวลานักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวป่า แพทย์จะแนะนำให้ป้องกันยุง อย่าให้ยุงกัด โดยที่ไม่ต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเพราะความเสี่ยงของนักท่องเที่ยวที่จะติดเชื้อมาลาเรียจากป่าในประเทศไทย มีน้อยมาก

แต่ความเสี่ยงของมาลาเรียในประเทศแถบแอฟริกาจะสูงกว่าในประเทศไทยมาก และในหลายพื้นที่สามารถติดเชื้อมาลาเรียได้ โดยที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นป่า บางประเทศแม้แต่ในเขตในเมืองหลวงยังสามารถติดเชื้อมาลาเรียได้

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย : ประเทศเคนยา เอธิโอเปีย แทนซาเนีย โมซัมบิก นามิเบีย แซมเบีย ซิมบับเว น้ำตกวิตอเรีย มาดาร์กัสการ์ ไนจีเรีย แคเมอรูน มาลาวร รวันดา ฯลฯ มีอีกมากครับ  ข้อมูลโดยละเอียดว่าประเทศไหนมีมาลาเรียหรือไม่ สามารถดูได้จาก link นี้ ซึ่งเป็นข้อมูลจากศูนย์ควบคุมป้องกันโรคติดต่อ (CDC) ของสหรัญอเมริกา 

ถ้าจะไปในประเทศแถบแอฟริกาแนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาดีกว่าครับ แพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลายประการ เช่นไปที่ไหน ไปกี่วัน ลักษณะที่พักเป็นอย่างไร และจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะติดมาลาเรียระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ในหลายกรณีแพทย์มักจะแนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรียถ้าไปเที่ยวในทวีปแอฟริกา

น้ำตกวิกตอเรีย ที่พรมแดนประเทศแซมเบียและซิมบับเว เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของมาลาเรีย

 

5. ศึกษาข้อมูลและป้องกันความเสี่ยงเฉพาะอื่นๆในการเดินทาง

ตรงนี้จะเริ่มยากครับ เพราะความเสี่ยงในการเดินทางแต่ละ trip ย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับไปที่ไหนบ้าง เช่น

  • ถ้าเลือกจะไปแอฟริกา และไปปีนภูเขาคีรีมันจาโรด้วย ตรงนี้คงหนีไม่พ้นต้องเตรียมตัวเรื่อง High altitude sickness ให้ดี เพราะการ trek ไปถึงยอดเขาต้องใช้เวลามาก และส่วนใหญ่ต้องกินยาเพื่อป้องกันโรคจากความสูง 
  • ถ้าจะไปท่องซาฟารี ควรปฏิบัติตามกฎกติกาของอุทยานนั้นเสมอ เช่น ถ้าเขาห้ามลงไปเดินก็อย่าทำ ให้นั่งอยู่ในรถตลอดเวลา ไม่ทำเสียงรบกวนสัตว์ ฯลฯ ไม่ควรไปเที่ยวแบบคึกคะนอง ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเสมอ ระหว่างที่ออกไปเที่ยวซาฟารีควรทายากันยุงเสมอ 
  • ถ้าจะไปบางเมือง บางพื้นที่ที่ยังมีสถิติการก่ออาชญากรรมสูง เช่น โจฮันเนสเบอร์ก หรือยังมีความรุนแรงมีการสู้รบ เช่น South Sudan, Rwanda ต้องระมัดระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ดี ไม่ควรออกไปเดินในที่เสี่ยง หรือไปในเวลากลางคืน 
  • ระวังเรื่องสภาพอากาศ ศึกษาเรื่องอูณาหภูมิให้ดี เช่น ถ้าใครจะไป Danakil depression หรือ Dallol ในเอธิโอเปีย ตรงพื้นที่นั้นจะร้อนมาก ต้องเตรียมตัวให้ดี
  • ระมัดระวังการสัมผัสกับแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติของทวีปแอฟริกา เช่น แม่น้ำ ทะเลสาปน้ำจืด เนื่องจากมีความเสี่ยงจะติดเชื้อพยาธิใบไม้ Schistosomiasis ได้
  • ดูแลสุขอนามัย อาหารการกิน เครื่องดื่ม พยายามเลือกกินหรือดื่มของที่สะอาดปลอดภัย

 

6. ดูแลสุขภาพให้พร้อมก่อนการเดินทาง

ก่อนการเดินทางทุกครั้ง ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ ในผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ และเตรียมยาประจำตัวไปทุกครั้ง นอกจากนี้ควรพิจารณาฉีดวัคซีนที่แนะนำก่อนการเดินทาง เช่นวัคซีนบา่ดทะยัก วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ว่าวัคซีนพวกนี้จะไม่ได้เป็นวัคซีนที่บังคับ แต่การฉีดวัคซีนล่วงหน้าไว้ก็ดีจะได้ป้องกันโรคและลดความยุ่งยากไปได้มาก

เช่นวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดทุกๆ 10 ปี สมมุติว่านักท่องเที่ยวไม่ได้ฉีดวัคซีนมามากกว่า 10 ปีแล้ว และจะต้องไปแอฟริกา แพทย์มักจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนเลย เนื่องจากถ้ามีอุบัติเหตุเล็กน้อยในทวีปแอฟริกา เช่น ถูกไม้ข่วนถูก มีแผล การไปหาฉีดวัคซีนบาดทะยักในแอฟริกาจะยุ่งมาก การฉีดไว้เลยจากเมืองไทยจะดีกว่า

เรื่องประกันการเดินทางก็เป็นอีกอย่างที่สำคัญครับ จะช่วยเราได้มากเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาบริษัทประกันดีๆ และต้องอ่านดูว่าประเทศที่จะไปอยู่ในประเทศที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ เนื่องจากประเทศในแอฟริกาบางส่วนเป็นข้อยกเว้น นั่นคือบริษัทไม่รับประกันประเทศนั้นๆ ต้องอ่านดูกรมธรรม์ดีๆครับ

 

7. ถ้าไม่สบายหลังกลับจากการเดินทางท่องเที่ยว

อันนี้พูดเผื่อไว้ครับ ถ้าเกิดไม่สบายหลังจากกลับจากเที่ยวแอฟริกา ควรไปพบแพทย์และต้องบอกแพทย์เสมอว่าไปไหนมา เช่น เพิ่งกลับจากเคนยาอาทิตย์หนึ่งแล้วตัวร้อน ก็ต้องให้ข้อมูลว่าไปเที่ยวเคนยามา อย่างน้อยแพทย์จะได้เจาะเลือดดูมาลาเรียด้วย เพราะเป็นโรคของทวีปแอฟริกานั้น ถ้าไม่ได้บอกคุณหมอ คุณหมอก็จะคิดถึงเฉพาะโรคในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนหรือล่าช้าได้

อ่านมาถึงตรงนี้อย่าพึ่งกังวลกันเกินไปครับ เราก็สามารถไปเที่ยวทวีปแอฟริกานี้หรือทวีปไหนๆ ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย ขอให้ศึกษาหาข้อมูลให้ดี เตรียมตัวให้พร้อม มีสติ ไม่ประมาท ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ขั้นตอน ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

ขั้นตอนการรับวัคซีนไข้เหลืองที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนค่อนข้างยุ่งยากครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าทำไมมีขั้นตอนเยอะ ต้องเจอหมอ คุยกับหมอ ต้องกรอกแบบฟอร์ม กว่าจะได้ฉีด ทำไมยุ่งยาก แถมบางคนคุยแล้วไม่ได้ฉีดอีกต่างหาก ทำให้ง่ายๆไม่ได้หรือ น่าจะแค่เดินมาบอกว่า ขอฉีดไข้เหลืองแล้วก็ยกแขนฉีดก็จบเลย ไม่ได้หรือ

ก็ต้องตอบตรงนี้ครับว่า เราทำขั้นตอนง่ายๆแบบนั้นไม่ได้ เพราะวัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนพิเศษ ต้องใช้ให้เหมาะสม มีข้อห้ามและข้อควรระวังมาก ซึ่งแพทย์ต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าใครสมควรได้รับวัคซีน และจะรับวัคซีนได้หรือไม่ 

ลองมาดูกันครับว่า การจะฉีดวัคซีนไข้เหลือง มีขั้นตอนอะไรบ้าง และมีข้อห้ามและข้อควรระวังอะไร

  1. ก่อนอื่นแพทย์จะต้องพิจารณาแผนการเดินทางก่อนว่า การเดินทางครั้งนี้ไปในประเทศ หรือดินแดนที่มีความเสี่ยงของไข้เหลืองหรือไม่ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องบินในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ จริงๆตรงนี้ก็มีรายละเอียดเยอะครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความต่อไปนี้ แนะนำให้ลองอ่านดูครับ ว่า ใครและการเดินทางไปประเทศไหนที่ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองบ้าง
  2. ถ้าจำเป็นต้องฉีด ก็มาว่ากันต่อครับ ในคลินิกนักท่องเที่ยวแพทย์จะให้ข้อมูลครับว่า วัคซีนไข้เหลืองเป็นอย่างไร ทำไมต้องฉีด และมีผลข้างเคียงมากไหม และเกิดอะไรได้บ้าง กล่าวแบบย่อๆคือ วัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงมากครับ ผลข้างเคียงน้อย ที่พบบ่อยส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง เช่น มีไข้ หรือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะเป็นอยู่ไม่นาน 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการฉีดไข้เหลืองพบน้อยมาก 
  3. หลังจากนั้นแพทย์จะพิจารณาว่า นักท่องเที่ยวมีข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ โดยดูจากแบบฟอร์มด้านล่าง ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องกรอกแบบฟอร์มดังกล่าว ก่อนเข้าพบแพทย์

  4. จากแบบฟอร์มนี้จะเห็นว่า ถ้านักเดินทางไม่มีโรคหรือภาวะดังกล่าวเลย (ทุกข้อตอบ “ไม่” ทั้งหมด) แสดงว่าไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวัง สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ตามปกติ
  5. แต่ถ้านักเดินทางติ๊กข้อใดข้อหนึ่งว่าใช่ ไม่ได้แปลว่าฉีดวัคซีนไม่ได้ เพราะจะมีรายละเอียดอีกพอสมควร เช่น ถ้าใครติ๊กว่ามีโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคความดัน ไมเกรน หรือภูมิแพ้ โรคเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อห้ามในการฉีดวัคซีน สามารถฉีดได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นโรคร้ายแรง เช่นเป็นมะเร็ง หรือติดเชื้อ HIV และ CD4 ยังต่ำอยู่ กลุ่มนี้จะฉีดวัคซีนไม่ได้ นั่นคือเดินทางไม่ได้ แพทย์จะแนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง
  6. โรคหรือภาวะบางอย่างต่อไปนี้เป็นข้อห้าม/ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน 
     

    • เป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 เดือน
    • เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
    • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
    • แพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน
    • เป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น การติดเชื้อ HIV หรือ AIDS
    • เป็นโรคมะเร็ง 
    • กินยาที่กดภูมิคุ้มกัน หรือการได้รับยาเคมีบำบัด/ฉายแสง
    • เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทมัส (Thymus) หรือโรค MG (Myasthenia Gravia) หรือ Thymoma
  7. ถ้านักเดินทางคนใดมีโรคหรือภาวะดังกล่าวในข้อ 6. อาจจะทำให้ฉีดวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ ซึ่งนั้นก็แปลจะทำให้เดินทางไม่ได้ ดังนั้นถ้าใครมีภาวะดังกล่าวและจะมีแผนการเดินทางไปในประเทศที่มีไข้เหลือง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ อย่าเพิ่งซื้อตั๋วเครื่องบินหรือจองทัวร์ เนื่องจากมีหลายกรณีที่แพทย์ไม่สามารถฉีดวัคซีนให้ได้ ทำให้ไปไม่ได้ แต่นักเดินทางท่านนั้นได้จ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าทัวร์ไปหมดแล้ว กรณีเช่นนี้จะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น

ต่อไปนี้เป็นคำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับข้อห้าม/ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

Yellow fever vaccine - FAQ

ทำไมคนสูงอายุถึงไม่ควรฉีดวัคซีนไข้เหลือง

เนื่องจากผู้สูงอายุ โดยเฉพาะถ้ามีอายุมากกว่า 60 หรือ 65 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากวัคซีนได้ ผลข้างเคียงนั้นคือ ร่างกายอาจจะต่อสู้กับเชื้อไข้เหลืองในวัคซีนไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นไข้เหลืองขึ้นมาจริงๆ ซึ่งผลข้างเคียงนี้รุนแรง และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผลข้างเคียงนี้จะพบครั้งแรกที่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองเท่านั้น ถ้าใครเคยฉีดมาก่อนแล้วก็สามารถฉีดครั้งที่ 2,3 ได้อย่างสบายใจ

แต่ถ้าใครยังไม่เคยฉีดวัคซีนไข้เหลืองมาก่อน จะมีความเสี่ยงครับ โดยความเสี่ยงจะสูงมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยในคนหนุ่มๆสาวๆ สามารถเกิดเหตุการณ์ที่ว่าได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก ประมาณ 1 ในล้าน แต่เมื่ออายุมากขึ้น เช่นอายุเกิน 65 ปี โอกาสเกิดจะสูงขึ้นเป็นประมาณ 1 ใน 100,000 แต่ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดผลข้างเคียงนั้นจะสูงขึ้นไปอีก เป็น 1 ใน 50,000 ซึ่งถ้าเป็นคนนั้นจริงๆ โรคจะรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้

ดังนั้นที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จึงไม่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง 

ถ้ามีโรคหรือภาวะที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ จะทำอย่างไร

อันดับแรกเลยครับ ต้องพิจารณาดูว่า โรคหรือภาวะที่ทำให้ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ เป็นภาวะชั่วคราวหรือไม่ ถ้าเป็นภาวะชั่วคราว ก็แนะนำให้เลื่อนการเดินทางไปก่อน จนกระทั่งสามารถฉีดวัคซีนได้ เช่น หยุดยา Steroid ก่อน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือในรายที่ติดเชื้อ HIV ให้รับรักษาการติดเชื้อ จนมี CD4 มากกว่า 500 ก่อน แล้วค่อยฉีดวัคซีนทีหลัง

แต่ถ้าโรคหรือภาวะนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นอายุมากกว่า 65 หรือ 70 ปี แนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง

ถ้าฉีดวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ แพทย์สามารถออกใบรับรองแพทย์ให้ได้ไหม เพื่อที่จะได้เดินทางได้

ถ้านักเดินทางมีข้อห้ามทางการแพทย์ของการฉีดวัคซีนไข้เหลือง ทำให้ฉีดวัคซีนไม่ได้ แพทย์สามารถจะออกใบรับรองแพทย์ให้ได้ แต่ไม่แนะนำให้เดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงอยู่ดี เนื่องจาก

  1. การถือใบรับรองแพทย์นั้นไประหว่างการเดินทาง ไม่ได้ยืนยันว่า จะทำให้สายการบินยอมให้ขึ้นเครื่องบิน และไม่ได้ยืนยันว่าใบนั้นจะทำให้ผ่านตม. หรือทำให้เข้าประเทศได้ นักเดินทางอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศได้อยู่ดี เนื่องจากแต่ละประเทศมีกฎหรือความเข้มงวดในการตรวจสมุดเล่มเหลือง ถ้าพูดแบบง่ายๆคือ ใบรับรองแพทย์ที่ออกไปนั้น ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ได้มีผลบังคับใช้กับตม.ปลายทาง ทำให้อาจถูกกักตัว หรือส่งกลับประเทศได้
  2. ตม.ปลายทาง โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกา อาจบังคับให้ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่หน้าด้าน ก่อนเข้าประเทศ โดยที่เขาไม่สนใจใบรับรองแพทย์ หรือหนังสือรับรองว่าคนนั้นฉีดวัคซีนไม่ได้ ซึ่งการรับวัคซีนแบบนั้นจะเกิดอันตรายได้
  3. ในบางสถานการณ์ ระหว่างการเดินทางอาจจะไม่มีใครตรวจสมุดเล่มเหลือง และสามารถผ่านเข้าไปในประเทศที่มีไข้เหลืองได้ แต่อย่าลืมว่านักเดินทางคนนั้นไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีโอกาสที่จะติดโรคไข้เหลืองได้จากการถูกยุงกัด ซึ่งถ้าเกิดโรคขึ้นมา โรคจะรุนแรงและเสียชีวิตได้
  4. นอกจากนี้เมื่อเดินทางเสร็จสิ้น เดินทางออกจากดินแดนไข้เหลือง และกลับมายังประเทศไทย ตม.ไทย ยังมีอำนาจในการตรวจว่าใครได้ฉีดวัคซีนหรือไม่ ถ้าไม่ได้ฉีด อาจมีปัญหากับตม. หรืออาจถูกบังคับใช้กฎหมายให้กักตัวดูอาการก่อน เพราะทางการไทยต้องป้องกันไม่ให้ใครเอาโรคไข้เหลืองกลับมายังประเทศไทย

ดังนั้นทางที่ดีที่สุด ถ้ามีโครงการจะไปเที่ยวประเทศที่มีไข้เหลือง แต่ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ ไม่ว่าจะสาเหตุใดๆ เช่น อายุมาก มีโรคประจำตัวบางอย่าง แนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง  

ถ้าไม่แน่ใจให้รีบมาปรึกษาแพทย์ อย่าเพิ่งจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือจ่ายค่าที่พัก เพราะถ้าไปไม่ได้จริงๆ เงินที่จ่ายไปแล้ว อาจจะขอคืนไม่ได้

ทำไมการเป็นโรคมะเร็ง หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือติดเชื้อ HIV ถึงเป็นข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

เนื่องจากวัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนเชื้อเป็น ดังนั้นในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าจากสาเหตุใดๆก็ตาม อาจจะปัญหาคือร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไข้เหลืองในวัคซีนได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อไข้เหลืองขึ้นมาได้จริงๆเหมือนกการติดเชื้อตามธรรมชาติ ซึ่งอาการมักจะรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้ 

ดังนั้นผู้ที่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่สามารถฉีดวัคซีนได้

ติดเชื้อ HIV แต่ไม่มีอาการสามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้หรือไม่

ถ้านักเดินทางมีการติดเชื้อ HIV แต่มีระดับ CD4 count ที่สูงมากกว่า 500 ตัว ไม่มีปัญหาครับ สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ตามปกติ แต่ถ้ามีระดับ CD4 ต่ำกว่านั้น อาจจะมีปัญหาได้ แพทย์มักจะแนะนำให้รับการรักษาการติดเชื้อ กินยาต้านไวรัส ให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน มีระดับ CD4 ที่สูงกว่า 500 ถึงจะมาฉีดวัคซีนได้ครับ

ขอเน้นย้ำอีกครั้งครับ 

        “ถ้านักเดินทางคนใดมีโรคหรือภาวะที่อาจเป็นข้อห้ามของการฉีดวัคซีนไข้เหลือง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากมีหลายกรณีที่แพทย์ไม่สามารถฉีดวัคซีนให้ได้ ทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวได้ และอย่าเพิ่งตัดสินใจจ่ายเงินล่วงหน้า เพราะอาจมีปัญหาไม่สามารถขอเงินคืนได้”

จะไปเที่ยวต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม ไม่ฉีดไปได้ไหม

วัคซีนไข้เหลืองเป็นเรื่องสำคัญและมักทำให้เกิดความสงสัยและมีความสับสนกันในเสมอๆในหมู่นักเดินทางท่องเที่ยวที่จะไปทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ ในบทความนี้จะเล่าหรือตอบคำถามสำคัญๆ เกี่ยวกับวัคซีนนี้ให้ฟังครับ

(ถ้าใครยังไม่เคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับไข้เหลืองในบทความ “วัคซีนไข้เหลือง เรื่องจำเป็นก่อนไปแอฟริกา,อเมริกาใต้” ขอแนะนำให้อ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น)

1 ก่อนเดินทางจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่

ถ้าตอบอย่างง่ายที่สุดเลยนะครับ ลองไปดูรายชื่อประเทศที่จะไป ว่าอยู่ใน 45 ประเทศที่ทางการไทย ประกาศว่าเป็นพื้นที่ระบาดของไข้เหลืองอยู่หรือไม่ ถ้าจะไปในประเทศเหล่านี้ตามรายชื่อด้านล่าง ก็ต้องฉีดวัคซีนครับ 

ทวีปอเมริกาใต้ 13 ประเทศ ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เกียนาฝรั่งเศส ปานามา เปรู เวเนซูเอลา ซูรินาเม ตรินิแดดแอนโตเบโก อาร์เจนตินา ปารากวัย

ทวีปแอฟริกา 32 ประเทศ ได้แก่ แองโกล่า เบนิน บูร์กินาฟาโซ บุรุนดิ แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก โกตดิวัวร์ เอธิโอเปีย แกมเบีย กาบอง กานา กีนี กินีบิสเซา อิเควทอเรียลกินี เคนยา ไลบีเรีย มาลี มอริเตเนีย ราวันดา เซาโตเมและปรินซิเป เซเนกัล   เซียร์ราลิโอน โซมาเลีย ซูดาน ชาด โตโก ยูกันดา สาธารณรัฐแทนซาเนีย ซาอีร์ ไนเจอร์และไนจีเรีย

 

2 ถ้าต้องต่อ/เปลี่ยนเครื่องบินในประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

ตอบอย่างง่ายๆ คือ “ต้องครับ”  

ประเด็นนี้มักจะเป็นปัญหาสำหรับ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งถ้าดูจากแผนที่ไข้เหลืองด้านล่าง จะเห็นครับว่าแอฟริกาใต้ไม่มีไข้เหลือง ไม่ใช่แหล่งระบาด ในแผนที่แทบจะไม่เห็นประเทศแอฟริกาใต้ด้วยซ้ำ เพราะอยู่ส่วนใต้มากของทวีปแอฟริกา ใต้กว่าบอสวานา และซิมบับเว

 

แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันเราไม่มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพไปแอฟริกาใต้ ต้องต่อเครื่อง ดังนั้นถ้านักท่องเที่ยวเลือกสายการบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่องในทวีปแอฟริกา เช่น Kenya Airways หรือ Ethiopian airline ทั้ง 2 สายการบินนี้จะบินจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนเครื่องที่เมือง Nairobi และ Addis Ababa ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นดินแดนไข้เหลือง จำเป็นต้องฉีดวัคซีน เพราะอาจถูกตรวจได้

ตรงนี้จะยุ่งนิดหนึ่งครับ เพราะแต่ละประเทศมีกฎไม่เหมือนกัน เช่นประเทศ South Africa ถือว่า ถ้าบินและ transit ในประเทศไข้เหลืองไม่เกิน 12 ชั่วโมงไม่เป็นไร แปลว่า สมมุติว่าเรานั่ง Kenya Airways จาก กรุงเทพ ไป Cape Town หรือ Johannesburg โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Nairobi แค่ 3-4 ชั่วโมง อยู่แค่ในสนามบินก็ไม่เป็นไร ไม่น่ามีปัญหากับตม.เวลาเราเข้าเมืองที่ South Africa  เพราะเราหยุดที่ดินแดนไข้เหลืองน้อยกว่า 12 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเหตุการณ์ทำให้เราตกเครื่อง ต้องอยู่ Nairobi airport นานกว่านั้นอาจจะมีปัญหา

นอกจากนี้กฎที่ว่า อยู่ในสนามบินน้อยกว่า 12 ชั่วโมงไม่เป็นไร ก็ไม่ได้ใช้ในทุกประเทศหรือทุกสายการบิน อย่างบางประเทศถือตัวเลข 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงบ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน แม้แต่ประเทศไทยเองเราไม่ได้มีตัวเลขดังกล่าวนะครับ แปลว่า ถ้าผู้โดยสารมีการ transit เปลี่ยนเครื่องในดินแดนไข้เหลืองตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะนานกี่ชั่วโมงก็ตาม ถือว่าเข้าข่ายจำเป็นต้องมีหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองถึงจะอนุญาตให้เข้าประเทศไทยได้ การที่เราออกกฎเช่นนี้ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้เหลืองไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย 

ดังนั้นสำหรับคนที่จะไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้ ถ้าไม่อยากต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง ควรจะเลือกสายการบินที่ไม่ต้อง transit ในทวีปแอฟริกาครับ เช่น Singapore airline, Emirates airline, Qatar airways ฯลฯ

 

3 ทำไมข้อมูลเรื่องไข้เหลืองว่าต้องฉีดหรือไม่ถึงไม่ตรงกัน บางที่บอกว่าต้องฉีด บางที่บอกว่าไม่ต้องก็ได้

ตรงนี้ก็ยุ่งครับ อธิบายให้เข้าใจสั้นๆก็ยากด้วย ลองดูรายชื่อประเทศ ในข้อ 1 ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ “ทางการไทย” ประกาศว่าเป็นดินแดนไข้เหลือง ซึ่งรายชื่อประเทศที่เราประกาศอาจไม่ตรงกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ

ลองดูประเทศแทนซาเนียก็ได้ครับ ทางการไทยถือว่า แทนซาเนียเป็นดินแดนไข้เหลือง แต่ถ้าลองดูแผนที่ในข้อ2 จะเห็นว่าประเทศแทนซาเนียเป็นสีเขียวแก่ แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการติดน้อย (ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ) ทางUS CDC (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา) เจ้าของแผนที่เลยบอกว่า vaccine generally not recommended แต่ทางการไทย รวมทั้งทางการของอีกหลายประเทศในเอเซีย ถือว่าเสี่ยงต้องมีสมุดเล่มเหลืองถ้าเดินทางกลับมาจากประเทศแทนซาเนีย ดังนั้นต้องดูและพิจารณาดูดีๆครับ

ข้อมูลอีกอย่างที่มักจะสับสนและก่อให้เกิดความเข้าใจผิด คือข้อมูลจากทัวร์หรือแม้แต่สถานทูต บอกว่าไม่มีการตรวจสมุดเล่มเหลืองแล้ว ตรงนี้ก็ต้องระวังนะครับ การที่ปลายทางไม่ตรวจสมุดเล่มเหลือง ไม่ได้แปลว่าประเทศเขาไม่มีไข้เหลือง แค่เขายกเลิกการตรวจเท่านั้นเอง เราในฐานะของผู้เดินทางท่องเที่ยว เราก็ต้องรู้เอง ยกตัวอย่างครับ ปัจจุบันคนเดินทางเข้าประเทศเคนยา ไปเที่ยวซาฟารี ตม.เคนยาอาจจะไม่ขอดูสมุดเล่มเหลืองก็ได้ ไม่ได้แปลว่าเคนยาไม่มีไข้เหลือง เพียงแต่เขาไม่ตรวจเท่านั้นเอง แต่ในกรณีนี้จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองครับเพราะถ้าเข้าไปโดยไม่ได้ฉีดวัคซีนไว้ก่อน อาจจะติดโรคและโรครุนแรงถึงเสียชีวิตได้

 

4. ไปเที่ยวบราซิล เฉพาะเมืองที่ไม่มีไข้เหลือง เช่น Rio de Janeiro จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

คำตอบแบบสั้นๆ คือ “ต้องฉีดครับ” แต่แนะนำให้อ่านบทความนี้ครับจะได้เข้าใจมากขึ้น ไปบราซิล เปรูต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

 

5. ถ้าไม่ฉีดวัคซีนไข้เหลือง จะเดินทางไปได้ไหม

ตอบแบบสั้นๆคือ “ไม่ได้ครับ” ถ้าจะเดินทางเข้าประเทศเสี่ยง จำเป็นต้องฉีดวัคซีน และถือสมุดรับรองการฉีดวัคซีนไปด้วยเสมอ เพราะโรคไข้เหลืองเป็นโรคที่อยู่ในการควบคุมของกฎหมายระหว่างประเทศ และแต่ละประเทศหรือแม้แต่สายการบินต่างๆสามารถออกกฏของตัวเองในการควบคุมดูแลเรื่องนี้ ซึ่งมีความเข้มงวดแตกต่างกันไป

  • บางประเทศจำเป็นต้องยื่นสมุดเล่มเหลืองรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองตอนขอทำวีซ่าด้วยซ้ำแปลว่า ถ้าไม่ได้ฉีดไข้เหลือง เขาก็ไม่ออกวีซ่า ก็เข้าประเทศเขาไม่ได้
  • บางสายการบินจะตรวจสมุดเล่มเหลืองก่อนขึ้นเครื่อง ถ้าไม่มีสมุดก็ขึ้นเครื่องไม่ได้
  • บางประเทศจะตรวจที่ตม.ก่อนเข้าประเทศ ถ้าไม่ได้ฉีดไป อาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ อาจถูกส่งกลับ หรือถูกฉีดวัคซีนที่หน้าด่านตม.ก็มี (ซึ่งฉีดไปตอนนั้นก็ป้องกันโรคไม่ได้ เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่ขึ้น ถึงเขาปล่อยให้เข้าไปได้ ก็อันตรายมาก)
  • สมมุติว่าเราผ่านตม.เข้าไปได้ ระหว่างเดินทางกลับหรือเดินทางท่องเที่ยวต่อ ประเทศที่เราเดินทางผ่านอาจจะขอตรวจสมุดเล่มเหลืองได้ หรือ
  • แม้แต่กลับมาถึงประเทศไทยแล้ว ตม.ไทยเราสามารถขอดูสมุดรับรองการฉีดวัคซีนได้ ถ้าไม่ได้ฉีดอาจถูกกักตัว หรือถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศไทยได้

จะเห็นว่า ถ้าเราจำเป็นต้องเดินทางไปยังดินแดนไข้เหลือง ต้องงฉีดวัคซีนและถือสมุดเล่มเหลืองไปครับ ในความเป็นจริง เป็นไปได้ครับ ที่ใครสักคนอาจจะเคยเดินทางไปประเทศที่เป็นดินแดนไข้เหลืองแล้วผ่านด่านทุกๆด่าน ไม่มีใครขอตรวจเลย แต่อย่าลืมครับการผ่านด่านเข้าไปได้ก็เรื่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีหรือควรทำ เพราะแม้ว่าจะเข้าผ่านไปได้ แต่ถ้าเข้าไปทั้งๆที่ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันจะอันตรายมากถ้าติดและเป็นไข้เหลืองขึ้นมา เพราะโรคนี้ไม่มียารักษาและอัตราตายสูงมาก มากกว่า 50% จะเสียชีวิต ดังนั้นจะต้องฉีดวัคซีนก่อนไปพื้นที่เสี่ยงเสมอ

 

6. ฉีดวัคซีนไข้เหลืองแล้วมีความจำเป็นต้องรีบเดินทาง ไม่ถึง 10 วันจะเดินทางได้ไหม

ตอบแบบสั้นๆคือ “ไม่ได้ครับ” เนื่องจากหลังฉีดวัคซีนไข้เหลือง จะมีการออกสมุดรับรองการฉีดวัคซีนให้ และในสมุดจะบันทึกชัดเจนครับว่า วัคซีนจะมีผลเมื่อไร  ซึ่งตามกฎหมายและกฎอนามัยระหว่างประเทศคือ ต้อง 10 วัน ถ้าไปก่อนหน้านั้น สมุดยังไม่มีผลบังคับใช้ ยังไม่ Valid ยังไม่สามารถเดินทางได้ เวลาจะขึ้นเครื่องบิน ผ่านตม.อาจจะมีปัญหาได้

นอกจากนี้ ระยะเวลา 10 วันที่กฎหมายกำหนด ยังเป็นเวลาที่รอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันด้วย แปลว่า ถ้าเราฉีดวัคซีนวันนี้ และเดินทางพรุ่งนี้เลย สมมุติ แม้ว่าจะเดินทางเข้าไปได้ไม่ถูกตรวจ ไม่มีใครขอดูสมุดเลย แต่ร่างกายเรายังไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ดังนั้นจะมีความเสี่ยงสูง ถ้าถูกยุงกัดและบังเอิญเป็นยุงที่มีเชื้อ และเป็นไข้เหลืองขึ้นมา จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะโรคนี้อันตรายและรุนแรงมาก

ดังนั้น ถ้ารู้ว่าจะต้องไปประเทศที่มีไข้เหลือง ต้องรีบมาฉีดวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆดีกว่าครับ 

อ่านเรื่องน่ารู้ต่างๆเกี่ยวกับ วัคซีนไข้เหลือง

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกดีไหม

หลังจากที่วัคซีนไข้เลือดออกได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย และมีบางโรงพยาบาลได้นำวัคซีนมาให้บริการแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าจะฉีดวัคซีนดีไหม ซึ่งเป็นคำถามที่พบบ่อยมาก แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นคำถามที่ง่ายๆ แต่ในความจริงแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากครับ เพราะต้องเข้าใจข้อมูลพื้นฐานในหลายๆเรื่องก่อน แพทย์เราเองต้องให้เวลา อธิบายข้อมูลแก่ผู้มาขอฉีดวัคซีน รวมถึงพ่อแม่ที่พาลูกหลานมาฉีดวัคซีนให้เข้าใจตรงกันก่อน ว่าวัคซีนเป็นอย่างไร ป้องกันโรคได้ดีไหม ป้องกันโรคได้กี่ปี มีผลข้างเคียงเยอะไหม ราคาเท่าไร ต้องฉีดกี่เข็ม กระตุ้นเมื่อไร ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ควรรู้ก่อนที่จะพิจารณาว่า จะฉีดวัคซีนดีไหม

บทความนี้จะค่อนข้างยาวครับ เพราะการที่จะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนนี้เป็นวัคซีนใหม่เพิ่งออกสู่ท้องตลาด ข้อมูลหลายเรื่องยังไม่สมบูรณ์ 

เราลองมาเริ่มด้วยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เลือดออกก่อน 

  1. เมื่อเราพูดถึงไข้เลือดออกในที่นี่เราหมายถึงเฉพาะไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) ซึ่งเป็นไข้เลือดออกที่พบในประเทศไทย และประเทศเขตร้อนอื่นๆ จริงๆคำว่าไข้เลือดออก (Viral Hemorrhagic fever) มีอีกหลายชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้เหลือง โรคอีโบล่า ฯลฯ แต่ในที่นี่ขอให้เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงโรคไข้เลือดออกและวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อเดงกีเท่านั้น นั่นหมายความว่าการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกเดงกี ไม่สามารถป้องกันโรคอีโบลา หรือไข้เหลืองได้ 
  2. เชื้อไวรัสเดงกีนี้มี 4 สายพันธุ์ ตามทฤษฎีเชื่อว่าเมื่อคนใดมีการติดเชื้อเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่คนนั้นอาจติดเชื้อและเป็นโรคจากสายพันธุ์อื่นในภายหลังก็ได้
  3. โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคต่างกันได้มากครับ บางคนเมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัดแล้ว มีการติดเชื้อจริงแต่ไม่มีอาการใดๆเลย บางคนมีไข้เล็กน้อย ไม่ต้องมาหาหมอก็ยังได้ บางคนมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย บางคนมีไข้สูงมาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจมีเลือดออกมาก และมีภาวะช๊อครุนแรง จนบางรายเสียชีวิตได้ ความยากของโรคนี้อยู่ที่ว่า เราจะคาดการณ์ได้ยากว่าเมื่อถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดแล้ว ใครจะเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรง หรือใครอาการจะไม่รุนแรง และอย่างที่ว่าบางติดเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้
  4. ทางการแพทย์เชื่อกันว่า การติดเชื้อไวรัสเดงกีครั้งหลังๆจากเชื้อคนละสายพันธุ์ (Secondary infection) อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ นาย ก. เกิดมาไม่เคยถูกยุงลายที่มีเชื้อโรคกัดเลย แต่บังเอิญเขาถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดวันนี้ สมมุติว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ 1 ถ้าเขาติดเชื้อจะเป็น Primary infection นาย ก. มักจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย และนาย ก. จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์ 1 ไปตลอดชีวิต แต่สมมุติว่านาย ก. ถูกยุงที่มีเชื้อเดงกี สายพันธ์ุ 2 กัด ในอีก 2 ปีข้างหน้า ในกรณีนี้จะเป็นการติดเชื้อครั้งที่ 2 นาย ก. อาจจะมีอาการของไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ 
  5. โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่หายเองได้ แม้ว่าเราจะไม่มียาปฏิชีวนะชนิดใดที่สามารถฆ่าเชื้อไข้เลือดออกได้ก็ตาม ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยอาการจะไม่รุนแรง ในรายที่รุนแรงจำเป็นต้องนอนในโรงพยาบาล แพทย์จะดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด รักษาแบบประคับประคอง ให้น้ำเกลือ ให้เลือด และเกร็ดเลือด ถ้าจำเป็น และแพทย์จะเฝ้าระวัง และรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆของโรคไข้เลือดออก (ถ้ามี) ปัจจุบันถือว่าการรักษาโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยทำได้ดีมาก มีอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกต่ำมาก ประมาณ 0.1% หรือ 1 ใน 1000 หมายความว่าในกลุ่มคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก 1000 คน (ที่มีการรายงาน) จะมีคนป่วยที่อาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตประมาณ 1 คน 
  6. การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการป้องกันยุง อย่าให้ยุงกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

 

ต่อไปก่อนจะพูดเรื่องวัคซีน เรามาลองดูสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยก่อนดีกว่าครับ ว่าในแต่ละปี มีคนไทยเป็นโรคนี้กี่คน และมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

ตารางด้านบน เป็นตารางของสถิติโรคไข้เลือดออกของสำนักโรคติตต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค (www.thaivbd.org) แสดงสถิติย้อนหลังเมื่อสัปดาห์สุดท้ายของปี จะเห็นว่าในแต่ละปีมีคนไทยป่วยเป็นไข้เลือดออก อยู่ระหว่าง 40,000 คนถึง 150,000 คน บางปีที่มีการระบาดมาก เช่นปี 2556 มีคนป่วยไทยถึง 154,369 คน คิดเป็นอัตราป่วยต่อแสน ประมาณ 241/100,000 หรือในคนไทย 1,000 ในปีนั้นป่วยเป็นไข้เลือดออก 2 คน 

 

เรามาว่ากันต่อเรื่องวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกดีกว่าครับ 

  1. วัคซีนที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นวัคซีนที่มีชื่อว่า Dengvaxia® (หรือเรียกทางเทคนิกว่า CYD-TDV) เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดแรกและชนิดเดียวที่ผ่านการศึกษาวิจัย ทั้งในด้านของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก และได้ขึ้นทะเบียนใช้แล้วในหลายประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเม็กซีโก ประเทศบราซิล รวมถึงประเทศไทย
  2. วัคซีนนี้เป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์แล้ว โดยในตัววัคซีนประกอบด้วย เชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ ดังนั้นเมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตามร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นต่อเชื้อเดงกีแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกีสายพันธุ์ที่ 3 และ 4 ได้ดีมาก แต่ร่างกายสร้างภูมิต่อเชื้อเดงกีสายพันธุ์ที่ 1,2 ไม่ดีนัก ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคในเด็กที่มีอายุ 9 ขึ้นไป และในผู้ใหญ่ อยู่ที่ประมาณ 65.6%
  3. วัคซีนนี้ใช้เวลาในการค้นคว้าวิจัยยาวนานมาก เป็นเวลามากกว่า 50 ปี ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้เนื่องจากการทำวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกมีความยากลำบากในทางเทคนิกหลายประการ  และต้องมีการทดสอบภาคสนามและติดตามอาสาสมัครเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีน โดยรวมกว่าจะได้วัคซีนนี้มา มีการวิจัยในอาสาสมัครทดสอบวัคซีนมากกว่า 30,000 คน ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ข้อมูลจากการวิจัยมีการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในวงการ ไม่ว่าจะเป็น New England Journal of Medicine หรือ Lancet  และการวิจัยบางชิ้นมีการติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นเวลาถึง 6 ปี 
  4. ถ้าใครลองไปอ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของวัคซีน จะพบว่ามีรายละเอียดอีกมาก ผลการวิจัยแต่ละชิ้นก็มีการรายงานประสิทธิภาพของวัคซีนแตกต่างกันไป ตามกลุ่มประชากรที่ศึกษา ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงในรายละเอียดครับ ผู้สนใจสามารถอ่านได้จาก reference ด้านล่าง โดยรวมสรุปอย่างนี้ว่า ประสิทธิภาพโดยรวมของวัคซีนมีประมาณ 65% และพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในเด็กโตดีกว่าเด็กเล็ก และวัคซีนจะมีประสิทธิภาพดีกว่าในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อน
  5. วัคซีนนี้ราคาเข็มละประมาณ 3,000 บาท ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยระยะเวลาที่ฉีดคือ 0, 6 เดือน และ 12 เดือน จากการวิจัยในอาสาสมัครพบว่า ผลข้างเคียงที่พบจากการฉีดวัคซีนมีน้อย เท่าๆกับวัคซีนชนิดอื่นๆ และโดยทั่วไปผลข้างเคียงจะไม่รุนแรง เช่นมีไข้ มีอาการเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด ฯลฯ และจากการวิจัยยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง
  6. จากข้อ 2 จะเห็นว่า ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคของวัคซีนนี้อยู่ที่ประมาณ 65% ซึ่งอาจดูไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับวัคซีนอื่นๆ แปลว่า เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปแล้วสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 65% บางคนฉีดวัคซีนแล้วก็ยังเป็นโรคได้ แต่จากการวิจัยพบว่า ในกลุ่มเด็กอายุมากกว่า 9 ปีและผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีน เมื่อถูกยุงกัดและเป็นไข้เลือดออกตามธรรมชาติ วัคซีนสามารถลดการเกิดโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 80%

 

ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยโดยการติดตามอาสาสมัครจำนวนมาก โดยติดตามไปถึง 6 ปี อย่างไรก็ตามยังมีคำถามอีกบางส่วนซึงยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะตอบ

วัคซีนนี้จะป้องกันโรคได้นานเท่าใดและจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นอีกไหม

ตรงนี้ตอบยากครับ เพราะมีปัจจัยต่างๆมากมาย และเรามีการติดเชื้อไข้เลือดออกตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้การศึกษาประสิทธิภาพระยะยาวของวัคซีนทำได้ยากมาก

จากงานวิจัยปัจจุบัน เราฉีดวัคซีน 3 เข็ม และได้ติดตามอาสาสมัครเป็นเวลา 6 ปี โดยที่ไม่ต้องฉีดเข็มกระตุ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านั้น เช่น 10 ปี 15 ปี จะป้องกันได้อยู่หรือไม่ ภูมิคุ้มกันจะตกหรือไม่ และจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหรือไม่ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบครับ คงต้องรอดูผลการใช้วัคซีนต่อไป ซึ่งอาจจะมีมาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางประเทศมีการใช้วัคซีนนี้ในแผนการให้วัคซีนของเขา เช่นประเทศฟิลิปปินส์ที่มีแผนให้เด็กเป็นล้านคน ซึ่งผลการป้องกันโรคในภาพรวมทางสาธารณสุขอาจช่วยตอบคำถามนี้ได้

วัคซีนนี้จะทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงตามมาไหม ถ้าฉีดวัคซีนแล้วถูกยุงกัด

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยบางส่วนกังวลเหมือนกันครับ เพราะการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้เลือดออก และถ้าเกิดการติดเชื้อโดยธรรมชาติตามไปเป็นการติดเชื้อครั้งหลัง (Secondary infection) อาจทำให้โรครุนแรงขึ้น ข้อกังวลนี้เป็นความกังวลตามทฤษฎี

อย่างไรก็ดีผลการศึกษาวัคซีนจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีพบหลักฐานในการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในอาสาสมัครกลุ่มที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีน นอกจากนี้การศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแล้วเกิดการติดเชื้อโดยธรรมชาติ ดูเหมือนมีความรุนแรงของโรคลดลง และมีอัตรานอนรพ.น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนแล้วติดเชื้อตามธรรมชาติ

เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี และคนอายุมากกว่า 45 ปี สามารถใช้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้หรือไม่

องค์การอนามัยโลกและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของไทย แนะนำว่า กลุ่มที่สามารถใช้วัคซีนได้คือ ผู้ที่มีอายุ 9 ปีถึง 45 ปี และอาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาดของโรค 

สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกครับ เพราะประสิทธิภาพไม่ดี และอาจมีผลเสียจากวัคซีนตามมา และสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ณ.ตอนนี้ยังไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนเช่นกันครับ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลมากพอทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน 

ดังนั้นถ้าจะฉีด ขอให้ฉีดในกลุ่มอายุ 9-45 ปีจะเหมาะสมที่สุด ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่ใช้รักษามะเร็ง ผู้ป่วย HIV เป็นต้น และไม่แนะนำในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ถ้าสตรีได้รับการฉีดวัคซีนต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือน หลังได้รับวัคซีน

ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกไหม ฉีดดีไหม คุ้มค่าไหม?

มาถึงคำถามสำคัญแล้ว คงต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ข้อมูลณ.ตอนนี้วัคซีนนี้มีความปลอดภัยสูง ป้องกันโรคได้จริงประมาณ 65% และอาจลดความรุนแรงของโรค และลดการอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ แต่ราคาวัคซีนยังสูงอยู่ เข็มละประมาณ 3,000 บาทต้องฉีด 3 เข็ม การพิจารณาว่าฉีดดีไหม คุ้มไหมคงแล้วแต่แต่ละบุคคลครับ เพราะมุมมองไม่เหมือนกัน อย่างตัวเลข 65 % นาย ก. อาจมองว่าป้องกันโรคได้แค่ 65 % เอง ยังไม่น่าฉีด ข้อมูลยังน้อยและราคายังแพงด้วย รอดูไปก่อนดีกว่า แต่สำหรับบางคน เช่น นาย ข. อาจมองว่าป้องกันโรคได้ 65% ก็ยังดี ช่วยลดความเสี่ยงไปได้ โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกก็น่ากลัว ถูกยุงกัดอยู่บ่อยๆ ไม่อยากจะเป็น และถึงโชคไม่ดีเป็นไข้เลือดออกขึ้นมาตัววัคซีนเองอาจจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ เลยขอฉีดวัคซีนดีกว่า ดังนั้นการจะเลือกรับวัคซีนหรือไม่คงต้องพิจารณาเป็นรายๆไป 

ถ้าอยากฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจะฉีดได้ที่ไหน

ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มมีการนำวัคซีนมาให้บริการแล้ว ราคาอัตราค่าบริการก็แตกต่างกันไป ในส่วนของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ปัจจุบันมีวัคซีนแล้วเช่นกัน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีน หรือสอบถามประเด็นต่างๆที่สงสัยได้ แพทย์จะช่วยให้ข้อมูล คำแนะนำ และประเมินข้อบ่งชี้และข้อห้ามต่างๆ ถ้าผ่านการประเมินและอยากฉีดวัคซีน สามารถฉีดวัคซีนได้เลย (ราคาวัคซีนอยู่ที่เข็มละ 3,000 บาท) สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/นัดหมายเพื่อขอรับวัคซีน ได้ที่นี่

วัคซีนไข้เลือดออกเบิกได้ไหม 

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกยังไม่ได้ถูกบรรจุในแผนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ เนื่องจากราคายังสูง และยังต้องรอการศึกษาความคุ้มค่าในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขก่อน ดังนั้นภาครัฐยังไม่ได้มีการบริการฉีดวัคซีนให้ฟรี ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนจำเป็นต้องจ่ายเงินเองโดยที่ยังเบิกไม่ได้ คล้ายๆกับวัคซีนทางเลือกอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น ฯลฯ

สุดท้ายนี้ไม่ว่าจะพิจารณาฉีดวัคซีนหรือไม่ อย่าลืมการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง จะช่วยลงความเสี่ยงในการเป็นโรคไข้เลือดออกได้ และถ้ามีไข้สูงหรือสงสัยไข้เลือดออกควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเสมอ

References:

  1. สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงวสาธารณสุข. สถิติโรคไข้เลือดออก available at http://www.thaivbd.org
  2. World Health Organization. Dengue vaccine: WHO position paper – July 2016.
  3. Hadinegoro SR, et al. Efficacy and Long-Term Safety of a Dengue Vaccine in Regions of Endemic Disease. N Engl J Med. 2015;373(13):1195-206.
  4. Capeding MR, et al. Clinical efficacy and safety of a novel tetravalent dengue vaccine in healthy children in Asia: a phase 3, randomised, observer-masked, placebo-controlled trial. Lancet. 2014;384(9951):1358-65.
  5. Villar L, et al. Efficacy of a tetravalent dengue vaccine in children in Latin America. N Engl J Med. 2015;372(2):113-23.

จะไปเรียนเมืองนอก ต้องมีเอกสารรับรองวัคซีน แต่สมุดวัคซีนตอนเด็กหาย ทำอย่างไรดี

ปัญหานี้นับเป็นปัญหาที่พบบ่อยอีกอย่างหนึ่งในคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทางของเรา ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะไปเรียนที่ต่างประเทศ ซึ่งสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่จะส่งนักเรียนไปต่างประเทศต้องการให้ผู้ปกครองยื่นเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนให้ โดยเอกสารดังกล่าวมักต้องให้แพทย์กรอกข้อมูล ว่าเคยได้รับวัคซีนอะไรบ้างตอนเด็กๆ ได้รับกี่เข็ม และได้รับเมื่อไร

ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนยังมีสมุดวัคซีนลูกอยู่ ก็มักจะไม่มีปัญหา  แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหาคือ สมุดวัคซีนตอนเด็กๆไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ไม่รู้เก็บไว้ไหน หรือสูญหายระหว่างการย้ายบ้าน หรือตอนน้ำท่วม ฯลฯ ซึ่งเวลาไม่มีสมุดดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่จะลำบากมาก เพราะเวลาเอาเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนไปให้คลินิกหรือโรงพยาบาลให้ช่วยกรอก ก็มักจะถูกปฏิเสธบอกว่า ต้องไปหาสมุดวัคซีนมาก่อน ไม่งั้นกรอกไม่ได้ หรือต้องฉีดใหม่ทั้งหมด ซึ่งนับไปนับมา อาจต้องฉีดเป็นสิบเข็ม ลูกจะต้องเจ็บตัวหลายครั้ง ปัญหาดังกล่าวสร้างความยุ่งยากมาก คุณพ่อคุณแม่บางท่านน่าสงสารมากพาลูกๆไปหลายโรงพยาบาลก็ยังไม่มีที่ไหนออกให้เลย

สมุดสีชมพู ที่จะมีบันทึกการฉีดวัคซีนตอนเด็ก ซึ่งจะมีปัญหาเมื่อทำหาย

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จะทำอย่างไรดี ก่อนอื่นไม่ต้องตกใจจนเกินไปครับ ทุกอย่างมีทางออกเสมอ วันนี้จะเล่าให้ฟังครับว่า ที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง รพ.เวชศาสตร์เขตร้อนของเรา มีข้อแนะนำและมีแนวทางดำเนินการอย่างไร

1. ก่อนอื่นเลยครับ คุณหมอเรามักจะกระตุ้นให้ช่วยคิดครับว่า น้องนักเรียนเกิดและโตที่ไหน คุณพ่อคุณแม่ลองคิดดูอีกสักครั้งครับว่า สมุดน่าจะยังอยู่หรือเปล่า นักเรียนบางรายคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เก็บไว้ แต่ปรากฎว่าคุณตาคุณยายท่านได้เก็บไว้ เพราะตอนเกิดใหม่ๆ ตายายเป็นคนเลี้ยง เป็นคนพาไปฉีดวัคซีน ซึ่งท่านเก็บไว้ให้ บางทีโทรไปถามเราก็ได้สมุดมาแล้ว ลองคิดทบทวนดูอีกสักครั้งครับ ถ้าเราหาสมุดวัคซีนนี้เจอ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก

2. ถ้ายังไงก็หาไม่เจอแน่ หรือแน่ใจว่าหาย อีกที่ที่ควรจะสืบหาประวัติก็คือ โรงพยาบาลที่น้องนักเรียนเกิดและคุณพ่อคุณแม่ได้พาไปฉีดวัคซีน แพทย์ของเรามักจะแนะนำให้ลองติดต่อโรงพยาบาลนั้นๆดูก่อน เพราะในบางครั้งโรงพยาบาลอาจจะเก็บประวัติการฉีดวัคซีนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการติดตามรักษาหรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลนั้นๆสม่ำเสมอ แต่เวชระเบียนของโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะถูกทำลายทิ้งไป ถ้าคนไข้ขาดการติดต่อเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตาม การติดต่อโรงพยาบาลเดิม หรือคลินิกเดิมที่เคยฉีดวัคซีนก็เป็นสิ่งที่น่าจะลองทำดู บางครั้งจะได้ประวัติการฉีดวัคซีนกลับมา

3. ขั้นตอนในข้อ 1-2 น่าจะลองทำดูก่อนครับ แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนหนึ่งที่พาลูกๆมากที่รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน มักจะหาสมุดหรือประวัติไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรครับ คุณหมอเราก็จะมีขั้นตอนอยู่ เริ่มจาก คุณหมอจะถามประวัติทั่วไป เกิดปีพศ.อะไร เกิดที่ไหน จังหวัดอะไร ตอนเด็กๆฉีดวัคซีนครบไหม ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยหมอได้มากครับ เพราะจะช่วยประมาณการได้ว่า น้องน่าจะฉีดวัคซีนอะไรมาแล้วบ้าง คืออย่างนี้ครับ วัคซีนที่เราฉีดให้เด็กไทยในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน เช่น วัคซีนตับอักเสบบี เราเพิ่งมีนโยบายฉีดวัคซีนนี้ให้เด็กไทยทุกคนในปีพศ. 2535 แปลว่าเด็กที่เกิดมาหลังปี 2535 นี้น่าจะได้รับวัคซีนครบแล้ว แต่ถ้าเกิดมาก่อน และพ่อแม่ไม่คุ้นเลยว่าได้พาไปฉีดเพิ่มเติม ก็น่าจะไม่ได้รับ

4. นอกจากนี้คุณหมอจะประเมินจาก ข้อมูลอัตราการรับวัคซีนพื้นฐาน (วัคซีนที่บังคับให้เด็กต้องได้รับ) ของเด็กไทย ซึ่งเด็กไทยโดยทั่วไปที่เกิดในโรงพยาบาล และอยู่ในเมือง ไม่ได้อยู่ในที่ทุรกันดารมาก อัตราการได้รับวัคซีนครบถ้วนสูงมากครับ สูงกว่า 90% แปลว่า เด็กส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนพื้นฐานครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนวัณโรค (BCG)โปลิโอ คอตีบไอกรน บาดทะยัก ครบถ้วน

ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ร่วมกับข้อมูลในข้อ 3 หมอจะพอประมาณได้ว่าน้องนักเรียนรายนี้น่าจะได้วัคซีนอะไรบ้าง และได้ตอนอายุเท่าใด อย่างไรก็ดีวัคซีนบางตัวอัตราได้รับในเข็มที่ 2 จะต่ำ เช่นวัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) เพราะวัคซีนเข็มดังกล่าว เด็กจะได้รับตอนช่วงอายุ 4-6 ปี ซึ่งเด็กโตแล้ว พ่อแม่อาจจะลืมพาไป

ตารางการให้วัคซีนเด็กปี 2559 ซึ่งจะแตกต่างจากวัคซีนเด็กที่เกิดในปี 2530+ เพราะวัคซีนหลายอย่างยังไม่มี

5. หลังจากนั้นคุณหมอ จะพิจารณาจากเอกสารการฉีดวัคซีน ที่คุณพ่อคุณแม่นำมาให้กรอก ซึ่งเอกสารตรงนี้มีความแตกต่างหลากหลายกันไป บางสถาบัน บางประเทศ สนใจเฉพาะวัคซีนบางตัว ซึ่งต้องลงวันเวลาฉีด แต่วัคซีนบางตัว เช่น วัคซีนตับอักเสบ ฺB บางที่ก็ไม่สนใจว่าเคยได้วัคซีนมาเมื่อไร แต่ต้องมีผลเลือดยืนยันว่ามีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว ในกรณีนี้แพทย์จะไม่มุ่งเน้นการซักประวัติมากนัก เพราะต่อให้เคยฉีดแล้ว ก็ยังต้องเจาะเลือดยืนยันด้วย ซึ่งการพิจารณาตรงนี้เป็นดุลพินิจของแพทย์

6. โดยส่วนใหญ่แล้ว ที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เรามักจะไม่ฉีดวัคซีนเริ่มใหม่ทั้งหมด เพราะเสียเวลา เจ็บตัว และยุ่งยากพอสมควร เช่น วัคซีนบาดทะะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP) ตอนเด็กๆต้องได้ 5 เข็ม ถ้าต้องเริ่มใหม่จะยุ่งยากมาก ผลข้างเคียงก็มาก แพทย์มักจะพิจาณาจากประวัติและจะกรอกในเอกสารนั้นให้โดยดูเป็นกรณีไป แพทย์อาจเขียนว่า จากประวัติที่คุณพ่อคุณแม่ให้ และจากสถิติข้อมูลสาธารณสุขของไทยพบว่าเด็กไทยมีอัตราการรับวัคซีนสูงมาก จึงเชื่อได้ว่านักเรียนรายนี้ น่าจะได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ครบแล้วเมื่ออายุ….ปี ตามตารางมาตรฐานการฉีดวัคซีนของเด็กไทย  ซึ่งแทบทั้งหมดไม่มีปัญหากับทางโรงเรียน หรือสถาบันต่างๆครับ เพราะเขาก็ทราบดีว่า ถ้าสมุดหายไปแล้ว ไม่มีใครจะสามารถรับรองได้หรอกครับว่าน้องนักเรียนเคยได้รับวัคซีนมาจริง เมื่อไร (เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน)

7. อย่างไรก็ดี มีบ้างเหมือนกันที่บางสถาบัน strict มาก ถ้าไม่มีประวัติก็ต้องเจาะเลือดยืนยัน ซึ่งตรงนี้่แบบฟอร์มที่นำมาให้หมอกรอกมักจะมีระบุไว้ แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

โดยสรุปปัญหาสมุดวัคซีนหาย เป็นปัญหาที่พบได้เนืองๆครับ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ลองเอาแบบฟอร์มรับรองการฉีดวัคซีนที่ได้รับมาปรึกษาแพทย์ประจำตัว หรือแพทย์โรงพยาบาลที่ใกล้บ้านดูก่อนก็ได้ครับ ว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องฉีดวัคซีนตัวไหนเพิ่มหรือไม่ หรือต้องเจาะเลือดหรือเปล่า อย่างไรก็ตามควรรีบปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆครับ เพราะวัคซีนบางอย่างต้องฉีดหลายเข็ม หรือการเจาะเลือดบางอย่างต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะได้ผล เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะยื่นเอกสารไม่ทัน