ข้อควรรู้ก่อนไป trekking สำหรับมือใหม่ #2 การประเมินร่างกายตัวเองเบื้องต้นก่อนไป Trekking

เมื่อตอนที่แล้ว เราได้พูดกันว่าการไปเที่ยวแบบ Trekking ไม่ใช่การไปเที่ยวแบบสบายๆ อย่างน้อยต้องเดิน และเดินมากด้วย ดังนั้นต้องคิดสักนิดนะครับว่าเราชอบการเดินเที่ยวแบบนั้นจริงๆ  ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรก แนะนำให้ไปอ่านก่อนครับ  (อ่านได้ที่นี่)

วันนี้เราจะมาว่ากันต่อครับ สมมุติว่าเราชอบที่จะเที่ยวแบบ trekking (หรือคิดว่าตัวเองชอบ) แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะเดินไหว เราแข็งแรงมากพอไหม อย่างแรกเลยนะครับ ต้องศึกษาแผนการเดินทางโดยละเอียดครับ ว่า Route ที่เราจะ Trekking นั้นต้องเดินมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวันและต้องเดินขึ้นที่สูงแค่ไหน ประเด็นนี้ดูจะเป็นประเด็นง่ายๆ แต่เชื่อไหมครับว่า มือใหม่ส่วนหนึ่งไม่ได้ศึกษาเลย แค่เห็นวิวสวย พอเพื่อนชวนก็ซื้อทัวร์เตรียมตัวไปแล้ว

ลองดูตัวอย่างนี้ครับ  เมื่อช่วงที่ผ่านมา  มีคนไทยส่วนหนึ่งมาที่คลินิกนักท่องเที่ยวของเรา บอกว่าจะไปเที่ยว trekking ที่ Kashmir Great Lake เหมือนในรูปด้านล่าง แล้วมาขอใบรับรองแพทย์ว่าสุขภาพดี สามารถไปเที่ยวได้

จริงๆกรณีแบบนี้ยากเหมือนกันครับ หมอเราต้องประเมินดีๆว่านักท่องเที่ยวจะไปได้ไหม ซึ่งมีวิธี และขั้นตอนพอสมควร แต่ในที่นี้จะไม่ลงรายละเอียดทางการแพทย์ในที่นี้ครับ เพราะ blog นี้เราจะเน้นให้นักท่องเที่ยวประเมินตนเองในเบื้องต้นก่อนเลยว่า น่าจะไปไหวไหม ถ้าไปไม่ไหวจะได้ไม่ซื้อทัวร์ ไม่งั้นจะเสียเงินฟรี

ตัวอย่างโปรแกรม Trekking Kashmir Great Lakes ที่มีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ 

ขั้นแรกเลยคือ นักท่องเที่ยวควรศึกษาแผนการเดินทางในแต่ละวันให้ดีครับ ถ้าดูในโปรแกรมทัวร์ดีๆ จะเห็นแผนการเดินทางดังนี้ครับ 

Day 1: Reach Shitkadi. Transport will be arranged at 2.30 pm from Sheikh Feroze Tours & Travels, Sathu, Barbara Shah Chowk, near Flourmill, Srinagar. Cost of 5-6 seater cab is around Rs. 2,300 and is shared between trekkers.

Day 2: Shitkadi (7,780 ft) to Nichnai (11,838 ft); 11.6 km, 6.5 hours

Day 3: Nichnai (11,838 ft) to Vishnusar (12,011 ft); 13.5 km, 7 hours

Day 4: Vishnusar (12,011 ft) to Gadsar (12,200 ft) via Gadsar Pass (13,850 ft); 16 km, 7.5 hours

Day 4-8  ………

 

ดูรายละเอียดแล้ว บางคนยังไม่เห็นภาพ หมอเรามักจะแนะนำให้ทำแผนการเดินทางเป็นรูปครับจะได้เข้าใจง่ายขึ้นและเห็นภาพดังนี้ครับ

รูปแสดงแผนการเดินทางในแต่ละวัน

การประเมินว่าจะเดินไหวไหม อย่างน้อยต้องประเมินใน 3 มิติคือ

มิติที่ 1 การเดินทางราบ

ต้องดูว่าเดินไกลแค่ไหน และน่าจะไหวไหม จะเห็นว่า วันที่2 ต้องเดิน 11.6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 6.5 ชั่วโมง คนที่จะไปต้องลองถามตัวเองเลยนะครับว่าปกติชอบเดินหรือไม่ และคิดว่าเดินวันละ 10 กิโลเมตรไหวไหม บางคนแค่เดิน 1-2 กม.ก็เหนื่อย ก็เมื่อยแล้ว ก็จะลำบาก ควรฝึกเดินไกลๆก่อน เพราะการไปในสถานที่จริงต้องเดินเป็น 10 กิโลฯ และไม่ใช่แค่นั้นครับ วันที่ 2 ต้องเดินต่ออีก 13.5 กิโลฯเราจะไหวไหม นั่นคือมิติแรกที่ต้องคิดครับว่าตนเองจะพอเดินไหวไหม

มิติที่ 2 เดินขึ้นที่สูงแค่ไหนในแต่ละวัน 

การเดิน trekking จะต้องมีการเดินขึ้นเขา เป็นทางชัน มากน้อยต่างกันอยู่แล้ว ตรงนี้มือใหม่หลายคนมักจะมองข้ามไป เราต้องเอาตัวเลขความสูงของแต่ละวันมาดูเลยนะครับว่า ในแต่ละวันเราต้องเดินขึ้นสูงแค่ไหน  จากตัวอย่างข้างบน วันที่ 2 เราอยู่ที่ Shitkadi อยู่ที่ 2377 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเราต้องเดินทั้งวัน 11.6 กิโลเมตร แล้วไปนอนพักที่ 3505 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล แปลว่าอะไรครับ แปลว่าเราต้องเดินขึ้นทางสูง 1128 เมตร หรือประมาณ1.1 กม.ทางสูงขึ้นไปข้างบน คิดว่าไหวไหม

ตรงนี้อาจจะเทียบยากครับ บางคนไม่เห็นภาพว่าสูงแค่ไหน ลองนึกตามดูนะครับ ตอนนี้ตึกที่สูงที่สุดในบ้านเราคือตึกมหานคร สูง 314 เมตร รองลงมาเป็นตึกใบหยก 2 สูง 304 เมตร  แปลว่า วันแรกเราต้องเดินขึ้นทางสูงอย่างน้อย 3 ตึกใบหยกต่อกัน คิดว่าจะเดินขึ้นไหวไหมครับ  หลายคนเห็นแบบนี้ก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่า 1000 เมตร ขึ้นทางสูง ถือว่าสูงมากนะครับ แต่ไม่ได้แปลว่าไปไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ขึ้นรวดเดียว เราค่อยๆเดินขึ้นไปเรื่อยๆใช้เวลาทั้งวัน หลายคนก็ไปได้ครับ แต่อยากให้คิดสักนิดหนึ่งและประเมินให้เห็นภาพก่อนว่าเราจะต้องเดินขึ้นสูงประมาณไหน

อีกวิธีหนึ่ง คือเรามักจะเปรียบเทียบกับการเดินขึ้นเขาในเมืองไทย เช่นการขึ้นภูกระดึง เราจะต้องเดินเป็นระยะทาง 5.5 กิโลเมตร จากด้านล่างถึงหลังแป ความสูงที่ต้องเดินขึ้นประมาณ 1000 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับ Kashmir Great lake trekking ในวันที่2 ที่จะเดิน

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งต้องออกแรงเดินขึ้นสูงประมาณ1000 เมตร
Chatanun [CC BY-SA 3.0]

ดังนั้นหมอเรามักจะถามว่าเคยขึ้นภูกระดึงไหม แต่คิดว่าขึ้นภูกระดึงไม่ไหว ก็อย่าเพิ่งไป Kashmir Great Lake เลย เพราะจะลำบากกว่านั้น เพราะแม้ความสูงในการเดินขึ้นจะเท่าๆกัน แต่สำหรับภูกระดึง ขึ้นไปถึงข้างบนแล้ว ส่วนใหญ่ต่อจากนั้นเป็นการเดินทางราบที่ไม่ไกลมาก ไม่มีเดินขึ้นเขาอีก  แต่มาดู Great Lake ครับ วันต่อไปต้องเดินอีก 13 km มีช่วงที่ขึ้นเขาด้วยถึงประมาณ 600 เมตร เราจะเดินไหวไหม ต้องพิจารณาตัวเองดูดีๆครับ  

มิติที่ 3 High altitude illness และ ความเบาบางของออกซิเจน 

ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญครับ ที่ทำให้ใครหลายคนตกม้าตายมาแล้ว โดยเฉพาะนักกีฬาที่แข็งแรงๆ สามารถวิ่งได้เป็นทางไกลๆ อาจคิดว่าเดิน trekking ไม่กี่กม.น่าจะหมูๆ แต่ต้องระวังนิดนะครับว่าเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ออกซิเจนต่ำมาก่อน และแต่ละคนจะปรับตัวกับระดับออกซิเจนที่ต่ำได้ไม่เท่ากัน บางคนแข็งแรงดีแต่มีอาการของ high altitude sickness ที่ความสูงต่ำกว่าก็ได้

ลองกลับมาดูตัวอย่างของเราครับ ในวันที่ 3 เราจะอยู่ที่ 3505 เมตร ซึ่งระดับออกซิเจนตรงนั้นจะมีค่าประมาณแค่ 66% ของระดับน้ำทะเล แปลว่าอะไรครับ ออกซิเจนในบรรยากาศเบาบางลงมากนะครับ คนปกติบางคนอาจเริ่มมีอาการที่ 3500 เมตรอยู่แล้ว จะเดินหรือไม่เดินก็ปวดศีรษะ เหนื่อยบ้าง แล้วลองคิดดูครับ วันนั้นเราจะต้องเดินอีก 10 กม. ไหวไหม บางคนลืมคิดไปบอกว่าสบายมากแต่ต้องเน้นนะครับว่าเดิน 10กม.ในบรรยากาศที่มีออกซิเจนแค่ 66%จากที่เคยได้รับ จะไหวไหม ตรงนี้ยากเหมือนกันครับ เพราะมีรายละเอียดมาก ใครยังไม่เคยอ่านเรื่อง High altitude sickness ของให้ลองไปอ่านข้อมูลต่างๆดูก่อนครับ

บทความนี้อาจจะยาวสักหน่อย แต่ก็สำคัญและอยากให้เห็นภาพว่า การไป trekking ต้องประเมินดีๆครับ อย่างน้อยต้องประเมินใน 3 มิตินี้ จริงๆยังมีรายละเอียดอีกพอสมควร โดยเฉพาะนักเดินทางที่มีโรคประจำตัว หรือมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว หรือเป็นกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์จะไปเที่ยวแบบ trekking ในที่สูงได้หรือไม่ ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังทีหลังครับ

ข้อควรรู้ก่อนไป trekking สำหรับมือใหม่ #1 อย่าไปเพียงเพราะเห็นรีวิวสวย หรือไปเพราะเพื่อนชวน

ปัจจุบันที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เราจะเห็นนักท่องเที่ยวไทยมาขอคำปรึกษาเรื่องการเที่ยวแบบ trekking มากขึ้น ซึ่งคนที่มาหาหมออาจแบ่งง่ายๆได้เป็น 2 กลุ่มครับคือ กลุ่มที่มีประสบการณ์มาบ้าง ไปมาหลายที่ ครั้งนี้อยากไปที่ใหม่ๆ  สถานที่ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นิยมกันไป ที่หนีไม่พ้นคือคือ ที่เนปาล ซึ่งมีหลาย route ให้เลือกไม่ว่าจะเป็น Poon Hill, ABC (Annapurna base camp), EBC (Everest base camp) หรือไป Kilimanjaro ที่ประเทศแทนซาเนีย ฯลฯ

แม้ว่าการเดิน trekking  แบบนี้มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องระวัง เพราะต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ความเสี่ยงในเรื่อง high altitude sickness ฯลฯ ซึ่งเราได้พูดกันมาหลายครั้งแล้วใน blog นี้ แต่จริงๆเวลาหมอเราเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เรามักจะไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไร เพราะมักจะมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง ให้คำปรึกษาไม่มากก็เข้าใจ 

แต่ช่วงหลังๆมีคนอีกกลุ่มหนึ่งครับ คือกลุ่มมือใหม่ที่ไม่เคย trek มาก่อนเลย แต่อยากไปเที่ยวแบบนี้ดูบ้าง เพราะเห็นรีวิวต่างๆใน pantip, facebook, instagram ฯลฯ  บางคนเห็นรูปสวยๆก็อยากไป หรือบางคนมีเพื่อนชวน เห็นรูปสวยๆ ก็ตกลงซื้อตั๋วเครื่องบินเลย ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าไปไหว ซึ่งกลุ่มนี้ต้องระวังเพราะยังไม่เห็นภาพว่าการไป trek จะลำบากหรือเหนื่อยแค่ไหน 

 

Between Manang and Thorung La Pass in Annapurna Circuit  
Photo by Simon English on Unsplash

วันนี้ลองมาดูกันนะครับ ว่ามีประเด็นอะไรที่น่ารู้เกี่ยวกับการเที่ยวแบบนี้บ้าง สำหรับมือใหม่ 

1. การเที่ยวแบบ Trekking  ไม่ใช่การท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย ร่างกายต้องแข็งแรง และต้องพร้อม

การเที่ยวแบบ trekking คือการเที่ยวที่ต้องเดินเท้า ไปในสถานที่ธรรมชาติต่างๆ มักจะเป็นป่าเขา และมักจะอยู่ในที่สูงจากระดับน้ำทะเลพอสมควร ซึ่งการเดินเท้าไปเป็นระยะทางไกล ไปเป็นเวลาหลายๆวัน และต้องแบกของใช้ส่วนตัวติดตัวไปบ้าง แม้ว่าจะมีลูกหาบหรือ porter ช่วย ดังนั้นต้องเตรียมตัวอย่างดี สุขภาพร่างกายโดยทั่วไปต้องแข็งแรง สามารถออกกำลังกาย เดินไกลๆหรือวิ่งได้ไกลๆยิ่งดี คนที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวไม่ควรไป

เรื่องที่พัก อาหารการกินระหว่างทาง หรือห้องน้ำห้องท่าก็ไม่สบายแน่นอน ไม่เหมือนเที่ยวในเมืองหรือนอนโรงแรม นอกจากนี้ต้องทำใจเรื่องการติดต่อกับโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสัญญานมือถือ Internet 3G 4G ซึ่งสถานที่ใน trekking route ส่วนใหญ่จะไม่มี เพราะฉะนั้นต้องคิดถึงประเด็นนี้ไว้บ้างก่อนการเดินทาง 

2. ถามใจตัวเองก่อนว่าชอบการเที่ยวแบบ trekking จริงๆไหม อย่าตัดสินใจเพียงเพราะอยากเห็นวิวสวยๆ หรือมีเพื่อนชวนไป

ประเด็นนี้ก็สำคัญครับ โดยเฉพาะมือใหม่ เพราะหลายๆคนไม่ได้คิดอะไร เห็นรูปสวยหรือเพื่อนชวนก็ตัดสินใจไปเลย ต้องระวังนิดหนึ่งครับ เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าการเที่ยวแบบนี้ไม่สะดวกสบาย ต้องอดทน ถ้าเราไม่ได้ชอบเที่ยวแบบนี้จริงๆ ไปตามเพื่อน เมื่อเวลาเจอความลำบากหรือสถานการณ์จริงๆ ก็จะไม่สนุก เผลอๆเถียงกันเปล่าๆว่าไม่รู้มาทำไม ทำให้ trip หมดสนุกไปเลย คนที่จะเที่ยวแบบ trekking ควรเป็นคนที่ชอบลุย กินง่าย อยู่ง่าย ชื่นชมกับธรรมชาติ 

แต่ถ้าเราเป็นคนที่ชอบเที่ยวแบบสบายๆ ต้องการพักผ่อน ชอบนั่งรถเที่ยว ไม่อยากเดิน ไม่อยากลำบาก อาหารการกิน หรือห้องน้ำห้องท่าต้องดี ก็ไม่เป็นไรครับ คนเราสามารถมี style ในการท่องเที่ยวต่างกัน ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องชอบเที่ยวแบบ backpacking หรือ trekking เหมือนกัน และไม่ใช่ประเด็นว่าการเที่ยวแบบไหนดีกว่ากันด้วย 

เต้นท์ที่พักระหว่างทางขึ้น Kilimanjaro

การเที่ยวธรรมชาติ แบบ trekking ก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราชอบ ถูกจริตกับเรา ในทางกลับกัน ถ้าเราชอบเที่ยวแบบไปกับทัวร์ เที่ยวประเทศเจริญๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ว่าไม่ดี หรือเป็นคนไม่รักธรรมชาติ มันไม่เกี่ยวกัน

การท่องเที่ยวควรจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขให้เรา ถ้าเราเที่ยวแบบไหนแล้วมีความสุขและสนุกกับมัน ก็เลือกแบบนั้นเถอะครับ ไม่ต้องฝืนไปทำหรือเที่ยวในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง 

3. ไม่ควรเลือก route ยากเกินไป ถ้ายังไม่มีประสบการณ์

ช่วงหลังๆที่คลินิกนักท่องเที่ยวเรา เริ่มเจอนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ แต่อยากไปเดินที่ Everest base camp เลยหรือไป Kilimanjaro เลย ซึ่งควรต้องระวังครับ นักท่องเที่ยวมือใหม่พวกนี้มักจะไปเพราะเพื่อนชวน และเพื่อนคนที่ชวนส่วนใหญ่เป็นคนที่มีประสบการณ์มากแล้ว แต่มาชวนคนซึ่งไม่มีประสบการณ์เลย ในกรณีนี้ต้องระวังครับ เพื่อนไปได้ไม่ได้แปลว่าเราจะไปได้ ที่คลินิกนักท่องเที่ยวของเรา มักจะแนะนำว่าให้เริ่มจาก route ง่ายๆก่อนใหม่ เฉพาะน่าจะเคยเดินในประเทศได้ดีก่อน ก่อนที่จะไป trek ที่ต่างประเทศ 

เช่นนักท่องเที่ยวบางคน ไม่มีประสบการณ์ trek หรือแม้แต่เดินป่าในไทยมาก่อนเลย ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะชอบการเดิน และจะแข็งแรงพอที่จะไป trek แต่อยากจะไป EBC เพราะทนเพื่อนชวนไม่ได้ ในกรณีนี้หมอเราอาจะแนะนำให้ลองเดินขึ้นภูกระดึงก่อนไหม ถ้าขึ้นภูกระดึงไม่ไหว ก็อย่าไป EBC เลยมันเสี่ยงเกินไป (EBC route ใช้เวลาประมาณ 14 วัน เดินทั้งหมดประมาณ 130 km) แต่ภูกระดึงเดินน้อยกว่านี้มาก และไม่มีปัญหา high altitude sickness อีกต่างหาก

4. ศึกษาข้อมูลแผนการเดินทางให้ดี ว่าเราต้องเดินมากน้อยแค่ไหน และไปในที่สูงมากแค่ไหน

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายดาย ทุกที่ที่เราจะไป ย่อมมีคนเคยไปมาก่อนเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Poon Hill, ABC, EBC, Kinabalu, Kilimanjaro ฯลฯ ดังนั้นมือใหม่ควรจะหาข้อมูลสำคัญๆในสถานที่ที่จะไป trekking ก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความสูง ฤดูกาลที่ควรไป รวมทั้งรายละเอียดการเดินในแต่ละวันว่าต้องเดินมากน้อยแค่ไหน และไปสูงแค่ไหน มีช่วงไหนที่เป็นหิน หรือต้องเดินผ่านหิมะหรือไม่ ฯลฯ

นอกจากนี้ควรดูรีวิวต่างๆ โดยอย่าดูแต่รูปสวยๆเพียงอย่างเดียว ต้องดูสภาพแวดล้อมในการเดินทางด้วย ว่าต้องเดินขึ้นเขามากแค่ไหน ห้องน้ำห้องท่ามีไหม และเป็นอย่างไร กินอาหารอย่างไร  นอนที่ไหน ฯลฯ ถ้าเราเตรียมตัว และรู้ข้อมูลอย่างดีจะทำให้การเดินทางของเราเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีความสุข

ไว้ตอนหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังครับว่า เราจะประเมินร่างกายตัวเองในเบื้องต้นได้อย่างไรว่าจะเดินทางไป trekking ไหวไหม