การขอใบรับรองแพทย์กรณี COVID19 เพื่อใช้ในการเดินทาง

ช่วงนี้มีเริ่มมีคนถาม และปรึกษาคลินิกนักท่องเที่ยวของเรา เรื่องใบรับรองแพทย์ในกรณี COVID19 มากขึ้นครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เพื่อประกอบการเดินทาง/ขอวีซ่า บางคนมาปรึกษาว่าจะไปจังหวัดนี้ แต่ทางจังหวัดไม่ให้เข้า นอกจากจะมีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่มี COVID19 ก่อนถึงเดินทางได้ จะทำอย่างไรดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและมีรายละเอียดพอสมควรครับ คงมาดูกันทีละประเด็นดังนี้ครับ 

1. ทำไมการเดินทางแค่ข้ามจังหวัด ต้องกลัวโรค COVID19 

อย่างที่เราทราบกัน การเดินทางไปมาหาสู่กันทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดโรค COVID19 แน่นอน  แม้ว่าณ.วันนี้สถานการณ์ของประเทศดีขึ้นมาก มีผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยลง แต่เรายังต้องเฝ้าระวังกันอย่างเข้มงวดครับ  ซึ่งความเสี่ยงของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน บางจังหวัดเช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี หรือภูเก็ต ฯลฯ ยังถือว่ามีความเสี่ยงสูงอยู่ เมื่อเทียบกับบางจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยเป็นเวลานานแล้ว ทำให้มีความกังวลกันว่า ถ้ามีการเดินทางจากจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง ไปยังจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อมานานแล้ว จังหวัดปลายทางย่อมจะกังวลครับว่า จะมีผู้เดินทางเอาโรคเข้ามาแพร่ระบาดหรือไม่ ทำให้มีมาตรการต่างๆออกมา เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

ดังนั้นดีที่สุด อย่างที่กระทรวงสาธารณสุข และหลายภาคส่วนแนะนำครับ คือ ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางที่ใช้เวลานาน หรือมีผู้คนแออัด หรือเดินทางข้ามจังหวัด  

2. ถ้าจำเป็นต้องเดินทาง จะรู้ได้อย่างไรว่าจังหวัดไหนมีมาตรการอะไรบ้าง

ตรงนี้ยากครับ เพราะแต่ละจังหวัด สามารถออกมาตรการของตัวเองได้ แล้วแต่บริบทของจังหวัดนั้นๆ บางจังหวัดไม่ได้มีการปิดกั้นการเดินทาง แต่บางจังหวัดจะมีมาตรการที่เข้มข้น เช่น คนภายนอกห้ามเข้าจังหวัดเลย หรือบางจังหวัดระบุว่า ถ้าจะมาต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน และถึงเข้าได้ และถ้าเข้ามาแล้วยังต้องถูกกักตัวในสถานที่ของทางราชการอีก 14 วัน 

ข้อมูลมาตรการต่างๆเหล่านี้ ต้องหาในแหล่งที่เชื่อถือได้ เป็นทางการ และต้อง update อย่างสม่ำเสมอ แนะนำ website นี้ครับ ของ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย  ในนี้จะมีแผนที่ประเทศไทย ดังรูปด้านล่างครับ

Website ของศบค.มท ที่มี Link ไปยังมาตรการที่เป็นทางการของแต่ละจังหวัด

 

และเมื่อคลิกไปที่จังหวัดใด จะมี Link ไปยัง official website ของจังหวัดนั้นๆ เราก็จะหาข้อมูลได้โดยสะดวก ดังตัวอย่างด้านล่างเป็นข้อมูลของจังหวัดพังงา

ตัวอย่างมาตรการของจังหวัดพังงา http://www.phangnga.go.th/

 

3. เจอข้อมูล/มาตราการของจังหวัดแล้ว จะทำอย่างไรต่อดี

เมื่อเจอข้อมูลแล้ว ขอให้อ่านอย่างละเอียดครับ เพราะในตัวมาตรการจะมีรายละเอียดมาก ดูดีๆนะครับว่า เราต้องขออนุญาต หรือแจ้งทางจังหวัดก่อนไหม ถ้าต้องแจ้ง จะแจ้งทางไหน แจ้งอย่างไร และคิดอีกครั้งครับ ว่าเราจำเป็นต้องไปจริงๆไหม และจะไปกี่วัน สมมุตินะครับ ว่าเราต้องไปทำธุระแค่วัน 2 วัน แต่จังหวัดที่เราจะไปมีมาตรการคือ เมื่อไปถึงแล้ว จะถูกกักตัวในสถานที่ที่ราชการจัดไว้ 14 วัน ก็ไม่น่าไป แต่ถ้าเราจะไปภูมิลำเนา แล้วไปอยู่ยาวเป็นเดือนหรือหลายๆเดือน อย่างนี้ก็ที่จะไป เมื่อเทียบกับคนที่จะไปไม่กี่วัน

อีกประเด็นที่สำคัญ และเรามักจะพลาดกันคือ เราเป็นคนในพื้นที่หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นหรือไม่ เพราะในบางกรณี บางจังหวัด จะไม่อนุญาตให้คนที่ไม่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นเข้าเลย แต่ถ้าเราเป็นคนพื้นเพอยู่ในจังหวัดนั้น แต่มาทำงานกรุงเทพ แล้วอยากกลับจังหวัดบ้านเกิด จังหวัดนั้นๆอาจจะผ่อนปรนให้เข้าได้  อย่าลืมอ่านดูดีๆนะครับว่า เข้าไปแล้วต้องถูกกักตัวหรือไม่

4. ถ้าอ่านดูแล้ว เจอว่า ต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วย ถึงเดินทางได้ ทำอย่างไรดี

ตรงนี้ต้องอ่านดีๆครับ ว่า มาตรการของจังหวัดนั้นต้องการใบรับรองแพทย์ ว่าไม่เป็น COVID 19 ใช่ไหม หรือคือแค่ให้แพทย์รับรองว่าไม่มีอาการของ COVID19 ซึ่ง 2 กรณีนี้ต่างกันครับ กรณีแรก ถ้าต้องการให้แพทย์รับรองว่าไม่เป็นโรค COVID19 แพทย์มักจะต้องทำการตรวจหาเชื้อ COVID19  โดยใช้ไม้เก็บสิ่งส่งตรวจจากจมูกและลำคอ เพื่อส่ง Lab ในกรณีเช่นนี้ ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่สามารถเบิกได้ และต้องใช้เวลา 1-2 วันถึงจะได้ผล  ใบรับรองแพทย์แบบนี้จะมีอายุไม่เกิน 72 ชั่วโมง ข้อดีคือแพทย์จะรับรองได้ด้วยความมั่นใจว่า ไม่เป็น COVID เพราะได้ตรวจเชื้อแล้ว แต่ไม่เจอ  

กรณีที่ 2 บางจังหวัดอาจต้องการใบรับรองแพทย์ว่า ไม่มีอาการของโรค COVID19 ก็พอ กรณีนี้แพทย์จะทำการซักประวัติ วัดไข้ และระบุเพียงว่า ขณะนี้ไม่มีอาการที่เข้าได้กับ COVID19 แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่ติดเชื้อ หรือไม่มีเชื้ออยู่ เนื่องจากไม่ได้ตรวจตัวเชื้อโดยตรง

อย่างไรก็ตามในบางจังหวัด ต่อให้เรามีใบรับรองแพทย์ดังกล่าว อาจจะยังมีมาตรการบังคับให้ผู้เดินทางเข้าจังหวัดต้องกักตัว บางกรณี อาจกักที่บ้านที่พักของตัวเอง หรือบางกรณีอาจถูกกักที่ Local Quarantine ของทางราชการ ฯลฯ ซึ่งต้องดูรายละเอียดดีๆ 

5. จะขอคำปรึกษา หรือขอใบรับรองแพทย์ COVID19 ได้ที่ไหน

ถ้าต้องการใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่เป็น COVID19 แนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่สามารถตรวจทางห้องปฏิบัติการได้เองจะดี และสะดวกกว่าครับ อย่างไรก็ตาม การขอตรวจ COVID19 ในกรณีเช่นนี้ไม่สามารถเบิกได้ เพราะไม่เข้าเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ผู้เดินทางจำเป็นต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งค่าตรวจก็จะแตกต่างกันไปขึ้นกับว่าไปตรวจที่โรงพยาบาลไหน

สำหรับที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน แพทย์จะทำการซักประวัติ ถามรายละเอียดแผนการเดินทาง  และช่วยให้คำปรึกษาครับ ว่าการเดินทางนั้นๆ ต้องเตรียมตัวอย่างไร และจำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์หรือไม่ ถ้าใช้ ใช้แบบไหน และต้องตรวจเชื้อ COVID19 หรือไม่ (ค่าตรวจหาเชื้อ COVID19 ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3500 บาท ซึ่งรวมค่า Lab ค่าบริการ ฯลฯ ทุกอย่างแล้ว) อ่านขั้นตอนและรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่

คำแนะนำอื่นๆที่สำคัญ

  • นอกจากมาตรการของจังหวัดปลายทางแล้ว ผู้เดินทางต้องหาข้อมูลของจังหวัดอื่นๆที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านด้วยว่า มีมาตรการอะไรหรือไม่ และจะยอมให้เดินทางผ่านไปจังหวัดอื่นหรือไม่ หรือต้องแสดงเอกสารอะไรบ้าง
  • การมีใบรับรองแพทย์ ไม่ใช่หนังสือผ่านทาง ไม่สามารถจะยืนยันได้ว่าจะผ่านทุกด่าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าพนักงานหน้าด่านเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการศึกษาข้อกำหนดต่างๆเป็นอย่างดี ใช้ใบรับรองแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ถูกต้อง และจะได้รับความสะดวกมากกว่าเวลาเดินทาง 
  • การตรวจหาเชื้อ COVID19 ก่อนการเดินทาง แล้วผลเป็นลบ สามารถยืนยันได้ว่า ขณะที่ตรวจไม่มีเชื้อ อย่างไรก็ตามถ้ามีการเดินทางมาจากจังหวัดที่มีความเสี่ยง แนะนำให้ต้องสังเกตุอาการ 14 วัน ก่อนจะแน่ใจจริงๆว่าไม่ได้ติดเชื้อจากจังหวัดต้นทาง 
  • ระหว่างเดินทาง ความสวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ล้างมือบ่อยๆเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 
  • ถ้าเดินทางโดยเครื่องบิน ให้ศึกษาข้อกำหนด หรือมาตรการในการเดินทางๆนั้นๆเสมอ ซึ่งตรงนี้จะมีรายละเอียดมาก ขึ้นอยู่กับสายการบิน และมาตรการของท่าอากาศยานแต่ละพื้นที่  ตาม website ด้านล่าง

Website ของสำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย https://www.caat.or.th/th/

ระหว่างเฝ้าสังเกตุอาการ 14 วัน เกิดมีไข้ขึ้น ทำอย่างไรดี

ช่วงนี้มีคนไทยที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และอยู่ในช่วงเฝ้าดูอาการ 14 วัน แล้วเกิดมีไข้ขึ้น มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลต่างๆมากขึ้น ส่วนใหญ่จะกังวลมากว่าตัวเองจะเป็น COVID 19 หรือเปล่า จะทำอย่างไรดี ต้อง admit ไหม คนที่บ้านที่อยู่ด้วยกันจะติดไหม และต้องทำอย่างไรดี 

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องนี้กัน ลองสมมุติสถานการณ์ตามนี้ครับ

ถ้าคุณเพิ่งเที่ยวกลับจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 3 วันก่อน แล้วระหว่างพักอยู่บ้านเกิดอาการไอ และรู้สึกมีไข้ขึ้น จะทำอย่างไรดี 

มีคำแนะนำอย่างนี้ครับ 

1. อย่าเพิ่งตกใจมากเกินไปครับ ตั้งสติให้ดี

การมีไข้ขึ้นไม่ได้แปลว่าเราจะเป็น COVID 19 เสมอไปครับ อาจเป็นโรคอื่นก็ได้ และถึงเป็น COVID 19 จริงเราอาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ได้  เพราะส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อนี้อาการจะไม่มาก มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง 

2.ประเมินอาการตนเองเบื้องต้น

อย่างแรกลองวัดไข้ดูครับ ถ้าวัดไข้ได้ ≥37.5 ถือว่ามีไข้จริง และถ้าวัดได้น้อยกว่านั้นก็ให้จดและจำไว้ หลังจากนั้นดูอาการตนเองว่ามีอาการของระบบทางเดินหายใจหรือไม่ เช่นมีอาการไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หรือเหนื่อยหอบไหม  ถ้ามีการอาการดังกล่าวถือว่าสำคัญ น่าจะเข้าข่ายผู้ป่วยต้องสอบสวนโรค หรือทางภาษาหมอ เรียกว่า  PUI (Patient under investigation) จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลครับ 

ตรงนี้ก็ยังไม่ต้องตกอกตกใจมากเกินไปครับ การมีไข้ มีอาการของระบบทางเดินหายใจหลังไปเที่ยวกลับมาไม่ได้แปลว่าเราจะเป็น COVID19 เสมอไป อาจะเป็นหวัดธรรมดา หรือไข้หวัดใหญ่ก็ได้ แต่ที่ต้องไปโรงพยาบาล เพราะเราตรวจให้รู้ว่าเป็นอะไรแน่จะได้รักษา เฝ้าระวัง และควบคุมการระบาดได้ 

3. เตรียมตัวเดินทางไปโรงพยาบาล 

ก่อนจะไปโรงพยาบาล อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เตรียมของใช้ส่วนตัวไปด้วยก็ดีครับเผื่อจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล การเดินทางถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการใช้การขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ควรไปรถแท๊กซี่ หรือรถส่วนตัว และควรเปิดกระจกรถลง 

4. เมื่อไปถึง ให้สังเกตุป้ายจุดตรวจ/คัดกรองเฉพาะของโรงพยาบาล

ตรงนี้ก็สำคัญครับ  ปัจจุบันแทบทุกโรงพยาบาล จะมีการแยกพื้นที่เฉพาะเพื่อตรวจผู้ป่วยต้องสงสัย COVID 19 เพื่อไม่ให้ปะปนกับคนไข้ทั่วไป เมื่อไปถึงแล้วให้ไปที่จุดดังกล่าว แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเป็นผู้ที่เพิ่งกลับจากประเทศเสี่ยง และมีอาการไม่สบายจะมาตรวจ หลังจากนั้นให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของโรงพยาบาลนั้นๆครับ

ตัวอย่างจุดคัดกรองโรค COVID 19

ขั้นตอนการดูแลผู้ป่วย PUI ที่โรงพยาบาล

ขั้นตอนตรงนี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงพยาบาล ในที่นี้จะขอเล่าขั้นตอนที่รพ.เวชศาสตร์เขตร้อนให้ฟังครับ แต่เชื่อว่าในทุกโรงพยาบาลน่าจะมีขั้นตอนคล้ายๆกัน จะแตกต่างบ้างตามบริบทของแต่ละโรงพยาบาล และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

  • แพทย์และพยาบาลจะทำการคัดกรองเบื้องต้นว่า เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยที่ต้องสอบสวนโรคหรือไม่ (PUI) ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ แพทย์จะทำการตรวจรักษาตามปกติ และถ้ากลับบ้านได้ จะให้คำแนะนำต่อให้ไปเฝ้าสังเกตุอาการที่บ้านต่อ จนครบ 14 วัน 
  • ถ้าเข้าเกณฑ์ PUI ผู้ป่วยจะถูกแยกขึ้นลิฟท์เฉพาะ เพื่อนำไปที่ห้องความดันเป็นลบ (Negative pressure room) เพื่อเก็บสิ่งส่งตรวจ 
  • ในห้องความดันลบ แพทย์/พยาบาลจะใส่ชุดป้องกันเต็มที่ เพื่อตรวจร่างกาย และแพทย์จะใช้ไม่พันสำลี 2 ไม้ ใส่เข้าไปในจมูก และในคอ เพื่อเก็บสิ่งส่งตรวจ คือสารคัดหลั่งบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้จะมีการเอ๊กซเรย์ปอดเพื่อดูว่ามีภาวะปอดอักเสบหรือไม่
  • หลังจากนั้นผู้ป่วยจะต้องพักสังเกตุอาการ และรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในห้องแยกโรค ซึ่งเป็นห้องพิเศษเดี่ยวของโรงพยาบาล ในฐานะคนไข้ใน (admit) จนกว่าผล lab จะออก ซึ่งการส่ง Lab นี้เป็นขั้นตอนทางราชการ โดยจะส่งไปที่ห้องปฏิบัติการอ้างอิง โดยมีรหัสเฉพาะ  ซึ่งการตรวจ lab COVID19 นี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น (ถ้าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ต้องสอบสวนโรคของกระทรวงสาธารณสุข) 
  • ระหว่างที่พักอยู่ในห้องแยกโรค จะได้รับการดูแลเหมือนคนไข้ในครับ แต่ห้ามเยี่ยม เนื่องจากต้องป้องกันการติดเชื้อ 
  • ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะได้ผลภายในเวลา 12ชั่วโมง หรืออาจเร็วกว่านั้น ถ้าบังเอิญคนไข้มาโรงพยาบาลและสามารถเก็บสิ่งส่งตรวจ ตรงรอบการทำ lab พอดี  ในทางกลับกันผล lab อาจจะได้ช้ากว่านั้น ถ้ามีคนไข้เป็นจำนวนมาก 
  • สามารถกลับบ้านได้ ถ้าผล lab COVID 19 เป็นลบ และแพทย์อนุญาตให้กลับ  ส่วนใหญ่จะกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังนอนรพ.
  • ถ้าผล Lab COVID19 เป็นบวก จะต้องอยู๋รักษาที่โรงพยาบาลจนกว่าผลการตรวจจะเป็นลบ 2 ครั้ง ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิด รวมถึงคนในครอบครัว จะเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวัง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้การดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

หมายเหตุ

  1. กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนการตรวจ lab COVID19  ส่วนค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ สามารถเบิกได้ตามสิทธิการรักษาของแต่ละคน
  2. ถ้าผู้ป่วยไม่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) แพทย์จะไม่ส่งตรวจ COVID19 ให้ ถ้าผู้ป่วยยืนยันจะขอตรวจ จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ และในกรณีนี้ต้องจ่ายเงินค่าตรวจเองครับ 
  3. แม้แพทย์ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ COVID 19 ยังต้องเฝ้าระวังตัวเองต่อจนครบ 14 วัน ตามคำแนะนำด้านล่างครับ และถ้ามีไข้ใหม่ จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการสอบสวนโรคเหมือนเดิม