ยาพกพาเพื่อรักษามาลาเรียสำหรับนักท่องเที่ยว (Standby drug for malaria)

ยาพกพาเพื่อรักษามาลาเรีย (Standby drug หรือ Standby Emergency Treatment for malaria) เป็นยาเพื่อใช้รักษามาลาเรีย ไม่ใช่เพื่อป้องกันมาลาเรีย โดยปกติแล้วแพทย์อาจสั่งยานี้ให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเพื่อให้พกติดตัวไว้ เผื่อไว้ใช้ในยามจำเป็น มีหลายประเด็นควรรู้ครับก่อนที่จะพกยามาลาเรียนี้

1. ยามาลาเรียแบบพกพานี้ จะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ไปเที่ยวในดงมาลาเรีย และเป็นที่กันดาร ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นวันๆหรือหลายๆวันกว่าจะถึงโรงพยาบาล เพราะขณะเดินทางเกิดมีไข้และเป็นมาลาเรียขึ้นมาจริงๆกว่าจะนำตัวส่งโรงพยาบาลต้องใช้เวลาหลายวัน อาการของโรคอาจจะรุนแรงหรือทำให้เสียชีวิตได้ก่อน ดังนั้นในภาวะฉุกเฉินเช่นนั้น ถ้าสงสัยว่าเป็นมาลาเรียและไม่สามารถหาหมอได้ทันและเรามียาพกพาอยู่ ก็สามารถกินได้เลยครับ จะเป็นยาช่วยชีวิตเลยทีเดียว และที่ต้องย้ำคือ แม้จะกินยารักษาไปแล้ว ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันครับว่าเป็นมาลาเรียจริงหรือเปล่า เพราะการมีไข้ระหว่างการเดินทางอาจเกิดจากโรคอื่นก็ได้ ต้องไปตรวจเสมอและต้องบอกหมอว่ากินยามาลาเรียไปแล้ว

2. จะเห็นว่ายานี้จะเหมาะกับคนบางกลุ่มและบางพื้นที่เท่านั้น การท่องเที่ยวในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องพกยารักษามาลาเรียครับ เพราะระบบสาธารณสุขของเราดี สามารถหาโรงพยาบาลเพื่อรักษาได้ไม่ยาก และในพื้นที่กันดารก็ยังมีศูนย์มาลาเรียกระจายอยู่ทำให้เข้าถึงการตรวจและรักษาง่ายครับ

3. การพกยานี้อาจจะจำเป็นในบางประเทศที่โอกาสเสี่ยงในการติดมาลาเรียไม่สูงมากนัก เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ฯลฯ และเราเข้าไปเที่ยวในที่กันดารมากๆ แต่ถ้าเราไปเที่ยวที่สถานที่ท่องเที่ยวทั่วๆไปที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันก็ไม่จำเป็นครับ เช่น ไปนครวัด ไปหลวงพระบาง ฯลฯ เพราะโอกาสติดมาลาเรียน้อยมากๆและในสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นมีโรงพยาบาลซึ่งสามารถดูแลรักษามาลาเรียได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพกยาไปก็ได้

4. แต่การไปเที่ยวในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่น ไปแอฟริกา การกินยาเพื่อป้องกันมาลาเรียอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาครับ

การกินยารักษามาลาเรียด้วยตัวเอง ควรพิจารณากินเมื่อ

เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดมาลาเรียมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป มีอาการไข้ ซึ่งมักเป็นไข้สูงหนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ไม่สามารถพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาได้ภายใน 12-24 ชั่วโมง กินยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น แม้ว่าจะกินยาแล้ว หรือแม้ว่าอาการดีขึ้นแล้ว ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดยืนยันเสมอ

สูตรยาพกพาเพื่อรักษามาลาเรียที่ใช้ได้คือ

1 Malarone หรือชื่อที่จดทะเบียนในประเทศไทยคือ Malanil กินวันละ 4 เม็ด ติดต่อกัน 3 วัน

2 Artesunate plus mefloquine

SBET regimen in Thailand and Southeast Asia

Things to know about malaria map

ความเสี่ยงในการติดมาลาเรีย (2)

โอกาสที่ใครสักคนจะติดเชื้อมาลาเรียจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นเท่าไร คำถามนี้คงต้องอาศัยหลักฐานจากงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นมาช่วยกันตอบครับ ถ้าจะตอบแบบง่ายที่สุด แบบที่ผมชอบใช้ในการให้คำปรึกษาโดยเฉพาะในนักท่องเที่ยวต่างชาติคือ โอกาสติดน้อยมาก อยู่ในระดับประมาณ 1:10,000 คือมาเที่ยว 10,000 คน ติดมาลาเรียแค่ 1 คน ตามหลักฐานดังนี้

1 มีงานวิจัยจากประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ในวารสาร Trans R Soc Trop Med Hyg ในปี 1966 ศึกษาในนักท่องเที่ยวอังกฤษพบว่า โอกาสติดมาลาเรียในประเทศไทยเท่ากับ 1:12,254

2 มีรายงานในปี 2005 ตีพิมพ์ในวารสาร Emerging Infectious Diseases ประมาณว่าโอกาสติดมาลาเรียในประเทศไทยเท่ากับ 1:50,000

3. ตัวเลขจากโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ซึ่งเป็นศูนย์การรักษาโรคมาลาเรีย พบว่าในช่วงเวลา 6 ปี (ปี 2000-2005) พบนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ป่วยเป็นมาลาเรีย 21 ราย แต่มีแค่ 3 รายเท่านั้นที่ติดมาลาเรียจากในประเทศไทย ที่เหลือติดมาจากประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศพม่า ลาว อินเดีย

4. มีตัวเลขจาก GeoSentinel Surveillance Network ซึ่งเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังโรคในนักท่องเที่ยว ซึ่งมีสถาบันการศึกษากว่า 40 แห่งทั่วโลกเป็นสมาชิก พบว่าในปี 1996-2008 พบว่ามีรายงานนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อมาลาเรียจากประเทศไทย เพียง 15 คน

ถ้าหันมาดูคนไทยบ้าง จากตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าในแต่ละปีจะมีคนไทยติดเชื้อมาลาเรียปีละ 20,000-40,000 คน แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนไทยที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในดงมาลาเรีย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวเป็นครั้งคราว เราไม่ทราบจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ติดเชื้อมาลาเรียจากการเที่ยวจริงๆว่ามีเท่าไรแน่ในแต่ละปี แต่ประมาณว่าน่าจะน้อย อาจจะเป็นระดับหลักสิบหรือร้อย ต่อให้แย่ที่สุดคงไม่น่าถึงระดับพันคนต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบจำนวนนี้กับคนไทยที่เข้าไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติกว่า 8-9 ล้านคนต่อปี จะพบว่ามีโอกาสเสี่ยงน้อยมาก อาจเป็นระดับ 1:1,000-1:10,000

อย่าลืมว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นผลจากการคำนวนในภาพรวม ซึ่งไม่ได้บ่งถึงความเสี่ยงในแต่ละบุคคล เพราะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมากดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เมื่อเห็นตัวเลขในภาพรวมคงพอบอกได้คร่าวๆนะครับว่าโอกาสติดเชื้อมาลาเรียจากการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีน้อยมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่แนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรียครับ แต่ถ้ามีการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง แนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาเป็นรายๆไปครับ เพราะหลายๆกรณีการกินยาป้องกันมาลาเรียเป็นทางเลือกที่ดี

เอกสารอ้างอิง

1. Hill DR, . . . → Read More: ความเสี่ยงในการติดมาลาเรีย (2)

Risk to get malaria in Thailand

สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุข และทางเขตร้อน ไม่แนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรียในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยก็เพราะว่าความเสี่ยงที่จะติดมาลาเรียมีน้อยมาก ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยต่อว่าที่ว่ามันน้อยมากนะ มันน้อยแค่ไหน และวัดกันได้อย่างไร เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ

แต่ก่อนอื่น มีบางประเด็นที่อยากจะให้ทำความเข้าใจก่อนครับ

1. ความเสี่ยงในการติดเชื้อมาลาเรียของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย คือ

– สถานที่ที่จะไป ความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันครับ ขึ้นอยู่กับความชุกของโรคและความหนาแน่นของยุงบริเวณดังกล่าว แต่ถ้าคิดง่ายๆ ถ้าเราไปเที่ยวในบริเวณที่คนไปเที่ยวกันมากๆ หรือเจริญเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แล้ว โอกาสติดน้อยครับ ถ้าเราไปเที่ยวที่ยังเป็นป่าลึก ที่ยังไม่มีใครเคยไปสำรวจ โอกาสติดก็จะมากกว่าครับ

– ฤดูกาลที่ไป ถ้าเราไปเที่ยวในฤดูฝน โอกาสติดมาลาเรียจะสูงกว่าการไปเที่ยวในฤดูร้อน หรือฤดูหนาวครับ เนื่องจากยุงเจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน

– ระยะเวลาที่ไป อันนี้ตรงไปตรงมาครับ ถ้าเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดมาลาเรียนาน โอกาสจะติดมาลาเรียก็ย่อมน้อยกว่าผู้ที่เข้าไปในระยะเวลาสั้น

– กิจกรรมที่ทำเวลาท่องเที่ยว เนื่องจากยุงก้นปล่องที่นำเชื้อมาลาเรีย มักออกหากินเวลากลางคืน โดยเฉพาะเวลาพลบค่ำหรือย่ำรุ่ง ดังนั้นนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางที่มีกิจกรรมในเวลาดังกล่าว เช่นมีการเล่นแค้มป์ไฟ ส่องสัตว์ เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ย่อมมีโอกาสถูกยุงกัดและมีโอกาสเป็นมาลาเรียได้มาก ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ยากันยุงครับ

– การป้องกันไม่ให้ยุงกัด เป็นสิ่งที่ต้องแนะนำกันทุกครั้งครับ เพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองคิดดูนะครับถ้าเราป้องกันไม่ให้ยุงกัดได้ เราก็จะป้องกันมาลาเรียได้นั่นเอง แต่อาจจะมีคำถามกลับมาว่า ใครจะป้องกันยุงได้ 100 % โอเค ครับมันอาจจะป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่รับรองได้ว่าถ้าไปเที่ยวด้วยกันแล้วคนกลุ่มหนึ่งนอนกางมุ้ง และใช้ยากันยุงตลอด โอกาสติดมาลาเรียจะน้อยกว่าคนที่ไม่ใช้ยากันยุงเลย และนอนตากยุงครับ

– ปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น อายุ เพศ สารเคมีและภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฯลฯ เชื่อว่าอาจจะมีผลบ้างต่อการติดเชื้อมาลาเรีย แต่เชื่อว่ามีผลน้อยมากครับเมื่อเทียบกับในข้อต้นๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่องของภูมิคุ้มกัน คนที่จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคมาลาเรียได้ต้องอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียสูง และต้องเคยเป็นมาลาเรียมาหลายครั้งมาก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเฉพาะในแอฟริกา เราต้องถือว่าคนไทยเราโดยทั่วไปไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคมาลาเรียครับ

2. การจะบอกอัตราเสี่ยง (Risk) ว่าในการติดเชื้อมาลาเรียในการเดินทางท่องเที่ยวในที่ใดที่หนึ่ง อย่างน้อยที่สุดเราต้องรู้ตัวเลข 2 ตัวคือ 1. จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ . . . → Read More: Risk to get malaria in Thailand