ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

นักเรียน นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษหรืออเมริกา มักจะถูกบังคับให้ตรวจ Tuberculin skin test ก่อนไปเรียน ซึ่งการตรวจนี้ยุ่งยากและสร้างปัญหาให้กับนักเรียนไทยไม่น้อย เพราะคนไทยถ้าตรวจไปแล้วผลมักจะบวก ทำให้ยุ่งยากในการแปลผล และอาจถูกเหมาว่าเป็นวัณโรคแฝง Latent TB ดังนั้นก่อนที่จะตรวจขอให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดีครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

ถ้าใครไม่อยากอ่านโดยละเอียด หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไรครับ ข้ามไปก็ได้ เพราะจริงๆมันเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยากในเวลาอันสั้น แต่จะขอแนะนำหลักบางประการที่ควรพิจารณาก่อนตรวจ Tuberculin skin test ดังนี้ครับ

1. คำแนะนำแรกเลยครับคือ ถ้าไม่จำเป็นหรือเขาไม่ได้บังคับ ก็ไม่ควรตรวจครับ ให้ศึกษากฎระเบียบของสถาบันให้ชัด โดยปกติแล้วทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เมืองนอกมักจะมีแบบฟอร์มมาให้นักเรียน/นักศึกษาอ่านเกี่ยวกับการคัดกรองวัณโรค อ่านดูดีๆนะครับว่า ในกรณีของเราจำเป็นต้องทำหรือไม่ เช่น ถ้าบอกว่า Tuberculin skin test is required for all students from country list in appendix 1. ในประโยคนี้ก็จะเห็นว่าจำเป็นต้องทำในนักเรียนทุกคนที่มาจากประเทศใน Appendix 1 ก็ลองไปดูนะครับว่ามีชื่อประเทศไทยหรือไม่

2. แต่ในบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย หรือในบางรัฐ ไม่ได้บังคับให้ทำ โดยคำว่า Tuberculin skin test หรือ Mantoux test ไปอยู่ในหมวด Optional หรือ Recommended แปลว่าไม่ได้บังคับ ก็ไม่ต้องทำครับ หรือบางครั้งเขาอาจจะให้เลือกว่าจะคัดกรองวัณโรคด้วยไหน เช่น ให้ทำ TB skin test ก็ได้ หรือจะ X-ray ปอดแทนก็ได้ ในกรณีนี้ควรจะเลือกวิธี X-ray ดีกว่าครับ

3. ถ้าสมมุติอ่านดูแล้ว พบว่าจำเป็นต้องทำ ต้องดูดีๆอีกนะครับว่า ต้องทำตอนไหน และใครสามารถทำได้บ้าง เช่นลองดูข้อความข้างล่างที่ผมได้จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เห็นไหมครับ . . . → Read More: ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร

ในปัจจุบันมีคนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวเปรูมากขึ้น แม้ว่าเปรูจะอยู่ห่างจากประเทศไทยมาก ต้องนั่งเครื่องบินหลายต่อกว่าจะถึง แต่หลายคนก็ยังพร้อมที่จะไป เพราะเปรูเองมีเสน่ห์ดึงดูดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาชูปิชู (Machu Picchu) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก เป็นสิ่งก่อสร้างหรือจะเรียกว่าเป็นเมืองขนาดย่อมๆของชาวอินคาก็ไม่ผิด มาชูปิชูนี้ถูกสร้างบนเทือกเขาสูง ในสมัยที่ยังมนุษย์ยังไม่มีวิวัฒนการในการก่อสร้างมากนัก แต่ชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้ ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจว่าชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งมักจะเป็นข้อสงสัยและกังวลสำหรับผู้ที่อยากไปเที่ยวเปรูคือ จะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อป้องกันภาวะไม่สบายในที่สูง (High Altitude Sickness) ก่อนจะมาตอบปัญหานี้ เราลองมาศึกษาภูมิประเทศของเปรูกันสักเล็กน้อยครับ

จากแผนที่ข้างบนจะเห็นว่า เมืองลิม่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเปรูอยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นจะมีระดับความสูงเท่ากับระดับน้ำทะเล และถัดเข้ามาจะเป็นเทือกเขาแอนดีส ซึ่งมีความสูงมาก ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น มาชูปิชู (Machu Picchu) เมืองคุซโก รวมถึงเมืองพูโน และทะเลสาบ Titicaca จะอยู่ในโซนเทือกเขาซึ่งมีความสูงกว่า 2,000-5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งต้องระวัง High altitude sickness ส่วนถ้าใครจะไปเที่ยวป่าอเมซอนก็มักจะนั่งเครื่องบินไปเมือง Iquitos ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ แต่ต้องมีการเตรียมตัวป้องกันโรคมาลาเรีย โรคไข้เหลือง ฯลฯ แทน อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไปบราซิล เปรู ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

การเดินทางไปเมืองคุซโกและการป้องกัน High altitude sickness

นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวมาชูปิชูจะต้องเริ่มต้นการเดินทางที่ เมืองคุซโก (Cusco) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของชาวอินคา อยู่ห่างจากเมืองลิม่าประมาณ 1,200 กิโลเมตร ถ้าเดินทางโดยรถบัส จะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเดินทางไต่ไปตามเทือกเขา ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เวลาบินจากเมืองลิม่า (ระดับน้ำทะเล) ไปถึงคุซโก (3,400 เมตร) เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นว่าในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เรามาอยู่ในที่สูงกว่า 11,000 ฟุต ร่างกายแทบจะไม่มีเวลาปรับตัว ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการของ Acute mountain sickness ในช่วงประมาณ 2-10 ชม.หลังมาถึงคุซโก แต่อาการและความรุนแรงของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนแทบจะไม่มีอาการใดเลยก็ได้ แต่บางคนจะมีอาการรุนแรงมาก ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการตัวเองรวมถึงเพื่อนร่วมเดินทางให้ดีครับ ถ้าอาการไม่มาก อาจจะแค่พัก กินยา paracetamol . . . → Read More: เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร

Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน

บทความนี้จะขอกล่าวในรายละเอียดของภาวะ Altitude sickness สักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจในในการป้องกัน และการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการของโรคขึ้น ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ (Altitude sickness #1 โรคที่ควรระวังในการเที่ยวที่สูง) ขอแนะนำให้กลับไปอ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น

 

อาการของ High Altitude Sickness

จริงๆแล้ว High altitude sickness เป็นการกล่าวถึงกลุ่มโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อย ซึ่งประกอบด้วย 3 โรคหลักๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์และมีความต่อเนื่องกันอยู่ในบางส่วนครับ คือ

1 Acute Mountain Sickness (AMS) ยังไม่มีชื่อภาษาไทยครับ เป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก เกิดเมื่อมีการเดินทางขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปต้องมากกว่า 2500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการเด่นของภาวะนี้ อาการอื่นๆที่พบได้บ่อยคือ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง ที่พบบ่อยคือเกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงมาก และร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เองภายใน 1-2 วัน

2 High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์ และเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที

3 High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ HACE ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น ต้องรีบพบแพทย์และเดินทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าทันที

อนึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปพื้นที่สูงโดยทั่วๆไป เช่นไปเมืองลาซา คุซโก โบลิเวีย ทิเบต ส่วนใหญ่ . . . → Read More: Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน

Altitude Sickness #1 โรคที่ต้องระวังในพื้นที่สูง

Altitude sickness เป็นภาวะหรือโรคที่พบในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆ เช่น ไปเที่ยวทิเบต เที่ยวประเทศเปรู โบลิเวีย หรือไปปีนเขาในประเทศเนปาล ฯลฯ ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อยได้ ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย ฯลฯ ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้น จนอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในรายที่ยังฝืนเดินทางขึ้นที่สูงต่อ และไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะไปพื้นที่ดังกล่าว จึงควรรู้จักภาวะนี้และการป้องกันไว้บ้างเพื่อการท่องเที่ยวของเราจะได้ปลอดภัยและมีความสุข

อย่างไรก็ตามการจะเข้าใจโรคหรือภาวะดังกล่าวอาจจะยากสักหน่อย เพราะพวกเราคนไทยจะไม่คุ้นเคย จึงขอเริ่มด้วยข้อมูลพื้นฐานบางประการก่อนครับ

1. ในภูมิประเทศที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆจะมีความกดอากาศและมีออกซิเจนเบาบาง เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล ทำให้เมื่อเราไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ร่างกายจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายเรามีความสามารถในการปรับตัวให้ทนต่อภาวะออกซิเจนน้อยได้ดีระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไปในที่สูงมากๆหรือออกซิเจนน้อยมากๆอาจจะเกิดปัญหาได้

2. ตัวอย่างที่ดีที่แสดงว่าร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีคือ เมื่อเรานั่งเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินโดยสารส่วนใหญ่บินที่ระดับความสูง 30,000-40,000 ฟุต หรือกว่า 10,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่ระดับความสูงขนาดนั้น ออกซิเจนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต แต่ในห้องโดยสารของพวกเราจะมีการปรับความดันอากาศให้เหมาะสม โดยจะปรับความดันอากาศมาอยู่ที่ประมาณ 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จะเห็นว่าไม่ได้ปรับมาที่ระดับน้ำทะเลเสียทีเดียว แต่ที่ 2,000 เมตรนั้น แม้ว่าจะมีออกซิเจนประมาณ 77% ของปกติ ร่างกายพวกเราปกติสามารถปรับตัวได้ ทำให้พวกเราเวลานั่งเครื่องบินสามารถหายใจได้ตามปกติ ไม่ต้องใช้ oxygen

3. ภาวะ altitude sickness มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 2,000-2,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นต้นไป ซึ่งยิ่งขึ้นไปที่สูงมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เช่น ถ้าสถานที่นั้นสูงกว่า 3,000 เมตร จะมีความดันออกซิเจนเพียงประมาณ 70 % เมื่อเทียบกับในระดับน้ำทะเล ลองดูตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดว่าอยู่ในพื้นที่สูง ตามตารางข้างล่างครับ

สถานที่ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล (เมตร) ความสูง (ฟุต) กรุงเทพมหานคร 0 0 เมืองตาลี่ ประเทศจีน 2,000 6,562 เมืองลี่เจียง ประเทศจีน 2,400 7,874 ยอดดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ 2,565 8,415 เมืองคุซโก เปรู 3,399 . . . → Read More: Altitude Sickness #1 โรคที่ต้องระวังในพื้นที่สูง

การรักษาพิษของแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

หลายคนคงเคยรู้มาว่า ถ้าใครถูกพิษของแมงกะพรุนให้รีบใช้ใบผักบุ้งทะเลที่อยู่ตามชายหาดทาแผล จะช่วยรักษาแผลได้ดี ซึ่งก็เป็นความจริงครับ ในตำราแพทย์แผนไทยมีการเขียนกันมานานแล้วว่าใช้ได้ผล และในทางวิทยาศาสตร์เองเคยมีการพิสูจน์แล้วว่า สารในผักบุ้งทะเลมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์ลดอาการปวดได้ดี แต่การนำผักบุ้งทะเลมาใช้รักษาแผลจากแมงกะพรุนนั้น มีข้อควรรู้ดังนี้ครับ

1. ผักบุ้งทะเลสามารถใช้รักษาแผลจากแมงกะพรุนได้ดี แต่ไม่มีที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เฉียบพลัน

2. การใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณแผลยังเป็นสิ่งสำคัญมากและควรจะรีบทำก่อนใช้ผักบุ้งทะเล เพราะจะช่วยลดการเกิดพิษได้ ไม่ควรใช้ผักบุ้งทะเลทาหรือถูแผลโดยตรง โดยเฉพาะก่อนให้น้ำส้มสายชู

3. การนำผักบุ้งทะเลมาใช้ให้ถูกวิธีนั้น ควรจะไม่มีสิ่งปนเปื้อน และต้องล้างให้สะอาด นำใบมาตำ และคั้นเอาน้ำมาทาตรงแผลบ่อยๆ

4. ในข้อ 3 จะเห็นว่า การใช้ผักบุ้งทะเลให้ถูกวิธีไม่ใช่ของง่าย เนื่องจากต้องนำมาล้าง และคั้นเอาน้ำมาทา ส่วนการรักษาแบบพื้นบ้าน โดยวิ่งไปเอาผักบุ้งทะเลมาตำ หรือมาขยำ และโปะลงไปที่แผลโดยตรงนั้น ไม่ควรทำครับ เพราะอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใบผักบุ้งทะเลที่นำมาใช้มีสารหรือเชื้อโรคปนเปื้อนจะทำให้แผลอักเสบติดเชื้อมากยิ่งขึ้น

5. ห้ามนำใบผักบุ้งทะเลมากิน เนื่องจากมีพิษ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ มึนงงและวิงเวียนได้

แม้ว่าในภูมิปัญญาชาวบ้าน และตำราแพทย์แผนไทย กล่าวยืนยันถึงประสิทธิภาพของผักบุ้งทะเลในการรักษาแผลจากแมงกะพรุนเป็นอย่างดี ว่าช่วยสมานแผล ทำให้แผลให้เร็วขึ้น และเกิดแผลเป็นน้อยลง แต่ในตำราการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องผักบุ้งทะเลไว้เลยครับ เนื่องจากไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกมายืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว

ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลหลายแห่งในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกันทำการวิจัยเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาผักบุ้งทะเล เมื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกแมงกะพรุน โดยยาผักบุ้งทะเลที่ใช้นั้น ได้สกัดมาจากใบผักบุ้งทะเลที่สะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน และทำให้อยู่ในรูปของขี้ผึ้ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทันที

แต่ยาผักบุ้งทะเลดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยครับ ไม่มีจำหน่าย และไม่สามารถจ่ายแจกได้ แต่ถ้ามีใครที่ถูกแมงกะพรุนมาไม่เกิน 7 วัน และสนใจเข้าร่วมการวิจัยการรักษาดัวยผักบุ้งทะเล สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ โครงการวิจัยการรักษาแผลแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

จริงๆแล้วทาง ’เขตร้อน หวังว่าถ้าผลการวิจัยดังกล่าวออกมาว่า ผักบุ้งทะเลของเรามีประสิทธิภาพในการรักษาแผลจากแมงกะพรุนได้จริง จะได้นำไปเผยแพร่ทางวิชาการ และจะช่วยทำให้สมุนไพรไทยของเราเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น