เรื่องควรรู้ ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวแอฟริกา

ทุกวันที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะมีนักท่องเที่ยวมาขอรับคำปรึกษาก่อนไปเที่ยวแอฟริกา ซึ่งดูเหมือนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่สนใจใปทวีปนี้จะมากขึ้นทุกๆปี เพราะทวีปนี้เป็นทวีปที่น่าค้นหา มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์ ดู Big Five หรือบางคนอยากไปดูน้ำตกวิกตอเรีย หรือไปปีนเขาคิรีมันจาโร เหล่านี้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญๆในแอฟริกาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

แต่มีประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การไปทวีปนี้จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวด้านสุขภาพอย่างดี เพราะทวีปนี้มีโรค หรือภัยสุขภาพหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนประเทศไทยของเรา นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมตัว ศึกษาแผนการเดินทาง ข้อกำหนดและข้อมูลสุขภาพให้ดีก่อนไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง รวมถึงป้องกันโรคบางอย่างก่อนไป การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ควรพิจารณา

1. ศึกษาข้อมูล และเลือกประเทศที่อยากจะไปให้ดี

จริงๆทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีความหลากหลายในทางกายภาพอยู่มาก การเลือกสถานที่ที่จะก็มีความสำคัญครับ เช่น ถ้าเราอยากไปหรืออยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปซาฟารีในแอฟริกา เราสามารถเลือกประเทศได้มากมายว่าจะไปประเทศไหน จะไปอุทยานอะไร เพราะการท่องซาฟารีในแอฟริกามีอยู่มากมายหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเคนยา แทนซาเนีย นามิเบีย โมซัมบิก แอฟริกาใต้ ฯลฯ ข้อมูลเรื่องพวกนี้ปัจจุบันไม่หาไม่ยาก มีอยู่มากมายใน Internet และมีรีวิวมากมากให้เราค้นหา

แต่ที่ต้องเน้นตรงนี้เพราะว่า การเลือกไปซาฟารีเหมือนกัน แต่เลือกไปคนละประเทศจะส่งผลอย่างมากต่อความจำเป็นในการฉีดวัคซีน และเตรียมตัวก่อนการเดินทาง เช่น ลองดูรูปด้านล่างครับ

Safari near Kilimanajro mountain

 

ถ้าเราอยากไปเที่ยวซาฟารี ที่อุทยานมาไซมารา (Masai Mara) ที่ประเทศเคนยา หรือจะไปดูภูเขาคีรีมันจาโร ซึ่งอยู่ในเขตประเทศแทนซาเนีย เหมือนรูปด้านบน เราจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง และอาจจำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรีย เพราะในบริเวณดังกล่าวมีโรคมาลาเรียระบาดอยู่

ในทำนองกลับกัน ถ้าเราไม่อยากฉีดวัคซีนไข้เหลือง กลัวเป็นมาลาเรีย แต่อยากไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์เหมือนกัน เราควรจะเลือกไปดูที่ประเทศแอฟริกาใต้ แถวๆเมือง Cape Town หรือ Port Elizabeth ตามรูปด้านล่าง ถ้าไปแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองและไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเพราะพื้นที่แถวนั้นไม่มีโรคดังกล่าว

Safari game drive near CapeTown, South Africa

 

2. ศึกษาข้อกำหนดว่าสถานที่หรือประเทศที่จะไปนั้นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่

หลังจากที่เรารู้ว่า เราอยากไปที่ไหนของแอฟริกา ต่อมาเราต้องพิจารณาว่าสถานที่ที่เราจะไปนั้นมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ . . . → Read More: เรื่องควรรู้ ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวแอฟริกา

ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

นักเรียน นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษหรืออเมริกา มักจะถูกบังคับให้ตรวจ Tuberculin skin test ก่อนไปเรียน ซึ่งการตรวจนี้ยุ่งยากและสร้างปัญหาให้กับนักเรียนไทยไม่น้อย เพราะคนไทยถ้าตรวจไปแล้วผลมักจะบวก ทำให้ยุ่งยากในการแปลผล และอาจถูกเหมาว่าเป็นวัณโรคแฝง Latent TB ดังนั้นก่อนที่จะตรวจขอให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดีครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

ถ้าใครไม่อยากอ่านโดยละเอียด หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไรครับ ข้ามไปก็ได้ เพราะจริงๆมันเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยากในเวลาอันสั้น แต่จะขอแนะนำหลักบางประการที่ควรพิจารณาก่อนตรวจ Tuberculin skin test ดังนี้ครับ

1. คำแนะนำแรกเลยครับคือ ถ้าไม่จำเป็นหรือเขาไม่ได้บังคับ ก็ไม่ควรตรวจครับ ให้ศึกษากฎระเบียบของสถาบันให้ชัด โดยปกติแล้วทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เมืองนอกมักจะมีแบบฟอร์มมาให้นักเรียน/นักศึกษาอ่านเกี่ยวกับการคัดกรองวัณโรค อ่านดูดีๆนะครับว่า ในกรณีของเราจำเป็นต้องทำหรือไม่ เช่น ถ้าบอกว่า Tuberculin skin test is required for all students from country list in appendix 1. ในประโยคนี้ก็จะเห็นว่าจำเป็นต้องทำในนักเรียนทุกคนที่มาจากประเทศใน Appendix 1 ก็ลองไปดูนะครับว่ามีชื่อประเทศไทยหรือไม่

2. แต่ในบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย หรือในบางรัฐ ไม่ได้บังคับให้ทำ โดยคำว่า Tuberculin skin test หรือ Mantoux test ไปอยู่ในหมวด Optional หรือ Recommended แปลว่าไม่ได้บังคับ ก็ไม่ต้องทำครับ หรือบางครั้งเขาอาจจะให้เลือกว่าจะคัดกรองวัณโรคด้วยไหน เช่น ให้ทำ TB skin test ก็ได้ หรือจะ X-ray ปอดแทนก็ได้ ในกรณีนี้ควรจะเลือกวิธี X-ray ดีกว่าครับ

3. ถ้าสมมุติอ่านดูแล้ว พบว่าจำเป็นต้องทำ ต้องดูดีๆอีกนะครับว่า ต้องทำตอนไหน และใครสามารถทำได้บ้าง เช่นลองดูข้อความข้างล่างที่ผมได้จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เห็นไหมครับ . . . → Read More: ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร

ในปัจจุบันมีคนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวเปรูมากขึ้น แม้ว่าเปรูจะอยู่ห่างจากประเทศไทยมาก ต้องนั่งเครื่องบินหลายต่อกว่าจะถึง แต่หลายคนก็ยังพร้อมที่จะไป เพราะเปรูเองมีเสน่ห์ดึงดูดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาชูปิชู (Machu Picchu) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก เป็นสิ่งก่อสร้างหรือจะเรียกว่าเป็นเมืองขนาดย่อมๆของชาวอินคาก็ไม่ผิด มาชูปิชูนี้ถูกสร้างบนเทือกเขาสูง ในสมัยที่ยังมนุษย์ยังไม่มีวิวัฒนการในการก่อสร้างมากนัก แต่ชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้ ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจว่าชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งมักจะเป็นข้อสงสัยและกังวลสำหรับผู้ที่อยากไปเที่ยวเปรูคือ จะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อป้องกันภาวะไม่สบายในที่สูง (High Altitude Sickness) ก่อนจะมาตอบปัญหานี้ เราลองมาศึกษาภูมิประเทศของเปรูกันสักเล็กน้อยครับ

จากแผนที่ข้างบนจะเห็นว่า เมืองลิม่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเปรูอยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นจะมีระดับความสูงเท่ากับระดับน้ำทะเล และถัดเข้ามาจะเป็นเทือกเขาแอนดีส ซึ่งมีความสูงมาก ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น มาชูปิชู (Machu Picchu) เมืองคุซโก รวมถึงเมืองพูโน และทะเลสาบ Titicaca จะอยู่ในโซนเทือกเขาซึ่งมีความสูงกว่า 2,000-5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งต้องระวัง High altitude sickness ส่วนถ้าใครจะไปเที่ยวป่าอเมซอนก็มักจะนั่งเครื่องบินไปเมือง Iquitos ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ แต่ต้องมีการเตรียมตัวป้องกันโรคมาลาเรีย โรคไข้เหลือง ฯลฯ แทน อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไปบราซิล เปรู ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

การเดินทางไปเมืองคุซโกและการป้องกัน High altitude sickness

นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวมาชูปิชูจะต้องเริ่มต้นการเดินทางที่ เมืองคุซโก (Cusco) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของชาวอินคา อยู่ห่างจากเมืองลิม่าประมาณ 1,200 กิโลเมตร ถ้าเดินทางโดยรถบัส จะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเดินทางไต่ไปตามเทือกเขา ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เวลาบินจากเมืองลิม่า (ระดับน้ำทะเล) ไปถึงคุซโก (3,400 เมตร) เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นว่าในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เรามาอยู่ในที่สูงกว่า 11,000 ฟุต ร่างกายแทบจะไม่มีเวลาปรับตัว ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการของ Acute mountain sickness ในช่วงประมาณ 2-10 ชม.หลังมาถึงคุซโก แต่อาการและความรุนแรงของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนแทบจะไม่มีอาการใดเลยก็ได้ แต่บางคนจะมีอาการรุนแรงมาก ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการตัวเองรวมถึงเพื่อนร่วมเดินทางให้ดีครับ ถ้าอาการไม่มาก อาจจะแค่พัก กินยา paracetamol . . . → Read More: เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร

Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน

บทความนี้จะขอกล่าวในรายละเอียดของภาวะ Altitude sickness สักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจในในการป้องกัน และการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการของโรคขึ้น ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ (Altitude sickness #1 โรคที่ควรระวังในการเที่ยวที่สูง) ขอแนะนำให้กลับไปอ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น

 

อาการของ High Altitude Sickness

จริงๆแล้ว High altitude sickness เป็นการกล่าวถึงกลุ่มโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อย ซึ่งประกอบด้วย 3 โรคหลักๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์และมีความต่อเนื่องกันอยู่ในบางส่วนครับ คือ

1 Acute Mountain Sickness (AMS) ยังไม่มีชื่อภาษาไทยครับ เป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก เกิดเมื่อมีการเดินทางขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปต้องมากกว่า 2500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการเด่นของภาวะนี้ อาการอื่นๆที่พบได้บ่อยคือ นอนไม่หลับ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยอาการต่างๆเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง ที่พบบ่อยคือเกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงมาก และร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เองภายใน 1-2 วัน

2 High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน ถ้ามีอาการรุนแรงมากจะมีชัก หมดสติ จนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์ และเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที

3 High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆหรือเกิดขึ้นร่วมกับภาวะ HACE ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉยๆก็เหนื่อย ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น ต้องรีบพบแพทย์และเดินทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าทันที

อนึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปพื้นที่สูงโดยทั่วๆไป เช่นไปเมืองลาซา คุซโก โบลิเวีย ทิเบต ส่วนใหญ่ . . . → Read More: Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน

Altitude Sickness #1 โรคที่ต้องระวังในพื้นที่สูง

Altitude sickness เป็นภาวะหรือโรคที่พบในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆ เช่น ไปเที่ยวทิเบต เที่ยวประเทศเปรู โบลิเวีย หรือไปปีนเขาในประเทศเนปาล ฯลฯ ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในภาวะที่มีออกซิเจนน้อยได้ ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย ฯลฯ ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้น จนอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในรายที่ยังฝืนเดินทางขึ้นที่สูงต่อ และไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะไปพื้นที่ดังกล่าว จึงควรรู้จักภาวะนี้และการป้องกันไว้บ้างเพื่อการท่องเที่ยวของเราจะได้ปลอดภัยและมีความสุข

อย่างไรก็ตามการจะเข้าใจโรคหรือภาวะดังกล่าวอาจจะยากสักหน่อย เพราะพวกเราคนไทยจะไม่คุ้นเคย จึงขอเริ่มด้วยข้อมูลพื้นฐานบางประการก่อนครับ

1. ในภูมิประเทศที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากๆจะมีความกดอากาศและมีออกซิเจนเบาบาง เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล ทำให้เมื่อเราไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ร่างกายจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายเรามีความสามารถในการปรับตัวให้ทนต่อภาวะออกซิเจนน้อยได้ดีระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไปในที่สูงมากๆหรือออกซิเจนน้อยมากๆอาจจะเกิดปัญหาได้

2. ตัวอย่างที่ดีที่แสดงว่าร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีคือ เมื่อเรานั่งเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินโดยสารส่วนใหญ่บินที่ระดับความสูง 30,000-40,000 ฟุต หรือกว่า 10,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่ระดับความสูงขนาดนั้น ออกซิเจนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต แต่ในห้องโดยสารของพวกเราจะมีการปรับความดันอากาศให้เหมาะสม โดยจะปรับความดันอากาศมาอยู่ที่ประมาณ 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จะเห็นว่าไม่ได้ปรับมาที่ระดับน้ำทะเลเสียทีเดียว แต่ที่ 2,000 เมตรนั้น แม้ว่าจะมีออกซิเจนประมาณ 77% ของปกติ ร่างกายพวกเราปกติสามารถปรับตัวได้ ทำให้พวกเราเวลานั่งเครื่องบินสามารถหายใจได้ตามปกติ ไม่ต้องใช้ oxygen

3. ภาวะ altitude sickness มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 2,000-2,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นต้นไป ซึ่งยิ่งขึ้นไปที่สูงมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เช่น ถ้าสถานที่นั้นสูงกว่า 3,000 เมตร จะมีความดันออกซิเจนเพียงประมาณ 70 % เมื่อเทียบกับในระดับน้ำทะเล ลองดูตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดว่าอยู่ในพื้นที่สูง ตามตารางข้างล่างครับ

สถานที่ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล (เมตร) ความสูง (ฟุต) กรุงเทพมหานคร 0 0 เมืองตาลี่ ประเทศจีน 2,000 6,562 เมืองลี่เจียง ประเทศจีน 2,400 7,874 ยอดดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ 2,565 8,415 เมืองคุซโก เปรู 3,399 . . . → Read More: Altitude Sickness #1 โรคที่ต้องระวังในพื้นที่สูง