ผลวิจัยน่ารู้ คนไทยไปเที่ยวอินเดีย ไม่สบายมากน้อยแค่ไหน

เมื่อเอ่ยถึงอินเดีย หลายคนอาจจะกังวลในการเดินทางไปท่องเที่ยว เนื่องจากกลัวและกังวลปัญหาสุขภาพต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องท้องเสีย วันนี้เราจะมาดูกันครับว่าปัญหาสุขภาพจริงๆในคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดีย เราเจอกันมากน้อยแค่ไหน และคนไทยมักจะไม่สบายเป็นโรคอะไรบ้าง

บทความนี้ค่อนข้างยาว และมีรายละเอียดมากครับ เพราะเป็นการนำผลการวิจัยเรื่อง Health problems among Thai tourists returning from India ซึ่งเป็นผลงานวิจัยล่าสุดของคลินิกมาเล่าให้ฟัง ซึ่งงานวิจัยนี้คุณจุฑามาศ เจ้าหน้าที่วิจัยของคลินิกเป็นผู้วิจัยหลัก (PI) ถ้าใครไม่อยากอ่านยาวๆ ลองดูผลสรุปง่ายๆเลยก็ได้ครับ ดังนี้

“52% ของคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดียจะมีปัญหาสุขภาพอะไรบางอย่าง ส่วนใหญ่คืออาการในระบบทางหายใจ เช่นไอ เจ็บคอ เป็นหวัด พบประมาณ 1/3 ของนักท่องเที่ยว รองลงมาเป็นอาการทางกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อย พบได้ 21 % ส่วนเรื่องท้องเสียที่เราคิดว่าจะเจอบ่อยมากเป็นอันดับ 1 กลับพบไม่มากนักเป็นอันดับ 4 โดยพบแค่ 10% ของนักท่องเที่ยว”

อ่านแล้วพอเห็นภาพไหมครับ แต่อยากให้อ่านต่อในรายละเอียด เพราะการอ่านแค่ผลสรุป แล้วนำไปใช้เลยต้องระมัดระวัง เพราะข้อมูลจากการวิจัยอาจใช้ไม่ได้ในทุกกรณี ก่อนที่จะมาดูกันในรายละเอียดของงานวิจัย มีบางประเด็นต้องทำความเข้าใจกันก่อน

อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกันมากมายในหลายลักษณะ และกระจายกันไปในหลายภูมิภาคของประเทศ ซึ่งคนไทยที่ไปเที่ยวที่อินเดีย อาจแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3-4 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ไปแสวงบุญ ไหว้พระที่สังเวชนียสถาน ทั้ง 4 ตำบล นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะเป็นวัยกลางคนถึงวัยสูงอายุ มักจะซื้อทัวร์ไปเป็นหมู่คณะ กลุ่มที่ไปเที่ยวอินเดียภาคเหนือ โดยเฉพาะเลห์ และลาดักห์ กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น มักจะไปกันเอง กลุ่มเล็กๆ และซื้อทัวร์หรือเช่ารถพร้อมคนขับที่นั่น แล้วไปเที่ยวกันตามสถานที่ต่างๆ กลุ่มที่ซื้อทัวร์ไปทัชมาฮาล อัครา ชัยปุระ ฯลฯ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะซื้อทัวร์จากเมืองไทยไป ไปเป็นกลุ่มทัวร์ เที่ยวระยะสั้นๆ ขึ้นรถทัวร์ นอนโรงแรม กลุ่ม backpacker เที่ยวแบบอิสระ โดยเดินทางไปกับเพื่อนไม่กี่คน กลุ่มนี้มักจะเที่ยวแบบลุยๆนิดหน่อย เช่น ไปตามสถานที่ต่างๆด้วยตนเอง เช่นนั่งรถไฟ รถบัสอินเดีย นอน . . . → Read More: ผลวิจัยน่ารู้ คนไทยไปเที่ยวอินเดีย ไม่สบายมากน้อยแค่ไหน

Altitude Sickness #3 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox (Acetazolamide)

ในแต่ละวันที่คลินิกนักท่องเที่ยว (Travel Clinic) โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาปรึกษาก่อนการเดินทางไปที่สูงมากขึ้น ซึ่งหลายคนเข้ามาถามว่าจะต้องกินยาแก้แพ้ความสูงไหม กิน Diamox ดีไหม ถ้ากินต้องกินอย่างไร ผลข้างเคียงเยอะไหม และจะหาซื้อยาได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่พบบ่อยมากครับ ซึ่งการตอบคำถามและการแนะนำเรื่องยานี้ไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดอยู่ และการใช้ยานี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

เราลองมาดูคำถามคำตอบกันทีละประเด็นครับ

 

1. จะไปเที่ยวที่สูงต้องกิน Diamox ไหม

คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่แพทย์จะไม่สามารถตอบได้ทันทีว่า ต้องกินหรือไม่ต้องกินยา แพทย์ต้องถามหลายๆอย่างครับ อย่างแรกเลย คือจะไปที่ไหน มีเหมือนกันครับ บางคนมาขอเพราะว่าจะไปดอยอินทนนท์ ซึ่งสูงเพียง 2,300 เมตร ในกรณีนี้ไม่ต้องกินยา เพราะร่างกายมักจะปรับตัวได้ แต่ถ้าจะไปสูงกว่านั้น ไปเปรู เมืองคุซโก ไปเมืองลาซา หรือไปเลห์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจต้องใช้ยา อย่างไรก็ตามแพทย์ต้องถามข้อมูลอีกมากไม่ว่าจะเป็น ไปอย่างไร ไปทางไหน ใช้เวลาเท่าไร คืนแรกนอนที่ไหน เคยไปที่สูงมาก่อนไหม มีโรคประจำตัวไหม ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาว่าน่าจะกินยาหรือไม่

หมายเหตุ ใครยังไม่เคยอ่าน 2 บทความนี้ แนะนำให้อ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น ก่อนจะมาว่ากันต่อเรื่องยา

Altitude sickness #1 โรคที่ควรระวังในการเที่ยวที่สูง Altitude sickness #2 อาการของ altitude sickness และแนวทางป้องกัน

 

2. ยา Diamox คือยาอะไร

ยา Diamox หรือชื่อสามัญคือ Acetazolamide เป็นยาที่ไม่ได้มีใช้ทั่วไป แต่เป็นยาที่มีประโยชน์ในการรักษาหลายอย่าง เช่น มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ สามารถลดความดันตา ใช้รักษาโรคต้อหิน และสามารถใช้ป้องกันรวมถึงรักษาภาวะ Acute mountain sickness ได้ จะเห็นว่ายานี้มีฤทธิ์หลายๆอย่าง การใช้ยานี้เพื่อหวังผลแต่ละอย่าง จะใช้ขนาดยาที่ต่างกัน บางโรคบางภาวะจำเป็นต้องกินในขนาดที่สูง แต่ถ้าใช้ในการป้องกัน high altitude sickness แพทย์จะแนะนำให้กินในขนาดที่ต่ำกว่า

. . . → Read More: Altitude Sickness #3 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox (Acetazolamide)

เรื่องควรรู้ ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวแอฟริกา

ทุกวันที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะมีนักท่องเที่ยวมาขอรับคำปรึกษาก่อนไปเที่ยวแอฟริกา ซึ่งดูเหมือนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่สนใจใปทวีปนี้จะมากขึ้นทุกๆปี เพราะทวีปนี้เป็นทวีปที่น่าค้นหา มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์ ดู Big Five หรือบางคนอยากไปดูน้ำตกวิกตอเรีย หรือไปปีนเขาคิรีมันจาโร เหล่านี้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญๆในแอฟริกาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

แต่มีประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การไปทวีปนี้จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวด้านสุขภาพอย่างดี เพราะทวีปนี้มีโรค หรือภัยสุขภาพหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนประเทศไทยของเรา นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมตัว ศึกษาแผนการเดินทาง ข้อกำหนดและข้อมูลสุขภาพให้ดีก่อนไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง รวมถึงป้องกันโรคบางอย่างก่อนไป การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ควรพิจารณา

1. ศึกษาข้อมูล และเลือกประเทศที่อยากจะไปให้ดี

จริงๆทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีความหลากหลายในทางกายภาพอยู่มาก การเลือกสถานที่ที่จะก็มีความสำคัญครับ เช่น ถ้าเราอยากไปหรืออยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปซาฟารีในแอฟริกา เราสามารถเลือกประเทศได้มากมายว่าจะไปประเทศไหน จะไปอุทยานอะไร เพราะการท่องซาฟารีในแอฟริกามีอยู่มากมายหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเคนยา แทนซาเนีย นามิเบีย โมซัมบิก แอฟริกาใต้ ฯลฯ ข้อมูลเรื่องพวกนี้ปัจจุบันไม่หาไม่ยาก มีอยู่มากมายใน Internet และมีรีวิวมากมากให้เราค้นหา

แต่ที่ต้องเน้นตรงนี้เพราะว่า การเลือกไปซาฟารีเหมือนกัน แต่เลือกไปคนละประเทศจะส่งผลอย่างมากต่อความจำเป็นในการฉีดวัคซีน และเตรียมตัวก่อนการเดินทาง เช่น ลองดูรูปด้านล่างครับ

Safari near Kilimanajro mountain

 

ถ้าเราอยากไปเที่ยวซาฟารี ที่อุทยานมาไซมารา (Masai Mara) ที่ประเทศเคนยา หรือจะไปดูภูเขาคีรีมันจาโร ซึ่งอยู่ในเขตประเทศแทนซาเนีย เหมือนรูปด้านบน เราจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง และอาจจำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรีย เพราะในบริเวณดังกล่าวมีโรคมาลาเรียระบาดอยู่

ในทำนองกลับกัน ถ้าเราไม่อยากฉีดวัคซีนไข้เหลือง กลัวเป็นมาลาเรีย แต่อยากไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์เหมือนกัน เราควรจะเลือกไปดูที่ประเทศแอฟริกาใต้ แถวๆเมือง Cape Town หรือ Port Elizabeth ตามรูปด้านล่าง ถ้าไปแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองและไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเพราะพื้นที่แถวนั้นไม่มีโรคดังกล่าว

Safari game drive near CapeTown, South Africa

 

2. ศึกษาข้อกำหนดว่าสถานที่หรือประเทศที่จะไปนั้นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่

หลังจากที่เรารู้ว่า เราอยากไปที่ไหนของแอฟริกา ต่อมาเราต้องพิจารณาว่าสถานที่ที่เราจะไปนั้นมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ . . . → Read More: เรื่องควรรู้ ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวแอฟริกา

ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

นักเรียน นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษหรืออเมริกา มักจะถูกบังคับให้ตรวจ Tuberculin skin test ก่อนไปเรียน ซึ่งการตรวจนี้ยุ่งยากและสร้างปัญหาให้กับนักเรียนไทยไม่น้อย เพราะคนไทยถ้าตรวจไปแล้วผลมักจะบวก ทำให้ยุ่งยากในการแปลผล และอาจถูกเหมาว่าเป็นวัณโรคแฝง Latent TB ดังนั้นก่อนที่จะตรวจขอให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดีครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

ถ้าใครไม่อยากอ่านโดยละเอียด หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไรครับ ข้ามไปก็ได้ เพราะจริงๆมันเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยากในเวลาอันสั้น แต่จะขอแนะนำหลักบางประการที่ควรพิจารณาก่อนตรวจ Tuberculin skin test ดังนี้ครับ

1. คำแนะนำแรกเลยครับคือ ถ้าไม่จำเป็นหรือเขาไม่ได้บังคับ ก็ไม่ควรตรวจครับ ให้ศึกษากฎระเบียบของสถาบันให้ชัด โดยปกติแล้วทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เมืองนอกมักจะมีแบบฟอร์มมาให้นักเรียน/นักศึกษาอ่านเกี่ยวกับการคัดกรองวัณโรค อ่านดูดีๆนะครับว่า ในกรณีของเราจำเป็นต้องทำหรือไม่ เช่น ถ้าบอกว่า Tuberculin skin test is required for all students from country list in appendix 1. ในประโยคนี้ก็จะเห็นว่าจำเป็นต้องทำในนักเรียนทุกคนที่มาจากประเทศใน Appendix 1 ก็ลองไปดูนะครับว่ามีชื่อประเทศไทยหรือไม่

2. แต่ในบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย หรือในบางรัฐ ไม่ได้บังคับให้ทำ โดยคำว่า Tuberculin skin test หรือ Mantoux test ไปอยู่ในหมวด Optional หรือ Recommended แปลว่าไม่ได้บังคับ ก็ไม่ต้องทำครับ หรือบางครั้งเขาอาจจะให้เลือกว่าจะคัดกรองวัณโรคด้วยไหน เช่น ให้ทำ TB skin test ก็ได้ หรือจะ X-ray ปอดแทนก็ได้ ในกรณีนี้ควรจะเลือกวิธี X-ray ดีกว่าครับ

3. ถ้าสมมุติอ่านดูแล้ว พบว่าจำเป็นต้องทำ ต้องดูดีๆอีกนะครับว่า ต้องทำตอนไหน และใครสามารถทำได้บ้าง เช่นลองดูข้อความข้างล่างที่ผมได้จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เห็นไหมครับ . . . → Read More: ทำอย่างไรเมื่อต้องตรวจ Tuberculin test (TB skin test) ก่อนไปเรียนเมืองนอก

เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร

ในปัจจุบันมีคนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวเปรูมากขึ้น แม้ว่าเปรูจะอยู่ห่างจากประเทศไทยมาก ต้องนั่งเครื่องบินหลายต่อกว่าจะถึง แต่หลายคนก็ยังพร้อมที่จะไป เพราะเปรูเองมีเสน่ห์ดึงดูดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาชูปิชู (Machu Picchu) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก เป็นสิ่งก่อสร้างหรือจะเรียกว่าเป็นเมืองขนาดย่อมๆของชาวอินคาก็ไม่ผิด มาชูปิชูนี้ถูกสร้างบนเทือกเขาสูง ในสมัยที่ยังมนุษย์ยังไม่มีวิวัฒนการในการก่อสร้างมากนัก แต่ชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้ ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจว่าชาวอินคาสามารถสร้างมาชูปิชูขึ้นมาได้อย่างไร

แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งมักจะเป็นข้อสงสัยและกังวลสำหรับผู้ที่อยากไปเที่ยวเปรูคือ จะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อป้องกันภาวะไม่สบายในที่สูง (High Altitude Sickness) ก่อนจะมาตอบปัญหานี้ เราลองมาศึกษาภูมิประเทศของเปรูกันสักเล็กน้อยครับ

จากแผนที่ข้างบนจะเห็นว่า เมืองลิม่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเปรูอยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นจะมีระดับความสูงเท่ากับระดับน้ำทะเล และถัดเข้ามาจะเป็นเทือกเขาแอนดีส ซึ่งมีความสูงมาก ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น มาชูปิชู (Machu Picchu) เมืองคุซโก รวมถึงเมืองพูโน และทะเลสาบ Titicaca จะอยู่ในโซนเทือกเขาซึ่งมีความสูงกว่า 2,000-5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งต้องระวัง High altitude sickness ส่วนถ้าใครจะไปเที่ยวป่าอเมซอนก็มักจะนั่งเครื่องบินไปเมือง Iquitos ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ แต่ต้องมีการเตรียมตัวป้องกันโรคมาลาเรีย โรคไข้เหลือง ฯลฯ แทน อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไปบราซิล เปรู ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองไหม

การเดินทางไปเมืองคุซโกและการป้องกัน High altitude sickness

นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวมาชูปิชูจะต้องเริ่มต้นการเดินทางที่ เมืองคุซโก (Cusco) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของชาวอินคา อยู่ห่างจากเมืองลิม่าประมาณ 1,200 กิโลเมตร ถ้าเดินทางโดยรถบัส จะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเดินทางไต่ไปตามเทือกเขา ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เวลาบินจากเมืองลิม่า (ระดับน้ำทะเล) ไปถึงคุซโก (3,400 เมตร) เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นว่าในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เรามาอยู่ในที่สูงกว่า 11,000 ฟุต ร่างกายแทบจะไม่มีเวลาปรับตัว ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการของ Acute mountain sickness ในช่วงประมาณ 2-10 ชม.หลังมาถึงคุซโก แต่อาการและความรุนแรงของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนแทบจะไม่มีอาการใดเลยก็ได้ แต่บางคนจะมีอาการรุนแรงมาก ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการตัวเองรวมถึงเพื่อนร่วมเดินทางให้ดีครับ ถ้าอาการไม่มาก อาจจะแค่พัก กินยา paracetamol . . . → Read More: เที่ยวเปรู: ป้องกัน High altitude sickness อย่างไร