มาทำความรู้จักโรคอีโบลา (Ebola) : ตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ เราคงเคยได้ยินชื่อโรคโรคหนึ่งที่คนทั้งโลกและสื่อต่างๆให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการระบาดครั้งใหญ่ในกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตก (West Africa) ในปี 2014-2016 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 10,000 กว่าราย และในเหตุการณ์เดียวกันนี้เอง องค์การอนามัยโลกได้ยกระดับเหตุการณ์ขึ้นเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern หรือ PHEIC) เพื่ออาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติในการร่วมกันรับมือกับเหตุการณ์ระบาดครั้งนั้น

เรากำลังจะพูดถึง โรคอีโบลา (Ebola) ครับ ถึงแม้ว่าโรคนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ตาม แต่ก็ไม่ควรละเลยที่จะทำความรู้จักกับมัน มาดูกันว่า 9 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคอีโบลามีอะไรกันบ้าง

อีโบลา เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในประเทศสาธารณรัฐซาอีร์ (Zaire) ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of Congo) หรือเรียกง่ายๆว่า DRC โดยพบว่ามีการระบาดของไข้เลือดออกชนิดหนึ่งในปี 1987 (โดยในขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด) ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับแม่น้ำสายนี้ ซึ่งต่อมาถูกค้นพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส จึงตั้งชื่อว่า เชื้อไวรัสอีโบลา เชื้อไวรัสอีโบลานี้ ทำให้เกิดการระบาดในแถบประเทศแอฟริกามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1976 จนกระทั่งในปี 2014 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชื้อไวรัสอีโบลา ในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ Guinea, Liberia และ Sierra Leone เป็นเหตุให้มีผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมไปถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานในพื้นที่ด้วยเช่นกัน การระบาดครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดจากระบบการเฝ้าระวังและการควบคุมโรคยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอรวมไปถึงมีการแพร่กระจายโรคเข้าสู่เขตเมืองซึ่งเป็นแหล่งที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างผลกระทบมากและสร้างความตื่นตระหนกไม่น้อย เนื่องจากเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุด กินเวลาถึง 2 ปี (2014-2016) มีผู้ป่วยรวมกันถึง 28,646 คน เสียชีวิตถึง 11,323 คน และได้พบผู้ป่วยนอกทวีปแอฟริกา รวมทั้งมีการนำผู้ป่วย ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์กลับไปรักษาเช่น ที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แต่ก็โชคดีที่สามารถควบคุมโรคได้ โรคอีโบลา เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน (Human to human transmission) โดยการสัมผัสเลือกหรือสารคัดหลั่ง (ปัสสาวะ, น้ำลาย, เหงื่อ, อุจจาระ, อาเจียน, น้ำนม หรือน้ำอสุจิ) . . . → Read More: มาทำความรู้จักโรคอีโบลา (Ebola) : ตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนหัดเยอรมัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น

“คุณหมอครับ จะไปญี่ปุ่นช่วงปลายเดือนนี้ ต้องฉีดวัคซีนหัดเยอรมันไหมครับ”

ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีคำถามแบบนี้บ่อยมากครับที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวฯ โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เนื่องจากมีข่าวการระบาดของโรคนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะเข้ามาเพื่อขอฉีดวัคซีนเลย เพราะกลัวติด บางส่วนก็มาหาหมอแต่ไม่ได้อยากฉีดวัคซีน จะขอมาปรึกษาเฉยๆ หรือบางคนไม่แน่ใจว่าจะฉีดดีไหม บางส่วนก็คิดว่าไม่เป็นไร น่าจะไปได้ แต่คนทางบ้านบังคับให้มาฉีด ฯลฯ

วันนี้จะลองมาคุยและตอบคำถามเรื่องนี้ดูครับ

1. โรคหัดเยอรมันเป็นอย่างไร โรครุนแรงมากไหม ทำให้ตายได้ไหม

จริงๆโรคนี้เป็นโรคที่มีมานานแล้วครับ ทำให้เกิดไข้ออกผื่น โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ติดต่อโดยละอองฝอยของคนที่ติดเชื้อ โดยการใกล้ชิด หรือไอจามรดกัน โรคนี้ติดกันง่ายถ้าอยู่ในชุมชนที่มีคนมาก มีการสัมผัสกันใกล้ชิด ลองนึกตามนะครับ ถ้าเราไปญี่ปุ่นแล้วไปเที่ยวในตลาด ที่ชุมนุมชน ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็จะมีโอกาสเสี่ยงกับโรคนี้มากขึ้น

แต่ไม่ต้องกังวลใจอะไรมากครับ เพราะโรคนี้ส่วนใหญ่แล้วอาการจะไม่รุนแรงเลย เป็นไข้มีผื่นไม่กี่วันก็หายได้เอง ไม่ค่อยมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ อย่างตอนนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการระบาดอยู่ มีคนเป็นโรคนี้พันกว่าคน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

2. อาการของโรคหัดเยอรมันก็ดูไม่รุนแรง แต่ทำไมเราต้องกลัวโรคนี้ด้วย

ดังที่กล่าวมาแล้ว โรคนี้ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แต่ที่เรากลัวมากคือ ถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโรคนี้ขณะท้องอยู่ เขื้อไวรัสจะทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการได้ โดยความพิการนี้จะรุนแรง เช่น หูหนวก สมองผิดปกติ เป็นโรคหัวใจ เราเลยไม่ต้องการให้คนท้องติดโรคนี้เลย

ดังนั้นต้องเน้นตรงนี้ครับ คือ ในหญิงตั้งครรภ์หรือกำลังจะตั้งครรภ์ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

แต่ในประชากรกลุ่มอื่นที่แข็งแรงดี ต่อให้ติดเชื้อหัดเยอรมันมาอาการมักจะไม่รุนแรงหายเองได้ จึงไม่น่าวิตกกังวลจนเกินไป

3. จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว หรือเคยฉีดวัคซีนหัดเยอรมันแล้ว

เราต้องพิจารณาหลายอย่างครับ เพราะจริงๆประเทศไทยได้มีการให้วัคซีนในเด็กมานานแล้ว โดยเราเริ่มให้ในเด็กนักเรียนหญิง ชั้น ป.6 ในปี 2529 และปี 2536 ขยายให้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงทั่วประเทศ ดังนั้นแปลว่า

ผู้หญิง อายุ 44 ปีลงมา น่าจะเคยได้รับวัคซีนนี้แล้ว ผู้ชาย อายุ 32 ปีลงมา น่าจะเคยได้รับวัคซีนนี้แล้ว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า ถ้าดูอายุ ก็พอจะบอกได้คร่าวๆแล้วว่าใครน่าจะได้รับการฉีดวัคซีนตอนเด็กไปแล้ว ซึ่งเวลามาหมอ เรามักจะถามครับว่าตอนเด็กๆพอคุ้นๆไหมว่าที่โรงเรียนมีให้ฉีดวัคซีนไหม ซึ่งส่วนใหญ่จะจำได้ หมอเราก็จะถามต่อว่า . . . → Read More: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนหัดเยอรมัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น