เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine)

วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นเป็นวัคซีนเฉพาะที่ไม่ได้ฉีดให้คนไทยโดยทั่วไป แต่เป็นวัคซีนที่สำคัญสำหรับบางกลุ่ม เช่น กลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในยุโรป กลุ่มผู้แสวงบุญที่จะไปประเทศซาอุดิอาระเบีย  หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังประเทศในแถบแอฟริกาบางประเทศ ก่อนจะลงรายละเอียดเรื่องวัคซีน เรามารู้เรื่องโรคนี้สักเล็กน้อยดีกว่าครับ

1 โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่พบได้ทั่วโลก เชื้อก่อโรคคือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria  meningitidis ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือเกิดการแพร่กระจายลุกลามในกระแสโลหิต (Meningococcemia) และทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

2 โรคนี้ติดต่อทางละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย หรือจากสารคัดหลั่งต่างๆ จากการสัมผัสใกล้ชิด แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไปส่วนใหญ่ไม่มีอาการ  บางรายจะเป็นพาหะ มีน้อยรายมากที่เชื้อจะลุกลามไปที่เยื่อหุ้มสมองหรือกระแสโลหิต ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ประปราย ไม่พบการระบาดใหญ่ จากสถิติย้อนหลังพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในประเทศไทยปีละไม่เกิน 10 คน

3 โรคนี้จะติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสใกล้ชิด หรือคลุกคลีอยู่กันคนหมู่มาก อยู่รวมๆกัน เช่น นักเรียนนักศึกษาในหอพัก กลุ่มผู้แสวงบุญ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวนักเดินทางที่เข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในประชากรกลุ่มดังกล่าว

4 วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นที่มีใช้ในประเทศไทยสามารถป้องกันโรคได้ 4 สายพันธุ์คือ   A, C, Y, W-135  แต่ในประเทศไทยสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดคือสายพันธุ์ B ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน ดังนั้นจึงยังไม่มีคำแนะนำให้การฉีดวัคซีนในคนไทยโดยทั่วไปในการป้องกันโรคนี้

ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนนี้ มี3 กลุ่มใหญ่ๆคือ

นักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาที่จะเข้าไปพักในหอพัก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการระบาดของโรคนี้ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ทำให้ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดเลยว่า นักเรียนนักศึกษาที่จะเข้าไปเรียนจะต้องได้รับวัคซีนดังกล่าวก่อนเข้าไป และจะต้องยื่นเอกสารว่าได้รับการฉีดวัคซีนนี้ด้วย นอกจากวัคซีนชนิดนี้แล้ว ในแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดเรื่องสุขภาพแตกต่างๆกัน เช่นในบางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าจะต้องได้รับวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม ด้วย หรือจะต้องทำการตรวจวัณโรคก่อนไป ฯลฯ แต่ในบางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้นสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการมาตรวจสุขภาพหรือมาฉีดวัคซีนก่อนไปเรียน ควรนำใบข้อกำหนดต่างๆจากมหาวิทยาลัยมาให้แพทย์ดูด้วยครับ จะได้พิจารณาเรื่องการตรวจต่างๆและเรื่องวัคซีนไปในคราวเดียวกัน

2 กลุ่มผู้แสวงบุญในพิธีฮัจจ์และอุมเราะห์ อันนี้ก็เป็นข้อกำหนดของทางการประเทศซาอุดิอารเบียเลยนะครับว่า ก่อนเข้าร่วมพิธีดังกล่าวจะต้องได้รับวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น โดยจะต้องยื่นหลักฐานว่าเคยได้รับวัคซีนนี้แล้วเพื่อใช้ในการขอ visa เข้าประเทศ โดยจะต้องฉีดล่วงหน้าก่อนเดินทางไปอย่างน้อย 10 วัน แต่ไม่เกิน 3 ปี

3 กลุ่มนักท่องเที่ยว/นักเดินทางที่จะไปในประเทศในเขต Meningitis belt ในแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศแกมเบีย บูร์กินาฟาโซ เซเนกัล กีนี ไล่ไปทางตะวันออกจนถึงประเทศเอธิโอเปีย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องเข้าไปคลุกคลีกับคนพื้นที่มากๆ ลองดูแผนที่ Meningitis belt จาก US CDC ดูนะครับ จะเห็นว่าประเทศในแถบนี้เคยมีการระบาดของโรคที่รุนแรง มีอัตราการเกิดโรคสูงกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้นผู้ที่จะเข้าไปท่องเที่ยวหรือทำงานในประเทศดังกล่าวควรได้รับวัคซีนก่อนเดินทาง

วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่นที่มีใช้ในประเทศไทย เป็นชนิด tetravalent meningococcal polysaccharide vaccine มีชื่อการค้าว่า Menomune สามารถป้องกันได้ 4 สายพันธุ์คือ A, C, Y, W-135 ฉีดได้ในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ภูมิคุ้มกันจะขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 7-10 วัน และฉีด 1 ครั้งภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้ 3-5 ปี

เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้ไม่ได้ฉีดให้คนไทยโดยทั่วไป จึงอาจหาได้ยาก และไม่มีในโรงพยาบาลทั่วไป ผู้ที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนสามารถติดต่่อได้ที่ คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน, สถานเสาวภา สภากาชาดไทย, สถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข

แค่ลุยน้ำก็เป็นโรคได้

นายชัย อายุ 20 ปี เป็นชาวนาที่ขยันขันแข็ง ว่างจากนาก็แบกแหไปจับปลาตามลำน้ำใกล้บ้านเป็นประจำ ปกตินายชัยเป็นคนแข็งแรงดี แต่แล้ววันหนึ่ง นายชัยก็ล้มป่วยเป็นไข้สูง ปวดเมื่อยตัวมากโดยเฉพาะที่น่อง นายชัยเชื่อว่าตนเองไม่เป็นอะไรมาก จึงซื้อยาลดไข้มากินเท่านั้น แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น

5 วันต่อมา นายชัยก็นอนซม กินไม่ลง ปัสสาวะออกน้อย นางชื่นผู้ภรรยาสังเกตเห็นว่าที่ตาขาวเป็นปื้น แดงๆ เหมือนเลือดออกด้วย จึงรีบพานายชัยมาโรงพยาบาลเพราะกลัวเป็นไข้เลือดออก

 

ที่โรงพยาบาล หมอตรวจพบว่าความดันโลหิตของนายชัยค่อนข้างต่ำมีเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาวและมีดีซ่าน จึงรีบให้น้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ และตรวจเลือดและปัสสาวะ พบว่า นายชัยติดเชื้อโรคฉี่หนู และมีภาวะแทรกซ้อนคือตับอักเสบ และไตทำงานไม่ดี

 

 

นางชื่น:    โรคฉี่หนูเกิดจากอะไรค่ะ

หมอ: โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งคือ เลปโตสไปรา (Leptospira) พบโรคนี้ได้ทั่วประเทศไทย แต่พบชุกชุมในจังหวัดทางภาคอีสาน ปกติจะพบเชื้อเลปโตสไปราในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู วัว ควาย สุนัข แต่สัตว์เหล่านี้จะไม่ป่วย แต่จะถ่ายเชื้อโรคปนออกมากับปัสสาวะของมันในธรรมชาติ เชื้อสามารถอยู่ในน้ำจืดและดินที่ชื้นแฉะได้นาน เมื่อคนไปสัมผัสกับแหล่งที่มีเชื้อโรคนี้ โดยเฉพาะขณะที่ ผิวหนังมีบาดแผล เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เป็นโรคได้ครับ

นางชื่น: แล้วทำไมเรียกว่าโรคฉี่หนูล่ะคะ

หมอ: ในตอนแรกๆ ที่มีการค้นพบโรคนี้ พบว่าเชื้อนี้อยู่ในปัสสาวะหรือฉี่ของหนู จึงเรียกว่าโรคฉี่หนู แต่ภายหลังพบว่าสัตว์อื่นก็นำโรคได้ แต่ก็ยังเรียกว่าโรคฉี่หนูเรื่อยมาครับ

นางชื่น: ทำไมเป็นรุนแรงจังเลยคะ ปกติพี่ชัยเค้าก็แข็งแรงดีไม่น่าเป็นหนักขนาดนี้

หมอ: คนที่ได้รับเชื้อ บางคนก็ไม่เป็นโรค บางคนมีเพียงไข้ไม่รุนแรงแล้วหายเอง ส่วนน้อยที่เป็นโรครุนแรงแบบนายชัย บางคนรุนแรงกว่านี้อีกคือมีตับวาย ไตวาย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไอเป็นเลือด และเสียชีวิต แต่ที่เป็นปัญหาคือเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าใครเป็นโรคแล้วจะมีอาการรุนแรงแต่เรารู้ว่าหากเป็นแล้วรีบรักษาจะป้องกันไม่ให้โรครุนแรงขึ้นได้ และจะหายเร็วกว่ารักษาตอนอาการหนักแล้ว

นางชื่น: แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นโรคนี้จะได้รีบรักษาน่ะค่ะ

หมอ: คนที่เคยลุยน้ำหรือที่ชื้นแฉะ หรือสัมผัสมูลสัตว์ในถิ่น ที่มีโรคชุกชุมแล้วมีไข้ ต้องระวังว่าจะเป็นโรคนี้ นอกจากนี้ หากมีอาการที่คล้ายโรคนี้มาก เช่น มีไข้ร่วมกับตาแดง หรือเลือดออกใต้เยื่อตาขาว ปวดน่อง ก็ควรรีบหาหมอ เพื่อตรวจว่าเป็นโรคนี้หรือไม่

นางชื่น: แถวไหนที่มีโรคนี้ชุกชุมค่ะ

หมอ: ส่วนใหญ่จะเป็นทางอีสาน เช่น ขอนแก่น ศรีสะเกษ น่าน กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ครับ

นางชื่น: จะทำยังไงถึงจะไม่เป็นโรคนี้ค่ะ

หมอ: ก็หลีกเลี่ยงการสัมผัสมูลสัตว์ และการแช่น้ำหรือที่ชื้นแฉะ โดยเฉพาะถ้ามีแผลที่ขา แต่ชาวนาชาวสวนจะหลีกเลี่ยงได้ยากหากจำเป็นต้องลุยน้ำหรือโคลนก็ให้อาบน้ำ ฟอกสบู่ให้สะอาด และถ้ามีไข้โดยเฉพาะถ้ามีอาการอย่างที่ว่าก็ควรรีบหาหมอครับ

 

 

 

อนุเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ “โรคเขตร้อนฉบับประชาชน”
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

สถานที่ฉีดวัคซีนไข้เหลือง

วัคซีนไข้เหลืองนับว่าเป็นวัคซีนพิเศษ ซึ่งโดยปกติแล้วคนไทยเราไม่ได้ฉีด เนื่องจากไม่มีโรคนี้ในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีเพียงบางโรงพยาบาลเท่านั้นที่มีวัคซีนไข้เหลืองให้บริการ และสามารถออกหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนให้ได้ตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก ก่อนจะไปรับบริการฉีดวัคซีนไข้เหลือง ขอแนะนำให้อ่านข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เหลืองและสมุดรับรองการฉีดวัคซีนก่อนครับ

ในประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนไข้เหลือง และรับหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนได้ที่

1. สถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข โทร. 02-590-3430

2. คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
โทร. 02-306-9100 ต่อ 1405, 1410

3. คลินิกเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย โทร. 02-252-0161

4. ที่ทำการแพทย์ตรวจคนเข้าเมือง บริเวณสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถ.สาธร กรุงเทพฯ
โทร 02-287-3101-3

4. ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยาน
เชียงใหม่ ท่าเรือกรุงเทพ(คลองเตย) ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสงขลา ฯลฯ

การรักษาพิษของแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

หลายคนคงเคยรู้มาว่า ถ้าใครถูกพิษของแมงกะพรุนให้รีบใช้ใบผักบุ้งทะเลที่อยู่ตามชายหาดทาแผล จะช่วยรักษาแผลได้ดี ซึ่งก็เป็นความจริงครับ ในตำราแพทย์แผนไทยมีการเขียนกันมานานแล้วว่าใช้ได้ผล และในทางวิทยาศาสตร์เองเคยมีการพิสูจน์แล้วว่า สารในผักบุ้งทะเลมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์ลดอาการปวดได้ดี แต่การนำผักบุ้งทะเลมาใช้รักษาแผลจากแมงกะพรุนนั้น มีข้อควรรู้ดังนี้ครับ

1. ผักบุ้งทะเลสามารถใช้รักษาแผลจากแมงกะพรุนได้ดี แต่ไม่มีที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เฉียบพลัน

2.  การใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณแผลยังเป็นสิ่งสำคัญมากและควรจะรีบทำก่อนใช้ผักบุ้งทะเล เพราะจะช่วยลดการเกิดพิษได้ ไม่ควรใช้ผักบุ้งทะเลทาหรือถูแผลโดยตรง โดยเฉพาะก่อนให้น้ำส้มสายชู

3.  การนำผักบุ้งทะเลมาใช้ให้ถูกวิธีนั้น ควรจะไม่มีสิ่งปนเปื้อน และต้องล้างให้สะอาด นำใบมาตำ และคั้นเอาน้ำมาทาตรงแผลบ่อยๆ

4. ในข้อ 3 จะเห็นว่า การใช้ผักบุ้งทะเลให้ถูกวิธีไม่ใช่ของง่าย เนื่องจากต้องนำมาล้าง และคั้นเอาน้ำมาทา ส่วนการรักษาแบบพื้นบ้าน โดยวิ่งไปเอาผักบุ้งทะเลมาตำ หรือมาขยำ และโปะลงไปที่แผลโดยตรงนั้น ไม่ควรทำครับ เพราะอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใบผักบุ้งทะเลที่นำมาใช้มีสารหรือเชื้อโรคปนเปื้อนจะทำให้แผลอักเสบติดเชื้อมากยิ่งขึ้น

5. ห้ามนำใบผักบุ้งทะเลมากิน เนื่องจากมีพิษ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ มึนงงและวิงเวียนได้

แม้ว่าในภูมิปัญญาชาวบ้าน และตำราแพทย์แผนไทย กล่าวยืนยันถึงประสิทธิภาพของผักบุ้งทะเลในการรักษาแผลจากแมงกะพรุนเป็นอย่างดี ว่าช่วยสมานแผล ทำให้แผลให้เร็วขึ้น และเกิดแผลเป็นน้อยลง แต่ในตำราการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องผักบุ้งทะเลไว้เลยครับ เนื่องจากไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกมายืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว

ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลหลายแห่งในกระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกันทำการวิจัยเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาผักบุ้งทะเล เมื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกแมงกะพรุน โดยยาผักบุ้งทะเลที่ใช้นั้น ได้สกัดมาจากใบผักบุ้งทะเลที่สะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน  และทำให้อยู่ในรูปของขี้ผึ้ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทันที

แต่ยาผักบุ้งทะเลดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยครับ ไม่มีจำหน่าย และไม่สามารถจ่ายแจกได้ แต่ถ้ามีใครที่ถูกแมงกะพรุนมาไม่เกิน 7 วัน และสนใจเข้าร่วมการวิจัยการรักษาดัวยผักบุ้งทะเล สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ โครงการวิจัยการรักษาแผลแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

จริงๆแล้วทาง ’เขตร้อน หวังว่าถ้าผลการวิจัยดังกล่าวออกมาว่า ผักบุ้งทะเลของเรามีประสิทธิภาพในการรักษาแผลจากแมงกะพรุนได้จริง จะได้นำไปเผยแพร่ทางวิชาการ  และจะช่วยทำให้สมุนไพรไทยของเราเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

ทำอย่างไร เมื่อถูกพิษของแมงกะพรุน

เวลาเราไปเล่นน้ำทะเล มักถูกเตือนเสมอว่าให้ระวังแมงกะพรุนไว้ด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งดีครับ ที่ต้องระวังไว้ก่อน โดยเฉพาะการไปเล่นน้ำทะเลในบางที่ บางฤดูกาล ซึ่งจะมีแมงกะพรุนชุกชุมมาก ถ้าเลี่ยงได้ก็จะเป็นสิ่งดี เพราะถ้าใครถูกแมงกะพรุนเข้าไปแล้ว จะไม่สนุกเลยทีเดียว

ก่อนที่จะมาถึงวิธีการดูแลรักษาพิษจากแมงกะพรุน เรามารู้เรื่องราวเกี่ยวกับแมงกะพรุนกันสักนิดก่อน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ

1 จริงๆแล้วแมงกะพรุนมีหลายชนิดมาก ชนิดที่เราคุ้นเคยกัน กินได้ และเห็นอยู่ตามหม้อสุกี้หรือเย็นตาโฟ ส่วนใหญ่และเป็นแมงกะพรุนหนัง หรือแมงกะพรุนจาน พวกนี้ไม่น่ากลัว แต่แมงกะพรุนที่เรากลัวคือ แมงกะพรุนไฟ ซึ่งตัวจะออกคล้ำๆแดงๆ ซึ่งจะมีพิษ แต่เราไม่ควรดูแค่สีหรือรูปร่างของแมงกะพรุนนะครับว่ามีพิษหรือไม่ ให้พยายามนึกไว้เสมอว่าแมงกะพรุนนั้นมีพิษ อยู่ไกลๆมันจะดีกว่า

2 พิษของแมงกะพรุนจะอยู่ที่สายหรือหนวดของมัน ซึ่งจะมีเข็มพิษอยู่จำนวนมาก ในบางครั้งเวลาเราเล่นน้ำทะเล เราอาจจะไม่เห็นตัวมัน แต่โดนแค่สายหรือหนวดมันซึ่งหลุดออกมาจากตัวเรากูถูกพิษได้

3 พิษของแมงกะพรุนแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน บางชนิดมีความรุนแรงมากทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้นได้โดยเฉพาะ Box Jellyfish แต่แมงกะพรุนส่วนใหญ่จะทำให้เกิดปัญหาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการปวดแสบปวดร้อน และผิวหนังอักเสบตามมา

ลองมาดูลักษณะผิวหนังที่ถูกพิษของแมงกะพรุนครับ

.    .  

ถ้าจะสังเกต ดีๆทั้ง 2 ภาพ ลักษณะแผลจะเป็นทางยาว ตามแนวของหนวดแมงกะพรุนที่พาดผ่าน บางรายแผลอาจรุนแรงกว่านี้มาก เช่นมีการพุพอง แดง และอักเสบมาก ขึ้นอยู่กับจำนวนพิษ และการดูแลรักษาเบื้องต้นซึ่งมีความสำคัญมาก

ทีนี้เราลองมาดูกันครับว่าเมื่อถูกแมงกะพรุนแล้วควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไรดี

1 อย่างแรกเลย ถ้าถูกแมงกะพรุน ควรรีบขึ้นจากน้ำทันที ไม่ควรฝืนเล่นน้ำต่อ เพราะอาการอาจจะรุนแรงขึ้น มีการแพ้และถึงกับจมน้ำได้ เพื่อนๆเองที่เล่นน้ำอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเข้าไปช่วย สังเกตสังนิดนะครับว่ามีแมงกะพรุนอยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งเราเขาไปช่วยเพื่อนแบบไม่ระวัง อาจจะถูกแมงกะพรุนอีกคนก็ได้

2 ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หมดสติหรือหยุดหายใจ ให้รีบตามคนช่วยเหลือ และช่วยฟื้นคืนชีพทันที

3 ควรใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณแผลโดยเร็ว น้ำส้มสายชูจะช่วยยังยั้งไม่ให้เข็มพิษแตกเพิ่มขึ้น ห้ามถู หรือสัมผัสบริเวณแผลด้วยมือเปล่า เพราะอาจจะมีเข็มพิษอยู่ ถ้ายังมีหนวดติดอยู่ให้เอาออกด้วยความระมัดระวัง โดยใช้ที่คีบ

4 ถ้าไม่มีน้ำส้มสายชูให้ล้างด้วยน้ำทะเล ไม่ควรใช้น้ำอย่างอื่นล้าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืด น้ำปัสสาวะ น้ำมันต่างๆ

5 ถ้ามีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

6 แม้ว่าถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ต้องสังเกตอาการต่ออย่างน้อย 1 ชั่วโมง เนื่องจากพิษของแมงกะพรุนบางชนิด โดยเฉพาะ Irukandji ในช่วงแรกอาการจะไม่รุนแรง และจะมารุนแรงภายหลังได้

เหล่านี้เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแมงกะพรุน คนที่เล่นน้ำทะเลบ่อยๆต้องจำไว้นะครับ สำหรับการรักษาอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้ผักบุ้งทะเล จะต้องใช้อย่างไร และจะใช้ได้ผลหรือไม่ อ่านต่อได้ที่บทความนี้ครับ การรักษาพิษของแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล