ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกดีไหม

UPDATE 1 ธันวาคม 2560: ขณะนี้มีข้อมูลใหม่จากบริษัทผู้ผลิต แจ้งว่า วัคซีนอาจเพิ่มความเสี่ยงในคนที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้เฉพาะคนที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้วเท่านั้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่

หลังจากที่วัคซีนไข้เลือดออกได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย และมีบางโรงพยาบาลได้นำวัคซีนมาให้บริการแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าจะฉีดวัคซีนดีไหม ซึ่งเป็นคำถามที่พบบ่อยมาก แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นคำถามที่ง่ายๆ แต่ในความจริงแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากครับ เพราะต้องเข้าใจข้อมูลพื้นฐานในหลายๆเรื่องก่อน แพทย์เราเองต้องให้เวลา อธิบายข้อมูลแก่ผู้มาขอฉีดวัคซีน รวมถึงพ่อแม่ที่พาลูกหลานมาฉีดวัคซีนให้เข้าใจตรงกันก่อน ว่าวัคซีนเป็นอย่างไร ป้องกันโรคได้ดีไหม ป้องกันโรคได้กี่ปี มีผลข้างเคียงเยอะไหม ราคาเท่าไร ต้องฉีดกี่เข็ม กระตุ้นเมื่อไร ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ควรรู้ก่อนที่จะพิจารณาว่า จะฉีดวัคซีนดีไหม

บทความนี้จะค่อนข้างยาวครับ เพราะการที่จะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนนี้เป็นวัคซีนใหม่เพิ่งออกสู่ท้องตลาด ข้อมูลหลายเรื่องยังไม่สมบูรณ์

เราลองมาเริ่มด้วยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เลือดออกก่อน

เมื่อเราพูดถึงไข้เลือดออกในที่นี่เราหมายถึงเฉพาะไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) ซึ่งเป็นไข้เลือดออกที่พบในประเทศไทย และประเทศเขตร้อนอื่นๆ จริงๆคำว่าไข้เลือดออก (Viral Hemorrhagic fever) มีอีกหลายชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้เหลือง โรคอีโบล่า ฯลฯ แต่ในที่นี่ขอให้เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงโรคไข้เลือดออกและวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อเดงกีเท่านั้น นั่นหมายความว่าการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกเดงกี ไม่สามารถป้องกันโรคอีโบลา หรือไข้เหลืองได้ เชื้อไวรัสเดงกีนี้มี 4 สายพันธุ์ ตามทฤษฎีเชื่อว่าเมื่อคนใดมีการติดเชื้อเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่คนนั้นอาจติดเชื้อและเป็นโรคจากสายพันธุ์อื่นในภายหลังก็ได้ โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคต่างกันได้มากครับ บางคนเมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัดแล้ว มีการติดเชื้อจริงแต่ไม่มีอาการใดๆเลย บางคนมีไข้เล็กน้อย ไม่ต้องมาหาหมอก็ยังได้ บางคนมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย บางคนมีไข้สูงมาก มีเกร็ดเลือดต่ำ มีเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจมีเลือดออกมาก และมีภาวะช๊อครุนแรง จนบางรายเสียชีวิตได้ ความยากของโรคนี้อยู่ที่ว่า เราจะคาดการณ์ได้ยากว่าเมื่อถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดแล้ว ใครจะเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรง หรือใครอาการจะไม่รุนแรง และอย่างที่ว่าบางติดเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ ทางการแพทย์เชื่อกันว่า การติดเชื้อไวรัสเดงกีครั้งหลังๆจากเชื้อคนละสายพันธุ์ (Secondary infection) อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ นาย ก. เกิดมาไม่เคยถูกยุงลายที่มีเชื้อโรคกัดเลย แต่บังเอิญเขาถูกยุงลายที่มีเชื้อกัดวันนี้ สมมุติว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ 1 ถ้าเขาติดเชื้อจะเป็น Primary infection นาย ก. มักจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย และนาย ก. . . . → Read More: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกดีไหม

การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

การตรวจคัดกรองวัณโรค เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและสร้างความสับสนให้กับนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะไปเรียนเมืองนอก รวมถึงผู้ปกครองไม่น้อย เพราะก่อนไปเรียนมักจะมีใบเกี่ยวกับสุขภาพมาให้แพทย์กรอก และหนึ่งในนั้นมักจะกำหนดให้ต้องตรวจคัดกรองวัณโรคอยู่ด้วย ซึ่งนอกจากจะหาที่ตรวจยากแล้ว การตรวจยังยุ่งยาก ต้องเจ็บตัว และมาโรงพยาบาล 2 ครั้ง นอกจากนี้ผลการตรวจยังแปลยาก และอาจสร้างความกังวลและตกใจได้ การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะมีประเด็นต่างๆมากมายมาเกี่ยวข้อง

ลองค่อยๆอ่านดูทีละประเด็นนะครับ

1. อย่างแรกเลยที่จะต้องทราบคือ การตรวจ Tuberculin skin test หรือ TB Skin test หรือ PPD test หรือ Mantoux test เป็นการพูดถึงการตรวจอย่างเดียวกัน แต่เรียกได้หลายชื่ออาจทำให้สับสนได้ แต่ขอให้เข้าใจว่าชื่อ test ต่างๆนั้นหมายถึงเรื่องเดียวกัน และในที่นี่เราจะใช้ว่า Tuberculin skin test

2. การตรวจ Tuberculin skin test เป็นการตรวจปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อเชื้อวัณโรค ทำได้โดยการฉีดเศษของเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อทดสอบว่าร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อวัณโรคนี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าร่างกายมีการต่อต้านมาก ก็จะเกิดการบวมอักเสบขึ้นมา โดยทั่วไปถือว่า ถ้ามีรอยนูนมากกว่า 10 mm ถือว่าการทดสอบให้ผลบวก (Tuberculin skin test – Positive) แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะเคยสัมผัสเชื้อวัณโรค ทำให้มีปฏิกิริยาต่อต้านขึ้นมาให้เราเห็น ตรงนี้ต้องขอพูดอีกทีนะครับว่า การที่มีผลบวกแปลว่า เคยสัมผัสเชื้อ ไม่ได้แปลว่าเป็นวัณโรค

การตรวจ Tuberculin skin test

(Public domain photo: CDC’s Public Health Image Library)

3. ประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของวัณโรคอยู่มาก ดังนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงสามารถสัมผัสเชื้อวัณโรคได้บ่อยตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีคนอยู่กันอย่างหนาแน่น เพราะเชื้อวัณโรคแพร่กระจายได้ทางอากาศ แต่การที่คนเราสัมผัสโรคไม่ได้แปลว่าจะเป็นโรคเสมอไป ถ้าร่างกายแข็งแรง มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ร่างกายไม่แข็งแรง เมื่อสัมผัสเชื้อแล้ว ร่างกายไม่สามารถต่อสู้ได้ ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อ ทำให้เกิดวัณโรคขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ . . . → Read More: การตรวจคัดกรองวัณโรค Tuberculin skin test (TB skin test)

(English) Where is Mahidol University’s Travel Clinic?