ทำอย่างไร เมื่อถูกพิษของแมงกะพรุน

เวลาเราไปเล่นน้ำทะเล มักถูกเตือนเสมอว่าให้ระวังแมงกะพรุนไว้ด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งดีครับ ที่ต้องระวังไว้ก่อน โดยเฉพาะการไปเล่นน้ำทะเลในบางที่ บางฤดูกาล ซึ่งจะมีแมงกะพรุนชุกชุมมาก ถ้าเลี่ยงได้ก็จะเป็นสิ่งดี เพราะถ้าใครถูกแมงกะพรุนเข้าไปแล้ว จะไม่สนุกเลยทีเดียว

ก่อนที่จะมาถึงวิธีการดูแลรักษาพิษจากแมงกะพรุน เรามารู้เรื่องราวเกี่ยวกับแมงกะพรุนกันสักนิดก่อน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ

1 จริงๆแล้วแมงกะพรุนมีหลายชนิดมาก ชนิดที่เราคุ้นเคยกัน กินได้ และเห็นอยู่ตามหม้อสุกี้หรือเย็นตาโฟ ส่วนใหญ่และเป็นแมงกะพรุนหนัง หรือแมงกะพรุนจาน พวกนี้ไม่น่ากลัว แต่แมงกะพรุนที่เรากลัวคือ แมงกะพรุนไฟ ซึ่งตัวจะออกคล้ำๆแดงๆ ซึ่งจะมีพิษ แต่เราไม่ควรดูแค่สีหรือรูปร่างของแมงกะพรุนนะครับว่ามีพิษหรือไม่ ให้พยายามนึกไว้เสมอว่าแมงกะพรุนนั้นมีพิษ อยู่ไกลๆมันจะดีกว่า

2 พิษของแมงกะพรุนจะอยู่ที่สายหรือหนวดของมัน ซึ่งจะมีเข็มพิษอยู่จำนวนมาก ในบางครั้งเวลาเราเล่นน้ำทะเล เราอาจจะไม่เห็นตัวมัน แต่โดนแค่สายหรือหนวดมันซึ่งหลุดออกมาจากตัวเรากูถูกพิษได้

3 พิษของแมงกะพรุนแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน บางชนิดมีความรุนแรงมากทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้นได้โดยเฉพาะ Box Jellyfish แต่แมงกะพรุนส่วนใหญ่จะทำให้เกิดปัญหาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการปวดแสบปวดร้อน และผิวหนังอักเสบตามมา

ลองมาดูลักษณะผิวหนังที่ถูกพิษของแมงกะพรุนครับ

.    .  

ถ้าจะสังเกต ดีๆทั้ง 2 ภาพ ลักษณะแผลจะเป็นทางยาว ตามแนวของหนวดแมงกะพรุนที่พาดผ่าน บางรายแผลอาจรุนแรงกว่านี้มาก เช่นมีการพุพอง แดง และอักเสบมาก ขึ้นอยู่กับจำนวนพิษ และการดูแลรักษาเบื้องต้นซึ่งมีความสำคัญมาก

ทีนี้เราลองมาดูกันครับว่าเมื่อถูกแมงกะพรุนแล้วควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไรดี

1 อย่างแรกเลย ถ้าถูกแมงกะพรุน ควรรีบขึ้นจากน้ำทันที ไม่ควรฝืนเล่นน้ำต่อ เพราะอาการอาจจะรุนแรงขึ้น มีการแพ้และถึงกับจมน้ำได้ เพื่อนๆเองที่เล่นน้ำอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเข้าไปช่วย สังเกตสังนิดนะครับว่ามีแมงกะพรุนอยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งเราเขาไปช่วยเพื่อนแบบไม่ระวัง อาจจะถูกแมงกะพรุนอีกคนก็ได้

2 ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หมดสติหรือหยุดหายใจ ให้รีบตามคนช่วยเหลือ และช่วยฟื้นคืนชีพทันที

3 ควรใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณแผลโดยเร็ว น้ำส้มสายชูจะช่วยยังยั้งไม่ให้เข็มพิษแตกเพิ่มขึ้น ห้ามถู หรือสัมผัสบริเวณแผลด้วยมือเปล่า เพราะอาจจะมีเข็มพิษอยู่ ถ้ายังมีหนวดติดอยู่ให้เอาออกด้วยความระมัดระวัง โดยใช้ที่คีบ

4 ถ้าไม่มีน้ำส้มสายชูให้ล้างด้วยน้ำทะเล ไม่ควรใช้น้ำอย่างอื่นล้าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืด น้ำปัสสาวะ น้ำมันต่างๆ

5 ถ้ามีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

6 แม้ว่าถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ต้องสังเกตอาการต่ออย่างน้อย 1 ชั่วโมง เนื่องจากพิษของแมงกะพรุนบางชนิด โดยเฉพาะ Irukandji ในช่วงแรกอาการจะไม่รุนแรง และจะมารุนแรงภายหลังได้

เหล่านี้เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแมงกะพรุน คนที่เล่นน้ำทะเลบ่อยๆต้องจำไว้นะครับ สำหรับการรักษาอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้ผักบุ้งทะเล จะต้องใช้อย่างไร และจะใช้ได้ผลหรือไม่ อ่านต่อได้ที่บทความนี้ครับ การรักษาพิษของแมงกะพรุนด้วยผักบุ้งทะเล

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดการบาดเจ็บขณะเดินทาง

ในช่วงเทศกาล วันหยุดยาว หลายๆ คนวางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวป่า เที่ยวภูเขา น้ำตก แม่น้ำ ฯลฯ ซึ่งอาจมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บได้ ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนเดินทางและการเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้บาดเจ็บอย่างถูกวิธีถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้อาการบาดเจ็บบรรเทาลง และสามารถส่งต่อผู้ป่วยแก่แพทย์ผู้ชำนาญการได้ทันท่วงที ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยให้สมกับความตั้งใจแต่แรก  สำหรับอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในขณะเดินทางมีไม่กี่สาเหตุด้วยกัน อาทิเช่น บาดเจ็บจากเป็นแผลถลอก ไฟไหม้ เลือดกำเดาไหล กระดูกหัก เคล็ด ขัดยอก ฟกช้ำ ห้อเลือด เลือดไหล แมลงสัตว์กัดต่อย ลมพิษ ฯลฯ โดยอาการเหล่านี้มีตั้งแต่อาการบาดเจ็บเล็กน้อย ถึงอาการบาดเจ็บขั้นรุนแรง ต้องรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ทั้งนี้ ตัวผู้ป่วยเองและผู้พบเห็นเหตุการณ์ควรตั้งสติให้ดี และควรขอความช่วยเหลือจากสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการพยาบาลโดยเร็วที่สุด. 

 

 การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในบาดแผลแบบต่างๆ 

1 การปฐมพยาบาลบาดแผลถลอก (Abrasion wounds)

บาดแผลถลอกหมายถึงการเป็นบาดแผลที่เกิดจากการถูกขีดข่วน ถูกถูหรือถูกครูด บาดแผลชนิดนี้จะตื้นเพียงแค่ผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น และมีเลือดออกเล็กน้อย อันตรายของบาดแผลอยู่ที่การติดเชื้อ บาดแผลถลอกที่พบได้เสมอ คือ การหกล้ม เข่าถลอก ดังนั้นเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นต้องรีบปฐมพยาบาล  เพื่อลดอาการเจ็บปวดและป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ

อุปกรณ์

1. ชุดทำแผล ได้แก่ ปากคีบ ถ้วยใส่สารละลาย สำลี ผ้าก๊อส และพาสเตอร์ปิดแผล

2. สารละลาย ได้แก่ น้ำยาฆ่าเชื้อ และ น้ำเกลือล้างแผล

3. แอลกอฮอล์ 70%

4. เบตาดีน หรือ โปรวิดี ไอโอดีน

* ท่านสามารถซื้อชุดทำแผลดังกล่าว ได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

1. ให้ชำระล้างบาดแผลด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด ถ้ามีเศษหิน ขี้ผง ทราย อยู่ในบาดแผลให้ใช้น้ำสะอาดล้างออกให้หมด

2. ใช้ปากคีบสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70%  พอหมาดๆ เช็ดรอบๆ บาดแผลเพื่อฆ่าเชื้อโรครอบๆ (ไม่ควรเช็ดลงบาดแผลโดยตรง เพราะจะทำให้ เจ็บแสบมาก เนื่องจากยังเป็นแผลสด)

3. ใช้สำลีชุบเบตาดีนหรือโปรวิดี ไอโอดีน ใส่แผลสด ทาลงบาดแผล แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ต้องปิดบาดแผล ยกเว้นบาดแผลที่เท้าซึ่งควรปิด ด้วยผ้าก๊อซสะอาด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

4. ระวังอย่าให้บาดแผลถูกน้ำ

5. ไม่ควรแกะหรือเกาบาดแผลที่แห้งตกสะเก็ดแล้ว เพราะทำให้เลือดไหลอีก สะเก็ดแผลเหล่านั้นจะแห้งและหลุดออกเอง

 
 
 
 

 

2 การปฐมพยาบาลบาดแผลฟกช้ำ (Contusion)

บาดแผลฟกช้ำหรือบาดแผลเปิด เป็นบาดแผลที่ไม่มีร่องรอยของผิวหนัง แต่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดบริเวณที่อยู่ใต้ผิวหนังส่วนนั้น มักเกิดจากแรงกระแทกของแข็งที่ไม่มีคม เช่น ถูกชน หกล้ม เป็นต้น ทำให้เห็นเป็นรอยฟกช้ำ  บวมแดงหรือเขียว

อุปกรณ์  

1. น้ำเย็น

2. ผ้าขนหนูผืนเล็ก

3. ผ้าพันแผลชนิดเป็นม้วน

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

1. ให้ประคบบริเวณนั้นด้วยความเย็น เพราะความเย็นจะช่วยให้เลือดใต้ผิวหนังบริเวณนั้นออกน้อยลง โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบหรือใช้ผ้า ห่อน้ำแข็งประคบเบาๆ ก็ได้

2. ถ้าบาดแผลฟกช้ำเกิดขึ้นกับอวัยวะที่ต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอก เป็นต้น ให้ใช้ผ้าพันแผลชนิดเป็นม้วนที่ยืดหยุ่นได้พันรอบข้อเหล่านั้นให้แน่นพอสมควร เพื่อช่วยให้อวัยวะที่มีบาดแผลอยู่นิ่งๆ และพยายามอย่างเคลื่อนไหวผ่านบริเวณนั้น รอยช้ำค่อยๆ จางหายไปเอง

 
 
 
 

 

3 การปฐมพยาบาลบาดแผลถูกของมีคมบาด (Incision wounds)

บาดแผลแยกหรือบาดแผลเปิด  เป็นบาดแผลที่เกิดจากการฉีกขาดของผิวหนังหรือเนื้อเยื่อจากการถูกของมีคมบาด แทง  กรีด  หรือถูกวัตถุกระแทกแรงจนเกิดบาดแผล  มองเห็นมีเลือดไหลออกมา   

อุปกรณ์ เช่นเดียวกับการปฐมพยาบาลแผลถลอก

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

 1.  ใช้สำลีเช็ดเลือด และกดห้ามเลือด

2.  ใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดรอบๆ แผล

3.  ใช้สำลีชุบเบตาดีน หรือ โปรวิดี ไอโอดีนใส่แผลสดทารอบๆ แผล

4.  ใช้ผ้าพันแผล หรือพลาสเตอร์ปิดแผล

5. รีบน้ำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้กรณีบาดแผลรุนแรง

 
 
 
 

 

4 การปฐมพยาบาลบาดแผลกระดูกหัก (Fracture)

กระดูกหัก คือ การที่กระดูกแยกออกจากกัน ก่อให้เกิดความเจ็บปวด บวม เคลื่อนไหวไม่ได้หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ เนื่องจากอุบัติเหตุ เช่น ถูกรถชน หกล้ม ตกจากที่สูง หรือกระดูกเป็นโรคไม่แข็งแรงอยู่แล้ว กระดูกเปราะเมื่อถูกแรงกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยก็อาจหักได้

อุปกรณ์

1. แผ่นไม้หรือหนังสือหนาๆ

2. ผ้าพันยึด

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

1. วางอวัยวะส่วนนั้นบนแผ่นไม้หรือหนังสือหนา ๆ

2. ใช้ผ้าพันยึดไม้ให้เคลื่อนไหว

3. ถ้าเป็นปลายแขนหรือมือใช้ผ้าคล้องคอ

 
 
  

5 การปฐมพยาบาลเมื่อถูกแมลงกัดต่อย (Insect bite)

แมลงหลายชนิดมีเหล็กใน  เช่น  ผึ้ง  ต่อ  แตน  เป็นต้น  เมื่อต่อยแล้วมักจะทิ้งเหล็กในไว้  ภายในเหล็กในจะมีพิษของแมลงพวกนี้มักมีฤทธิ์ที่เป็นกรด  บริเวณที่ถูกต่อยจะบวมแดง  คันและปวด อาการปวดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต่อยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

อุปกรณ์

1. อุปกรณ์ที่มีรูสามารถกดลงเพื่อเอาเหล็กในออกเช่น ลูกกุญแจ

2. อุปกรณ์สะอาดสำหรับคีบเอาเหล็กในออก

3. สำลีชุบแอมโมเนีย

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

 1.  ใช้ลูกกุญแจที่มีรูกดตรงจุดที่ถูกต่อย แล้วใช้ที่หนีบคีบเอาเหล็กในออก

2.  กดหรือบีบบาดแผลไล่น้ำพิษออก

3.  ใช้สำลีชุมแอมโมเนียทาบริเวณแผล

4. ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณแผล เพื่อระงับอาการปวดและช่วยลดการซึมซาบของพิษ

5. สังเกตดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้นรีบพาไปพบแพทย์

6 การปฐมพยาบาลเมื่อถูกไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก (Burning)

อุปกรณ์ เช่นเดียวกับการทำแผล

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

1.  ใช้สารละลายล้างแผล

2.  ทายาแก้ไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกให้ทั่วบาดแผล

3.  ปิดบาดแผลด้วยผ้ากอซเพื่อป้องกันฝุ่นละออง

4.  ติดพลาสเตอร์ทับให้เรียบร้อย

5. ในกรณีที่แผลรุนแรงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

 
* ไม่ควรใช้ยาสีฟันทาแผล เพราะแผลอาจอักเสบมากขึ้นและอาจหายช้า
  

 
 
 

 

7 การปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล (Epistaxis )

อุปกรณ์ ผ้าชุบน้ำเย็น

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

1.  นั่งนิ่งๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย บีบจมูกนาน 10 นาที

2.  ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งวางบนหน้าผาก สันจมูก หรือใต้ขากรรไกร

3.  ถ้าเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้รีบไปพบแพทย์

 
  

 

 

“จะเห็นได้ว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บขณะเดินทาง

ไม่ใช่เรื่องยากหากท่านใส่ใจ ให้ความสำคัญและพร้อมที่จะเรียนรู้การปฏิบัติที่ถูกต้องตามวิธีการ

 

 

โรคพิษสุนัขบ้ากับนักท่องเที่ยว

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องโรคพิษสุนัขบ้ากับนักท่องเที่ยวกันครับ หลายคนอาจสงสัยว่าทั้ง 2 เรื่องมันมาเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันได้อย่างไร แต่ก่อนอื่นเราลองมาปูพื้นเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าก่อนครับ

1 โรคพิษสุนัขบ้า หรือที่คนไทยเรียกว่าโรคหมาบ้า หรือโรคกลัวน้ำนั้นเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งคนสามารถติดโรคนี้ได้จากการที่ถูกสุนัข,แมว ที่มีเชื้อนี้กัด ข่วน หรือเลีย ซึ่งเมื่อสัมผัสเชื้อแล้ว ต้องรีบล้างแผล และไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรค ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและต้องย้ำไว้เสมอ เพราะถ้าปล่อยไว้ และเกิดอาการของโรคขึ้นแล้ว ผู้ป่วยจะตายทุกราย  ไม่สามารถรักษาได้

2 นอกจากหมา แมว แล้ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆสามารถนำเชื้อนี้ได้เช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลิงหรือค้างคาว เมื่อมีการสัมผัสโรคเกิดขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ สำหรับการสังเกตอาการของสัตว์แล้วคิดว่า สัตว์ดูดี ไม่น่าจะเป็นบ้า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง จริงอยู่ครับ สัตว์ที่มีเชื้อส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ดุร้าย อาละวาด หรือเซื่องซึม  แต่มีสัตว์บางส่วนดูลักษณะภายนอกก็ปกติ แต่มีเชื้ออยู่ ดังนั้นการสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ก็เชื่อไม่ได้ 100 % ครับ ส่วนการกักขังสัตว์ไว้ 7-10 วันเพื่อสังเกตอาการ อาจทำได้  แต่จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาก่อน และแพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไว้ก่อนเลย เราจะไม่มีการกักขังสัตว์ไว้ก่อน ไว้สัตว์ตายเมื่อไรค่อยไปฉีดยา ไม่ได้นะครับ

3 การที่หมาหรือแมวได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยัน 100% นะครับว่า สัตว์จะปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น เคยฉีดมานานหรือยัง ฉีดทุกปีหรือไม่ และพาไปฉีดที่ไหน มีข้อควรระวังคือวัคซีนที่ใช้ในสัตว์ประสิทธิภาพไม่สู้ดีนักเมื่อเทียบกับวัคซีนที่ให้ในคน จึงต้องมีการฉีดกระตุ้นทุกๆปี เราจะยึดประวัติการได้วัคซีนในสัตว์อย่างเดียวมาพิจารณาไม่ได้

4. เมื่อถูกสัตว์กัด ข่วนหรือเลียแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องล้างแผลให้สะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ ถ้าไม่มีใช้น้ำสะอาดและสบู่ก็ได้ ต้องล้างเยอะๆนะครับ ล้างผ่านน้ำที่ไหลอยู่จะดีมาก เชื้อโรคจะถูกชะและทำลายไปได้อย่างมาก หลังจากนั้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษานะครับ

5 แพทย์จะพิจารณาฉีดวัคซีนให้ แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ ปัจจุบันวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ต้องฉีดหลายๆเข็มรอบสะดือแล้ว และผลข้างเคียงก็น้อยลงมาก แต่อย่างไรก็ตามในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน จำเป็นต้องฉีด 5 เข็ม ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก คือฉีดในวันที่ 0,3,7,14,28  และถ้าแผลที่ถูกกัดหรือข่วนมีความรุนแรง เช่นลึกถึงชั้น dermis หรือมีเลือดออก หรืออยู่ใกล้อวัยวะที่มีเส้นประสาทมาก ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับวัคซีน ร่วมกับสารอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า  Rabies Immunoglobulin (RIG) ซึ่งเป็น antibody จากคนหรือม้า จะให้วัคซีนอย่างเดียวไม่ได้

6 ตรงนี้จะเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา เนื่องจาก Rabies Immunoglobulin เป็นสารพิเศษ มีราคาแพง และมีอายุสั้น ดังนั้นในโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะไม่มี Rabies Immunoglobulin เก็บไว้ ผู้ป่วยที่ถูกหมากัดโดยเฉพาะในต่างจังหวัดส่วนหนึ่งจำเป็นต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์เพื่อรับยาดังกล่าว ในต่างประเทศจะยิ่งเป็นปัญหาครับ  Rabies Immunoglobulin จะยิ่งหายากขึ้น ลองนึกดูนะครับ ถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาแล้วถูกหมากัด จะทำอย่างไร จะไปหาหมอที่ไหน และยิ่งจะไปหา Rabies Immunoglobulin ที่ไหน ทำให้ในหลายๆประเทศมีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนการเดินทาง หรือเป็นการฉีดก่อนการถูกหมากัดนั่นเอง ซึ่งต้องฉีด 3 เข็มคือ ฉีดในวันที่ 0, 3, 21 หรือ 28 ข้อดีที่สำคัญคือ ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และเมื่อถูกหมากัดจริงๆ ต้องไปฉีดกระตุ้นอีก 2 เข็มในวันที่ 0 และวันที่ 3 ไม่ต้องฉีดถึง 5 เข็ม และไม่ต้องฉีด Rabies Immunoglobulin ด้วย ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ได้หลังการฉีดกระตุ้นจะขึ้นสูง และป้องกันโรคได้ดีกว่า

ก็แปลว่าเราสมควรจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้นักท่องเที่ยวทุกรายเลยใช่ไหม ก็คงไม่ใช่ครับ มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา ลองมาดูตัวอย่างกรณีต่อไปนี้กันครับ

ตัวอย่างที่ 1

นักท่องเที่ยว backpacker ชาวไทยต้องการไปเที่ยวในประเทศอินเดีย และเนปาลเป็นเวลา 2 เดือน ในกรณีนี้ถ้าถามผม ผมจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไปล่วงหน้าเลย 3 เข็มก่อนเดินทาง หลายคนอาจจะบอกว่า ในช่วง 2 เดือนที่ไปเที่ยว อาจจะไม่ถูกกัดก็ได้นี่ ไว้ถูกกัดค่อยฉีดได้ไหม ก็ได้ครับ แต่เนื่องจากประเทศอินเดียและเนปาลเป็นประเทศที่มีรายงานการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าอยู่สูงมาก และการเข้าถึงวัคซีนและ Rabies Immunoglobulin ในสองประเทศนี้ยังเป้นปัญหาอยู่มาก ดังนั้นการฉีดวัคซีนไปก่อนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ตัวอย่างที่ 2

นักท่องเที่ยว backpacker ต่างชาติเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย ลาว กัมพูชาเป็นเวลา 3 เดือน จำเป็นต้องฉีดหรือไม่ ในกรณีนี้ก็ต้องถามว่าความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวคนนี้จะถูกหมากัดระหว่างเดินทางเที่ยวแถบบ้านเรามากไหม เที่ยว 3 เดือน โอกาสถูกหมากัดสักกี่เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลขที่ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อนได้ทำการศึกษาที่ถนนข้าวสารพบว่าโอกาสเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวแบบ backpacker จะถูกหมาหรือแมวกัดเท่ากับ 0.69% ต่อเดือน ถ้าเที่ยว 3 เดือนก็มีโอกาสเสี่ยงประมาณ 2.1% ซึ่งความเสี่ยงตรงนี้คงต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลอีกหลายอย่าง เช่น กิจกรรมที่จะทำ พื้นที่ที่จะไป ทัศนคติของนักท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งในกรณีนี้ โดยมากผมจะแนะนำให้ฉีดครับ

ตัวอย่างที่ 3

นักท่องเที่ยวชาวไทยจะไปเที่ยวในประเทศอเมริกาและยุโรปเป็นเวลา 3 เดือน ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ในกรณีอาจไม่จำเป็นเท่าไร เพราะในประเทศตะวันตก โอกาสเสี่ยงที่จะติดโรคพิษสุนัขบ้ามีน้อยมาก และสัตว์นำโรคส่วนใหญ่ไม่ใช่หมาหรือแมว อย่างไรก็ตามก็ต้องย้ำกับนักท่องเที่ยวนะครับว่า ถ้าถูกสัตว์กัดหรือข่วนต้องไปพบแพทย์เสมอ โดยเฉพาะพวกค้างคาว ซึ่งเป็นสัตว์นำโรคที่สำคัญเลยทีเดียว ซึ่งบางทีคนไทยอาจจะไม่ได้ระวังมากนัก

(English) Safety of JE vaccine

นักท่องเที่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม (1)

เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ เคยสังเกตไหมครับว่า บ้านเมืองและผู้คนในประเทศต่างๆที่เราไปเที่ยวนั้นมีความแตกต่างกัน และต่างจากบ้านเรา  สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดเลยคือภาษา แต่ละประเทศจะใช้ภาษาต่างกันไป และไม่ใช่ภาษาไทยเหมือนเราแน่นอน นอกจากภาษาแล้ว ผู้คน เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความเป็นอยู่ ฯลฯ ก็มีความแตกต่างกันไป เหล่านี้เราอาจเรียกรวมๆกันว่ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรม

ความแตกต่างนี้จะมีมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของศาสนาที่นับถือ ความใกล้เคียงกันของประเทศ ฯลฯ อย่างในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเรา และนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน เราจะมีความเหมือนกันอยู่หลายๆอย่าง เช่นเวลาเราไปเที่ยวประเทศลาว ประเทศพม่า กัมพูชา เราจะเห็นวัด พระพุทธรูป และเจดีย์เหมือนๆกัน แต่ศิลปะในสร้างอาจแตกต่างกันไป และพวกเราจะมีความเชื่อคล้ายๆกันเช่น มีการกราบไหว้พระพุทธรูป ไม่ชี้ขาไปยังพระพุทธรูป

แต่ถ้าเราไปยังประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก อย่างประเทศในแถบตะวันออกกลาง เราจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนมาก นอกจากอิทธิพลทางศาสนาแล้วยังมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่ทำให้พวกเราแตกต่าง กันไป มีความเชื่อ ค่านิยมและความประพฤติต่างกัน สิ่งที่เราเห็นว่าดี ว่าเหมาะสม ว่าถูกต้อง อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้องในวัฒนธรรมอื่นก็ได้

เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมจำได้ว่ามีป้ายโฆษณาของธนาคาร HSBC ที่ผมเห็นแล้วชอบมาก และชอบดูเสมอเวลาเดินทาง ซึ่งป้ายนี้มักจะติดที่ gate เวลาจะขึ้นเครื่องบิน ลองดูนะครับ ดูแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง

รูปไม่ค่อยชัดเท่าไรนะครับ ต้องขออภัยด้วยครับ พอดีถ่ายไว้นานแล้วก่อนเดินขึ้นเครื่องบิน แต่จะเห็นว่าเป็นรูปนักดนตรีเป็นช่องๆและมีคำอธิบายว่า “Unbearable” ซึ่งแปลว่าทนไม่ได้ และ Enjoyable หรือ สนุกสนาน ซึ่งรูปหนึ่งจะมีคำอธิบายได้ทั้ง 2 แบบ  ก็แปลว่าบางคนมองว่าการเล่นดนตรีแบบหนึ่งไม่ดีหรือ unbearable ในขณะที่อีกคนอาจมองว่าดี หรือ enjoyable ก็ได้ ต่างคนต่างมุมมองหรีอทางพระบอกว่า นานาจิตตัง

ลองดูตัวอย่างอีกรูปนะครับ ผมได้มาจากทาง internet

เห็นไหมครับว่าของอย่างเดียวกัน อาจมีความหมายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน พรมเหมือนกัน บางคนมองว่าเป็นของแต่งบ้าน บางคนมองว่าเอาไปเป็นของที่ระลึก แต่บางคนมองว่าเป็นที่สำหรับนั่งสวดมนต์ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจ ประเด็นเหล่านี้เราอาจจะต้องระมัดระวังเวลาเราไปเที่ยวในต่างแดนซึ่งมี วัฒนธรรมความเชื่อต่างไปจากเรา  ต้องพยายามทำความเข้าใจในวัฒนธรรมนั้นๆ  ไม่แสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมที่อาจเป็นการดูถูกดูแคลนวัฒนธรรมนั้นๆ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งถ้าเราใส่ใจสักนิดจะทำให้เราท่องเที่ยวไปได้อย่างมีความสุข