ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการป้องกันโรคแพ้ความสูง #2 (High altitude sickness misconception 2)

วันนี้เรามาว่ากันต่อถึง ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในเรื่อง High altitude sickness ครับ ใครยังไม่ได้อ่านตอนแรก แนะนำให้กลับไปอ่านก่อนครับ ที่นี่  

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยต่อมาคือ 

3. “เดึ๋ยวก่อนไปที่สูง หรือขึ้นเขา แวะซื้อออกซิเจนกระป๋องไปก็พอแล้ว มันช่วยได้มาก”

ข้อนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย ใครเคยไปที่สูงมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเขาสูงๆในเมืองจีน เช่น ภูเขามังกรหยก หรือแถบทิเบต เลห์ คุซโก ฯลฯ เรามักจะเห็นมีคนขายออกซิเจนกระป๋อง ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกระป๋องสเปรย์ มีขนาดแตกต่างกันไป ซึ่งมีน้ำหนักเบามาก ตรงฝาก็จะมีปุ่มกด และมักจะมีพลาสติกคล้ายๆกรวยให้เอาหน้าไปแนบ เวลาจะใช้ เมื่อพอกดปุ่ม จะมีเสียงฟืดๆ และจะมีออกซิเจนออกมาคล้ายเวลาเราใช้สเปรย์ ออกซิเจนแบบนี้นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกันมาก เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าจริงๆแล้วใช้ได้ผลหรือเปล่า

ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับ ในทางการแพทย์ Oxygen เป็นสิ่งสำคัญ และใช้รักษาอาการจากโรคแพ้ที่สูงได้ เพราะโรคนี้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ดังนั้นการให้ออกซิเจนเข้าไปก็ย่อมช่วยได้ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ออกซิเจนกระป๋องที่เราซื้อๆกัน มีออกซิเจนจริงๆเท่าไร ส่วนใหญ่แล้วข้างกระป๋องจะบอกว่ามี 5-8 ลิตร ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่ามี Oxygen 100% จริงๆหรือเปล่า (หรือเป็นแค่อากาศอัด ซึ่งมีปริมาณออกซิเจนจริงๆน้อยกว่านั้น) สมมุติว่าเป็น oxygen จริงๆ 8 ลิตร เวลาเรากด 1 ฟืดจะได้ออกซิเจนสักเท่าไร และจะพอกับความต้องการของร่างกายไหม เป็นประเด็นที่ต้องมาดูกันต่อครับ

ในทางการแพทย์แล้ว เวลาใครมีอาการ high altitude sickness แบบน้อยๆ เช่น Acute mountain sickness การรักษาอย่างหนึ่ง คือการให้ออกซิเจนเสริมเข้าไป แพทย์จะให้ออกซิเจนทางสายยางเข้าที่จมูก โดยปล่อยออกซิเจน 100% ปริมาณ 2 ลิตรต่อนาที เป็นเวลาสัก 10-20 นาที  อาการคนไข้ก็มักจะดีขึ้น ลองคำนวนดูไหมครับว่าต้องใช้ออกซิเจนเท่าไร 2 ลิตรต่อนาที เปิดตลอดเป็นเวลา 10-20 นาที นั่นคือต้องใช้ออกซิเจนประมาณ 20-40 ลิตร ลองย้อนกลับมาดูกันครับว่า ออกซิเจนกระป๋องที่เราคุยกัน มีออกซิเจนเท่าไร มีแค่ 8 ลิตร ซึ่งไม่พอแน่นอน ถ้าจะใช้รักษาจริงๆต้องให้หลายกระป๋อง ไม่ใช่แค่สูดแค่ฟืด 2 ฟืด เพราะปริมาณออกซิเจนที่ได้จะน้อยมาก

อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับครับว่า นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเวลาใช้ออกซิเจนกระป๋องแล้วจะรู้สึกดีขึ้น สบายขึ้น มีแรงมากขึ้น ซึ่งจริงๆก็ไม่แปลกครับ อย่างน้อยเราก็ได้ออกซิเจนเข้าไปจริงๆ และเรายังอุ่นใจที่มีออกซิเจนช่วยเราอยู่ใกล้ๆ สภาพจิตใจที่ดีสามารถช่วยร่างกายได้จริงๆ ดังนั้นไม่มีปัญหาครับ ใครอยากซื้อหรือใช้ออกซิเจนกระป๋องสามารถใช้ได้ตามสะดวกครับ แต่อย่าละเลยคำแนะนำอื่นๆ ไม่ใช่คิดว่า ซื้อออกซิเจนกระป๋องมาแล้วก็ลุยได้เลย เดินเอาเดินเอา ไม่ดูร่างกายตนเอง คิดว่ามีอะไรก็สูดออกซิเจนเอา อย่างนั้นอันตรายครับ

ออกซิเจนกระป๋อง ซึ่งมีขายทั่วไปในพื้นที่สูง

4. “โรคแพ้ความสูงไม่ขึ้นอยู่กับความฟิตของร่างกาย นักกีฬาแข็งแรงๆยังเป็นได้ เราไม่ต้องเตรียมฟิตร่างกายก็ได้ เตรียมไปก็ไม่มีประโยชน์”

ความเชื่อข้อนี้ มีส่วนถูกอยู่บ้างครับในประโยคแรกคือ การที่ใครสักคนจะเป็นหรือไม่เป็นโรคแพ้ความสูง ไม่ได้ขึ้นกับความฟิตของร่างกาย หรืออายุ หรือเพศ ซึ่งแต่ละคนจะมีอาการแพ้ความสูงที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะไวหน่อย เริ่มมีอาการที่ความสูงแค่ 3000 เมตร อาจจะเริ่มมีอาการแล้ว พอขึ้นไปถึง 3500 เมตรอาจมีอาการมากก็ได้  ในทางตรงกันข้าม บางคนไม่มีอาการอะไรเลย ไปที่  3500 เมตรยังเฉยๆก็ได้ แต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งทำนายได้ยาก

แปลว่า นักกีฬาที่แข็งแรงๆบางคนเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนๆที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย สมมุติทุกคนนั่งเครื่องบินไปเที่ยวเลห์ วันแรกที่ไปถึงนักกีฬาอาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง รู้สึกเหนื่อย แต่เพื่อนร่วมทางอื่นๆกลับสบายดี ไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ จะเห็นได้ว่าความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้ทำนายว่าใครสักคนจะเกิดอาการแพ้ความสูงหรือไม่ 

ความฟิตของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญในการ Trekking

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่า ในเมื่อความฟิตของร่างกายไม่เกี่ยวกับอาการแพ้ความสูง ดังนั้นเราไม่ต้องฟิตร่างกายก็ได้ ความเชื่อนี้ผิดครับ เพราะความฟิตของร่างกาย (Physical fitness) เป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะถ้าจะไป trekking ในพื้นที่สูง ลองนึกอย่างนี้ครับ สมมุตินาย A ปกติไม่เคยออกกำลังกายเลย ไม่ค่อยได้วิ่ง เดินไกลๆสัก 3-4 กิโลเมตรก็เหนื่อยมากแล้ว วันดีคืนดี นาย A อยากไป trekking ที่เนปาล จะไป Poon Hill  การไป trek นี้ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ช่วงแรกๆไม่ได้สูงมาก เช่น วันที่ต้องเดินจาก Tikhedhunga (1495 เมตร) ไปยัง Ghorepani (2850 เมตร) ระยะทางประมาณ 12 กิโล ใช้เวลาเดิน ประมาณ 7-8ชม.

ลองนึกดูนะครับว่านาย A จะเดินไหวไหม เขาเดินทางราบ 3-4 กม.ก็เหนื่อยแล้ว จะเดิน 12ก.ม.ทางขึ้นเขาจะไหวไหม นี่ขนาดความสูงขนาดนี้เรื่อง high altitude sickness อาจจะยังไม่เป็นปัญหามาก แต่ความฟิตของร่างกายสำคัญมาก นาย A ควรต้องเตรียมออกกำลังกายให้พร้อมก่อนไป ไม่ใช่คิดว่า โรคแพ้ความสูงไม่เกี่ยวกับความฟิต ดังนั้นเลยไม่ต้องเตรียมฟิตร่างกาย ความเชื่อนี้ผิดอย่างมากครับ เราควรเตรียมร่างกายให้ดีก่อนเสมอ

5. “เราเคยไปที่สูงมาแล้ว ไม่เห็นมีอาการอะไรเลย ครั้งนี้จะไปที่สูงอีก ก็คงไม่เป็นไร ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากก็ได้”

จริงอยู่ครับว่า ประสบการณ์ที่เคยไปเที่ยวในพื้นที่สูงในครั้งก่อน จะช่วยในการทำนายได้ว่าใครจะเกิดอาการหรือไม่ หมายความว่า ถ้าครั้งก่อนเคยไปที่ความสูงระดับนั้นมาแล้ว แล้วไม่มีปัญหาใดๆ  ถ้าครั้งนี้ไปในที่สูงระดับเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

มีข้อต้องระวังครับในความเชื่อนี้ นั่นคือมีปัจจัยอีกมากที่อาจทำให้เกิดหรือไม่เกิดอาการแพ้ความสูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความสูงอย่างเดียว  เช่นใครบางคนเคยไปเดิน trekking 4 วัน ที่ความสูงประมาณ 3500 เมตรมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย เขาอาจจะคิดว่าครั้งหน้าไปที่ความสูงใกล้ๆกันก็คงไม่เป็นไรมั้ง จริงๆจะคิดอย่างนั้นไม่ได้ครับ

สมมุติครั้งนี้เขาจะไปเที่ยวมาชูปิกชู จะนั่งเครื่องบินจากลิม่า ไปคุซโก เขาดูแผนการเดินทางแล้ว เห็นว่าคุซโกสูงประมาณ 3500 เมตร เขาคิดว่าสบาย ไม่มีปัญหา เพราะเขาเคยผ่านมาแล้ว ไม่เป็นไร ครั้งนี้ก็คงไม่เป็นไรหรอก ความเชื่อนี้ผิดครับ เพราะการเดินทาง 2 ครั้งไม่เหมือนกัน ครั้งแรกเขาค่อยๆเดินไป 4 วัน ไปที่ 3500 เมตร ร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้ แต่ครั้งนี้เขานั่งเครื่องบิน ความสูงจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จากระดับน้ำทะเลมาที่ 3500 มตร ในเวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง เขาอาจจะมีอาการมากก็ได้  

ดังนั้นไม่มี Trip ไหนเหมือนกัน 100%ครับ การไปในที่สูงระดับใดมาแล้ว ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่เกิด high altitude sickness ในระดับความสูงเดียวกัน เพราะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น เดินทางแบบไหน ขึ้นเร็วหรือไม่ เดินไปหรือนั่งรถ/เครื่องบินไป ร่างกายแข็งแรงดีไหม ดังนั้นไม่ควรประมาทครับ ควรศึกษาข้อมูลและเตรียมสภาพร่างกายให้ดีก่อนการเดินทางทุกครั้ง จะได้เที่ยวได้อย่างปลอดภัย

 
 
เรื่องน่ารู้อื่นๆเกี่ยวกับ โรคแพ้ที่สูง (High Altitude sickness)

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการป้องกันโรคแพ้ความสูง #1 (High altitude sickness misconception 1)

ช่วงนี้เข้าใกล้วันหยุดยาวช่วงเมษายนเข้ามาทุกทีครับ หลายๆท่านเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวกันไว้แล้ว และหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ก็คือ การเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่สูง (High Altitude travel) ซึ่งช่วงนี้ก็จะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขา (Trekking) ในประเทศเนปาล, การเดินทางไปพื้นที่สูงในประเทศจีน อย่างแชงกรีล่า (Shangri-la) หรือ ย่าติง (Yading) หรือ เลห์-ลาดักห์ (Leh-Ladakh) ในประเทศอินเดีย เป็นต้น

หลายๆคนเริ่มมีความกังวลและหาข้อมูลจากหลายๆแหล่งเกี่ยวกับการเดินทางไปในพื้นที่สูงและอาการของโรคแพ้ความสูง (Acute Mountain Sickness) รวมไปถึงการป้องกันโดยวิธีต่างๆ  และหลายคนเลือกมาปรึกษาที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง (Travel Clinic) ทำให้ช่วงนี้มีคนเข้ามาขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคแพ้ความสูงกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พบว่านักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับอาการแพ้ความสูงและการป้องกันอยู่เป็นจำนวนมาก ใครยังไม่เคยอ่านข้อมูลทั่วไปเรื่อง Altitude sickness แนะนำให้อ่านก่อนครับ

วันนี้เรามาดูกันครับว่า มีอะไรบ้างที่พวกเราอาจจะยังเข้าใจผิดอยู่เกี่ยวกับการป้องกันโรคแพ้ความสูง

1. “กินยา Diamox (Acetazolamide) แล้วจะไม่เกิดอาการแพ้ความสูง”

จากประสบการณ์ในคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน พบว่าข้อนี้ เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดครับ เพราะพวกเรามักจะคิดว่า ไปที่สูงทุกครั้งจะต้องกินยา Diamox ทุกครั้งและเมื่อกินแล้วก็จะไม่เกิดอาการแพ้ความสูงเลย ทำให้หลายๆครั้งที่นักท่องเที่ยวเข้ามาปรึกษาที่คลินิกฯ มักจะเข้ามาขอยา Diamox เพียงอย่างเดียวหรือหาซื้อเองตามร้านขายยา และใช้ยากันเกินความจำเป็น

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การจะดูว่าเราจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ความสูงมีมากน้อยขนาดไหน เราต้องกลับมาดูที่แผนการเดินทางของเราเป็นหลักเลยครับ ถ้าเอาตามทฤษฎี การป้องกันการเกิดอาการแพ้ความสูงที่ดีที่สุดคือการวางแผนการเดินทาง โดยค่อยๆ ไต่ระดับความสูง (Gradual ascent) เพื่อป้องกันไม่ให้เราขึ้นสูงเกินไป (Too high) และเร็วเกินไป (Too fast) เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีเวลาปรับตัวเข้ากับระดับความดันอากาศที่ลดลงที่ความสูงนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Acclimatization ครับ ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่า จะไปขึ้นที่สูงทุกครั้ง ต้องกินยา Diamox ทุกครั้ง ถ้าเราค่อยๆไป ไปช้าๆ ร่างกายปรับตัวได้ ยาอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้ ดังนั้นต้องพิจารณาหลายๆ ปัจจัยครับ

โดยทั่วไป ในกรณีการเดินเขา เรามักจะแนะนำว่าไม่ควรเดินขึ้นสูงมากกว่า 500 เมตรต่อวัน และ ถ้าหากแผนการเดินทางของเราเดินขึ้นไปสูงมากกว่า 1,000 เมตรต่อวันควรที่จะมีวันพักอีก 1 วันเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวด้วยครับ

การเดินเขาที่ Annapurna Circuit ประเทศเนปาล

ถึงแม้ยา Diamox จะสามารถช่วยทำให้ร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในขณะขึ้นที่สูง แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่จำเป็น นอกจากจะป้องกันอาการแพ้ความสูงไม่ได้แล้ว ยังจะเกิดผลข้างเคียงจากยามากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เป้าหมายสำคัญของการป้องกันอาการแพ้ความสูง ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆไต่ความสูง หรือการใช้ยาในการป้องกัน ก็เพื่อช่วยให้ร่างกายของเราค่อยๆ ปรับตัวตามระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลงครับ แต่เราอาจจะหลีกเลี่ยงอาการเล็กๆน้อยๆของการแพ้ความสูงไม่ได้ (ซึ่งได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ)  ถึงแม้เราจะวางแผนอย่างดีก็ตาม แต่การวางแผนการเดินทางที่ดีจะช่วยทำให้อาการดังกล่าวไม่พัฒนารุนแรงขึ้นจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตครับ  

ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินขึ้นไปที่สูงจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้ความสูง รู้ข้อจำกัดของตัวเอง วางแผนการเดินทางอย่างเหมาะสม และใช้ยาป้องกันอย่างถูกต้องด้วยครับ และขอให้ระลึกไว้เสมอครับว่า Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพัก  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox

2. “เพื่อนเคยไปที่สูงมาก่อนแล้ว บอกว่าไม่เสี่ยงมาก ไม่เกิดอาการแพ้ความสูงหรอก”

เรื่องอาการแพ้ความสูง ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือเป็นเรื่องของตัวใครตัวมันครับ เราไม่สามารถใช้ประสบการณ์การขึ้นที่สูงของคนอื่นมาประเมินความเสี่ยงของเราเองว่าจะเกิดอาการแพ้ความสูงหรือไม่ เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัว (acclimatization) กับระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลงได้ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ณ ความสูงที่จุดหนึ่ง เพื่อนเราอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการปรับกับความสูงได้แล้ว และไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในขณะที่ตัวเราเองอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน ในการปรับตัวกับความสูงเดียวกัน เป็นต้น

ความแตกต่างกันนี้เอง ทำให้ยากในทางปฏิบัติครับ คือ ไม่มีใครทราบว่า ใครจะมีอาการแพ้ความสูงบ้าง และแต่ละคนต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในการปรับตัว อย่างไรก็ดี แพทย์จะใช้ปัจจัยหลายๆอย่างในการช่วยพิจารณาความเสี่ยงครับ ตั้งแต่แผนการเดินทาง ว่าขึ้นเร็ว ขึ้นช้าขึ้นสูงแค่ไหน (ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในข้อแรก)

และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือประสบการณ์การขึ้นที่สูงของตัวเองที่ผ่านมา ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าว อาจช่วยคาดการณ์ได้ เช่น ถ้าเราเคยผ่านที่ระดับความสูง 3000 เมตรมาแล้วโดยไม่มีอาการ ครั้งนี้ก็น่าจะไม่มีอาการเช่นกันถ้าไปความสูงระดับเดิมและไม่ได้ไปเร็วกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางคนอาจมีอาการที่ความสูง 3000 เมตรแล้วก็ได้โดยที่เราไม่มีอาการ 

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเมือง Cuzco, Peru ที่ระดับความสูงประมาณ 3500 เมตร

ดังนั้นการพิจารณาความเสี่ยงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลครับ จะพิจารณาให้เผื่อคนอื่นไม่ได้  เพราะฉะนั้นในแผนการเดินทางเดียวกัน แต่ละคนอาจจะเริ่มใช้ยาป้องกันอาการแพ้ความสูงไม่เหมือนกันก็ได้  ด้วยเหตุนี้บางครั้งนักท่องเที่ยวมาปรึกษาที่คลินิกนักท่องเที่ยวของเรา แต่ได้คำแนะนำที่ไม่เหมือนกัน บางคนแพทย์อาจจะแนะนำให้กินยา บางคนอาจจะไม่ต้องกินยา นอกจากนี้แพทย์ยังไม่สามารถจ่ายยาเผื่อเพื่อนคนอื่นๆได้ครับ 

ยังเหลืออีกหลายข้อนะครับ ไว้จะค่อยๆมาเล่าให้ฟังในวันต่อๆไปครับ