คลินิกนักท่องเที่ยว (Travel Clinic) คืออะไร และมีอะไรที่คลินิกนักท่องเที่ยว

พอเอ่ยชื่อ “คลินิกนักท่องเที่ยว” หรือ “Travel Clinic” แล้วหลายคนอาจทำหน้างงๆ ไม่แน่ใจว่าคืออะไร และทำไมนักท่องเที่ยวต้องมีคลินิกเฉพาะด้วย และจะไปเที่ยวจำเป็นต้องไปหาหมอด้วยหรือ วันนี้เราลองมาดูกันนะครับว่าคลินิกนักท่องเที่ยวคืออะไร และในนั้นมีอะไรบ้าง

1. คลินิกนักท่องเที่ยวคืออะไร

คลินิกนักท่องเที่ยวเป็นคลินิกพิเศษเฉพาะทาง (Specialized clinic) ที่ให้การบริการด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine) แก่นักท่องเที่ยวทั้งก่อนและหลังการเดินทาง อ่านมาตรงนี้หลายอาจจะงงว่า ทำไมต้องมีการดูแลนักท่องเที่ยวด้วย เราก็สบายดี จะไปเที่ยวทำไมต้องไปหาหมอด้วย ตรงนี้ใครยังไม่เข้าใจหรือเกิดคำถามดังกล่าว แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น

2. คลินิกนักท่องเที่ยวมีอะไร และให้บริการอะไรบ้าง

หน้าที่หลักๆของคลินิกนักท่องเที่ยวมีอยู่ 2 ส่วนครับคือ

1. ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง เช่นใครสักคนจะไปเที่ยวแอฟริกา อินเดีย หรือที่อื่นๆ ก็สามารถมาขอคำปรึกษาที่คลินิกได้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ต้องฉีดวัคซีนอะไร และ จำเป็นต้องป้องกันมาลาเรียหรือไม่อย่างไร โดยแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงของโรคต่างๆระหว่างการเดินทาง โดยดูจาก อายุ เพศ สถานที่ที่จะไป ระยะเวลาที่ไปอยู่ แผนการเดินทาง กิจกรรมที่จะทำ ฤดูกาลที่ไป ฯลฯ จะเห็นว่ามีปัจจัยมากมาย ที่แพทย์ต้องพิจารณา 

หลังจากนั้นแพทย์จะให้คำแนะนำในการป้องกันโรคที่เหมาะสม เช่น ควรฉีดวัคซีนอะไร จำเป็นต้องกินยาเพื่อป้องกันโรคอะไรหรือไม่ และควรพกยาอะไรไปไหม ฯลฯ  ซึ่งคำแนะนำที่แพทย์ให้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และแต่ละการเดินทาง และนี่ก็เป็นสาเหตุว่าคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ไม่จัด package วัคซีน ว่าจะไปประเทศนั้นประเทศนี้ต้องฉีดวัคซีนอะไร นักท่องเที่ยวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งแพทย์อาจจะแนะนำว่าไม่ต้องฉีดวัคซีนอะไรเลยก็ได้  ลองอ่านหลักทั่วไปในการเตรียมตัวก่อนการเดินทางได้ที่นี่ ครับ

2. ตรวจรักษาโรคหลังจากการเดินทาง ตรงนี้เป็นหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Travel Clinic นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาแล้วไม่สบาย เช่น ท้องเสีย หรือมีไข้ หรือมีอาการใดๆก็ตาม จำเป็นต้องระลึกไว้เสมอว่า ควรจะมาพบแพทย์ และจำเป็นต้องบอกแพทย์เสมอว่าได้เดินทางไปไหนมา เพราะโรคต่างๆของแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน เช่น มีไข้หลังจากกลับจากเที่ยวซาฟารี ในแอฟริกา อาจเกิดจากโรคมาลาเรียได้บ่อย หรือแม้แต่เกิดจากการติดเชื้อโรคพยาธิบางอย่างที่ประเทศไทยไม่มี ดังนั้นจำเป็นต้องแจ้งแพทย์เสมอว่าไปไหนมา 

เนื่องจากคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ทำให้คลินิกสามารถตรวจรักษาโรคได้อย่างครอบคลุม ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเจาะเลือด ตรวจอุจจาระ ฯลฯ หรือแม้แต่ต้องนอนโรงพยาบาล ก็สามารถทำได้ทันที

โปรโตซัว Giardia lambria ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในนักท่องเที่ยวที่มีอาการท้องเสียหลังกลับจากประเทศอินเดีย เนปาล

 

3. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวคือใคร

แม้ว่าแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น จะให้การดูแล ให้คำปรึกษานักท่องเที่ยวได้ แต่ปัจจุบันการแพทย์สาขาเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine)  มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก มีองค์ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย การจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน เป็นเวลา 3 ปี และสอบผ่านตามเกณฑ์ของแพทยสภา จึงจะได้รับวุฒิบัตร/หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการแพทย์สาขานี้ ซึ่งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นสถาบันหลักในการฝึกอบรมแพทย์แขนงนี้ มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2557

ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มารับบริการที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน อาจจะพบกับแพทย์ประจำบ้านชั้นปีต่างๆ (แพทย์ประจำบ้านคือแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่กำลังฝึกอบรมให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ) ซึ่งการฝึกอบรมและการให้การดูแลนักท่องเที่ยว จะอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขานี้ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวอาจได้พบกับนักศึกษาแพทย์ หรือแพทย์ต่างชาติที่เข้ามาดูงาน หรือเรียนด้าน Travel Medicine ในคลินิกนักท่องเที่ยวของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

ภาพตัวอย่างกิจกรรมการเรียนการสอนในคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

4. ข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

  • คลินิกนักท่องเที่ยวโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ไม่ได้ให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังให้บริการรวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่างประเทศ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ พนักงานที่จะไปประจำการที่ต่างประเทศ ฯลฯ และรวมถึงดูแลผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เจ็บป่วยหลังจากการเดินทาง 
  • ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 5000 คนมารับบริการที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน และในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการรวมกว่า 20,000 คน มาจากมากกว่า 85 ประเทศทั่วโลกและคลินิกฉีดวัคซีนไปมากกว่า 30,000 เข็ม 
  • คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นแหล่งความรู้ และการทำวิจัยในด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว มีผลงานวิจัยของคลินิกมากกว่า 30 เรื่อง ดูข้อมูลด้านวิชาการของคลินิกได้ที่นี่ 
  • แม้ว่าคลินิกนักท่องเที่ยว จะเป็นคลินิกพิเศษเฉพาะทาง แต่ไม่มีการคิดค่าบริการพิเศษ อัตราค่าบริการจะเหมือนรพ.รัฐทั่วไป และไม่มีค่าธรรมเนียมแพทย์ (DF) 
  • นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามารับบริการ ควรทำนัดหมายทาง online ล่วงหน้าที่ link นี้ เพื่อความสะดวกและลดเวลารอคอย

ผลวิจัยน่ารู้ คนไทยไปเที่ยวอินเดีย ไม่สบายมากน้อยแค่ไหน

เมื่อเอ่ยถึงอินเดีย หลายคนอาจจะกังวลในการเดินทางไปท่องเที่ยว เนื่องจากกลัวและกังวลปัญหาสุขภาพต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องท้องเสีย วันนี้เราจะมาดูกันครับว่าปัญหาสุขภาพจริงๆในคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดีย เราเจอกันมากน้อยแค่ไหน และคนไทยมักจะไม่สบายเป็นโรคอะไรบ้าง

บทความนี้ค่อนข้างยาว และมีรายละเอียดมากครับ เพราะเป็นการนำผลการวิจัยเรื่อง Health problems among Thai tourists returning from India ซึ่งเป็นผลงานวิจัยล่าสุดของคลินิกมาเล่าให้ฟัง ซึ่งงานวิจัยนี้คุณจุฑามาศ เจ้าหน้าที่วิจัยของคลินิกเป็นผู้วิจัยหลัก (PI) ถ้าใครไม่อยากอ่านยาวๆ ลองดูผลสรุปง่ายๆเลยก็ได้ครับ ดังนี้

“52% ของคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดียจะมีปัญหาสุขภาพอะไรบางอย่าง ส่วนใหญ่คืออาการในระบบทางหายใจ เช่นไอ เจ็บคอ เป็นหวัด พบประมาณ 1/3 ของนักท่องเที่ยว รองลงมาเป็นอาการทางกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อย พบได้ 21 % ส่วนเรื่องท้องเสียที่เราคิดว่าจะเจอบ่อยมากเป็นอันดับ 1 กลับพบไม่มากนักเป็นอันดับ 4 โดยพบแค่ 10% ของนักท่องเที่ยว” 

อ่านแล้วพอเห็นภาพไหมครับ  แต่อยากให้อ่านต่อในรายละเอียด เพราะการอ่านแค่ผลสรุป แล้วนำไปใช้เลยต้องระมัดระวัง เพราะข้อมูลจากการวิจัยอาจใช้ไม่ได้ในทุกกรณี ก่อนที่จะมาดูกันในรายละเอียดของงานวิจัย มีบางประเด็นต้องทำความเข้าใจกันก่อน 

  1. อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกันมากมายในหลายลักษณะ และกระจายกันไปในหลายภูมิภาคของประเทศ ซึ่งคนไทยที่ไปเที่ยวที่อินเดีย อาจแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3-4 กลุ่มดังนี้ 
    • กลุ่มที่ไปแสวงบุญ ไหว้พระที่สังเวชนียสถาน ทั้ง 4 ตำบล นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะเป็นวัยกลางคนถึงวัยสูงอายุ มักจะซื้อทัวร์ไปเป็นหมู่คณะ
    • กลุ่มที่ไปเที่ยวอินเดียภาคเหนือ โดยเฉพาะเลห์ และลาดักห์ กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น  มักจะไปกันเอง กลุ่มเล็กๆ และซื้อทัวร์หรือเช่ารถพร้อมคนขับที่นั่น แล้วไปเที่ยวกันตามสถานที่ต่างๆ
    • กลุ่มที่ซื้อทัวร์ไปทัชมาฮาล อัครา ชัยปุระ ฯลฯ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะซื้อทัวร์จากเมืองไทยไป ไปเป็นกลุ่มทัวร์ เที่ยวระยะสั้นๆ ขึ้นรถทัวร์ นอนโรงแรม
    • กลุ่ม backpacker เที่ยวแบบอิสระ โดยเดินทางไปกับเพื่อนไม่กี่คน กลุ่มนี้มักจะเที่ยวแบบลุยๆนิดหน่อย เช่น ไปตามสถานที่ต่างๆด้วยตนเอง เช่นนั่งรถไฟ รถบัสอินเดีย นอน guesthouse และกินอาหารแบบง่ายๆข้างทาง

      แม่น้ำคงคา ในเมืองพาราณสี หนึ่งในสถานที่ที่คนไทยมักจะไปเยี่ยมชม

  2. ถ้าคิดตามเล่นๆจะเห็นว่าปัญหาสุขภาพของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มก็จะไม่เหมือนกัน เช่น นักท่องเที่ยวที่เที่ยวแบบ backpacker เที่ยวเอง กินอาหารข้างทางบ่อยๆ จะมีความเสี่ยงที่จะท้องเสียมากกว่ากลุ่มที่เที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์และกินอาหารอย่างระมัดระวัง หรือถ้าใครจะไปเลห์ ลาดักส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงมาก อาจจะเกิดปัญหา Acute mountain sickness ได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นจะไม่เกิด
  3. เมื่อถึงตรงนี้ ลองเดาดูไหมครับว่า ผลการวิจัยข้างต้นที่บอกว่าคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดียและไม่สบาย ส่วนใหญ่จะเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ส่วนท้องเสียไม่ได้พบมากอย่างที่คิดพบเป็นอันดับ 4 เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน คำตอบคือ ….. กลุ่มที่ไปไหว้พระที่สังเวชนียสถานครับ …. ก่อนหน้านี้ เราเข้าใจมาเสมอว่า โรคที่พบบ่อยที่สุดในคนที่ไปอินเดียคือท้องเสีย ซึ่งตำราต่างประเทศทุกเล่มจะเขียนตรงกัน โดยผลการศึกษาในอดีตระบุว่า นักท่องเที่ยวกว่า 50-80% ที่ไปอินเดีย จะท้องเสีย แต่ตัวเลขข้อมูลพวกนั้นเป็นการศึกษาในนักท่องเที่ยวตะวันตก เราไม่มีตัวเลขมาก่อนเลยว่า แล้วคนไทยล่ะ ถ้าไปอินเดียจะท้องเสียถึง 50-80% หรือไม่
  4. ดังนั้นในปี 2557-2558 หน่วยเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง จึงได้ทำการวิจัย โดยเก็บรวบรวมคนไทยมากกว่า 1200 คนที่ไปเที่ยวอินเดีย โดยส่วนใหญ่ >90% เป็นคนที่ไปไหว้พระที่สังเวชนียสถาน ไปเป็นกลุ่มทัวร์ โดยตามว่าเมื่อเที่ยวเสร็จสิ้นแล้ว มีคนไทยไม่กี่คนที่ไม่สบาย และมีปัญหาท้องเสียบ่อยที่สุดจริงไหม ซึ่งผลการวิจัยที่ได้มาทำให้เราแปลกใจพอสมควร เพราะเรากลับพบว่าคนไทยมีอาการของระบบทางเดินหายใจมากกว่า มีคนไทยเพียง 10% ที่มีอาการท้องเสียจากการไปเที่ยวที่อินเดีย
  5. ซึ่งเมื่อมาพิจารณาในรายละเอียด ก็พอหาคำอธิบายได้ เนื่องจากคนไทยที่ไปไหว้พระแสวงบุญจะไปเป็นกลุ่มนั่งรถบัสกันไปคันเดียวกัน กินพร้อมๆกัน อยู่โรงแรมเดียวกัน จะเห็นว่าถ้ามีใครสักคนเป็นหวัด ไม่สบายขึ้นมาก็อาจแพร่เชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนี้มักจะต้องนั่งรถคันเดียวกันเป็นเวลานานหลายๆชั่วโมง เพราะมีการเดินทางระหว่างเมือง ส่วนเรื่องท้องเสียที่พบน้อยในกลุ่มนี้ น่าจะเนื่องมาจากอาหารการกินของกลุ่มนี้ มีการจัดเตรียมเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่กินในร้านอาหาร หรือในวัด บางทีมีแม่ครัวไทยทำให้ด้วย ไม่ค่อยได้กินอาหารข้างทาง หรืออาหารที่ไม่สะอาดทำให้เกิดท้องเสียน้อย
  6. นอกจากเรื่องอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทางกล้ามเนื้อ ไข้ และท้องเสีย ในการวิจัยเรายังเจอปัญหาสุขภาพในคนไทยอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผื่นผิวหนัง หรือแม้แต่ถูกสุนัขกัดระหว่างท่องเที่ยว ซึ่งปัญหาเหล่านี้บางครั้งเราก็ไม่คาดถึง แต่โชคดีหน่อยครับ แม้ว่าคนไทยกว่า 52% จะมีปัญหาสุขภาพอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาส่วนใหญ่ไม่รุนแรง หายเองได้ มีเพียง 6 % เท่านั้นที่ต้องพบแพทย์ระหว่างเดินทาง และมีน้อยกว่า 1% ที่ต้อง admit ในโรงพยาบาล
  7. โดยสรุปการวิจัยนี้ทำให้รู้ว่า ปัญหาสุขภาพของคนไทยที่ไปไหว้พระที่อินเดียพบบ่อยพอสมควร โดยกว่า 52% จะมีอาการไม่สบายอย่างหนึ่งอย่างใด และส่วนใหญ่เป็นอาการของระบบทางเดินทายใจ เช่นอาการหวัด เจ็บคอ ไอ ส่วนท้องเสียพบประมาณ 10% ดังนั้นข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์มากในการให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เช่น เวลานั่งรถไปเป็นเวลานาน ต้องระวังเรื่องสุขอนามัย ถ้ารู้สึกเป็นหวัด ไอ ต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก ล้างมือบ่อยๆ ในกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนเดินทาง ส่วนเรื่องท้องเสีย พบได้เหมือนกัน แต่อาการมักไม่รุนแรงหายเองได้ อาจเตรียมตัวพกผงเกลือแร่ไปด้วย 

    คลินิกทีเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย

  8. การวิจัยนี้เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่ทำในนักท่องเที่ยวไทยที่ไปอินเดีย อย่างไรก็ตามทุกงานวิจัยย่อมมีข้อจำกัด เช่น ผลการศึกษานี้จะไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มอื่นได้ เช่นถ้านักท่องเที่ยวเที่ยวแบบ backpack ไปในที่ต่างๆ กินอาหารข้างทาง และเที่ยวแบบลุยๆ อาจพบปัญหาท้องเสียมากกว่ากลุ่มนี้ก็ได้ คงต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน และเผลอๆถ้าไปเที่ยวนาน กินอาหารข้างทางบ่อยๆ อาจต้องฉีดวัคซีนไทฟอยด์ด้วย ส่วนถ้าจะไปเที่ยวเลห์ ลาดักส์อย่าลืมเตรียมตัวสำหรับปัญหา high altitude sickness ด้วย
  9. ดังนั้นในทางปฏิบัติเวลามีนักท่องเที่ยวมาพบแพทย์ที่คลินิกนักท่องเที่ยว ถามว่าไปอินเดียต้องเตรียมตัวอย่างไร และจะไม่สบายหรือไม่ แพทย์ต้องถามข้อมูลในรายละเอียดมากมาย ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เที่ยวกันกี่คน นอนในที่พักแบบไหน จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง และอาหารการกินจะเป็นอย่างไร ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยแพทย์ในการพิจารณาให้คำแนะนำและสั่งวัคซีนที่จำเป็นและเหมาะสมให้นักท่องเที่ยวแต่ละรายไป และนี่ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่งว่าทำไมคลินิกนักท่องเที่ยวไม่มีการจัด package หรือบอกออกมาเลยว่าไปอินเดียต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง เพราะในบางรายไม่ต้องฉีดวัคซีนอะไรเลยก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวทุกคนต้องดูแลสุขภาพ สุขอนามัยทั่วไป ระวังเรื่องอาหารการกิน ทายากันยุงไม่ให้ยุงกัด ฯลฯ
  10. การศึกษาวิจัยเป็นอีกภารกิจหนึ่งในคลินิกนักท่องเที่ยวของเราครับ เนื่องจากเราเป็นสถาบันทางวิชาการ และเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง จำเป็นต้องมีการสร้างองค์ความรู้เพื่อช่วยในการดูแลนักท่องเที่ยว ถ้าใครมาที่คลินิกนักท่องเที่ยว อาจพบแพทย์ประจำบ้าน และมีการเชิญให้เข้าร่วมโครงการวิจัยต่างๆบ้างครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาปัญหาสุขภาพในนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ เช่นตอนนี้มีการทำวิจัยเรื่อง ปัญหาสุขภาพของคนไทยที่จะเดินทางไปในที่สูง ซึ่งผลการวิจัยจะทำให้เรารู้ว่า คนไทยที่ไปเที่ยวที่สูงๆ จะเกิด Acute mountain sickness บ่อยแค่ไหน และรุนแรงหรือไม่ หรืออีกงานวิจัยหนึ่ง เราเก็บข้อมูลคนไทยที่ต้องกินยาป้องกันมาลาเรีย ก่อนไปแอฟริกา ผลการวิจัยจะทำให้เรารู้ว่าการกินยานั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เราและวงการแพทย์ได้มาก
  11. สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของงานวิจัยเรื่องปัญหาสุขภาพของคนไทยที่ไปอินเดียนี้ สามารถเข้าไปอ่าน abstract และดู full paper ได้ที่ Journal of Travel Medicine 2017; 1-6. doi:10.1093/jtm/tax013

 

Altitude Sickness #3 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox (Acetazolamide)

ในแต่ละวันที่คลินิกนักท่องเที่ยว (Travel Clinic) โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาปรึกษาก่อนการเดินทางไปที่สูงมากขึ้น ซึ่งหลายคนเข้ามาถามว่าจะต้องกินยาแก้แพ้ความสูงไหม กิน Diamox ดีไหม ถ้ากินต้องกินอย่างไร ผลข้างเคียงเยอะไหม และจะหาซื้อยาได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่พบบ่อยมากครับ ซึ่งการตอบคำถามและการแนะนำเรื่องยานี้ไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดอยู่ และการใช้ยานี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

เราลองมาดูคำถามคำตอบกันทีละประเด็นครับ

 

1. จะไปเที่ยวที่สูงต้องกิน Diamox ไหม

คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่แพทย์จะไม่สามารถตอบได้ทันทีว่า ต้องกินหรือไม่ต้องกินยา แพทย์ต้องถามหลายๆอย่างครับ อย่างแรกเลย คือจะไปที่ไหน มีเหมือนกันครับ บางคนมาขอเพราะว่าจะไปดอยอินทนนท์ ซึ่งสูงเพียง 2,300 เมตร ในกรณีนี้ไม่ต้องกินยา เพราะร่างกายมักจะปรับตัวได้  แต่ถ้าจะไปสูงกว่านั้น ไปเปรู เมืองคุซโก ไปเมืองลาซา หรือไปเลห์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจต้องใช้ยา อย่างไรก็ตามแพทย์ต้องถามข้อมูลอีกมากไม่ว่าจะเป็น ไปอย่างไร ไปทางไหน ใช้เวลาเท่าไร คืนแรกนอนที่ไหน เคยไปที่สูงมาก่อนไหม มีโรคประจำตัวไหม ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาว่าน่าจะกินยาหรือไม่  

หมายเหตุ ใครยังไม่เคยอ่าน 2 บทความนี้ แนะนำให้อ่านก่อนครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น ก่อนจะมาว่ากันต่อเรื่องยา 

 

2. ยา Diamox คือยาอะไร

ยา Diamox หรือชื่อสามัญคือ Acetazolamide เป็นยาที่ไม่ได้มีใช้ทั่วไป แต่เป็นยาที่มีประโยชน์ในการรักษาหลายอย่าง เช่น มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ สามารถลดความดันตา ใช้รักษาโรคต้อหิน และสามารถใช้ป้องกันรวมถึงรักษาภาวะ Acute mountain sickness ได้ จะเห็นว่ายานี้มีฤทธิ์หลายๆอย่าง การใช้ยานี้เพื่อหวังผลแต่ละอย่าง จะใช้ขนาดยาที่ต่างกัน บางโรคบางภาวะจำเป็นต้องกินในขนาดที่สูง แต่ถ้าใช้ในการป้องกัน high altitude sickness แพทย์จะแนะนำให้กินในขนาดที่ต่ำกว่า 

 

3. ทำไม Diamox ถึงสามารถป้องกันภาวะ high altitude sickness ได้

อาการแพ้ที่สูงเกิดจากการที่ร่างกายไม่คุ้นเคย และปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากขึ่นไปอยู่ในพื้นที่สูงมีออกซิเจนในบรรยากาศต่ำ ซึ่งกลไกอย่างหนึ่งของร่างกายในการช่วยเพิ่มออกซิเจนคือ การหายใจให้เร็วขึ้น ทำให้ได้ออกซิเจนมากขึ้น การกินยา diamox จะทำให้ร่างกายหายใจเร็วขึ้น จากหลายกลไกครับ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการหายใจโดยตรง และการทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจะได้หายใจเร็วขึ้นเพื่อขับกรดออกไป ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ของยาจริงๆซับซ้อนและยุ่งยากกว่านั้นมากครับ แต่จะไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้

 

4. ยา Diamox สามารถป้องกันอาการแพ้ที่สูงได้จริงไหม

ถ้าตอบสั้นๆคือ จริงครับ มีหลักฐานทางการแพทย์ และงานวิจัยมากมายยืนยันว่า ยา Diamox สามารถช่วยป้องกันอาการจากการแพ้ที่สูงได้ และยังสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการปรับตัว (Acclimatization) เมื่อขึ้นสู่ที่สูงได้ อย่างไรก็ตาม Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องพัก นอกจากนี้ยา Diamox ยังไม่สามารถใช้รักษาอาการแพ้ที่สูงอย่างรุนแรงได้ ในกรณีดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ยาอื่น เช่น dexamathasone หรือ nifedipine ซึงควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

มาชูปิกชู หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่สูง

5. ใครไม่ควรกินยา diamox และผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาคืออะไร 

ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ในกลุ่ม Sulfa รวมถึงยาปฏิชีวนะกลุ่ม Bactrim ไม่ควรกินยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง นอกจากนี้ในผู้มี โรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะอาจมีปัญหาเวลาเดินทางขึ้นที่สูงรวมถึงมีปัญหาในการใช้ยาได้

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในการกินยา คือ

  • อาการชาหรือรู้สึกเป็นเหน็บที่ปลายมือปลายเท้า อาการนี้มักจะไม่รุนแรงและหายเองได้ เมื่อหยุดยาแล้ว
  • การรับรสที่ลิ้นจะแปลกไป โดยรู้สึกแปร่งๆเวลาดื่มน้ำอัดลม (Metallic taste) อาการนี้พบได้บ่อย แต่ไม่รุนแรงและหายเองได้
  • ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากยา diamox มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ทำให้บางคนมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นเวลากินยา ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ผื่นขึ้น ลมพิษ แน่นหน้าอก เหล่านี้เป็นอาการของการแพ้ยา ควรหยุดยา

 

6. ซื้อยา diamox กินเองได้ไหม

ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองครับ ควรจะพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาจะดีกว่า ซึ่งแพทย์จะพิจารณารายละเอียดการเดินทาง ประวัติสุขภาพ และประวัติแพ้ยา ก่อนจะพิจารณาสั่งยาให้ตามความเหมาะสม และให้คำแนะนำที่ถูกต้องครับ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะกินยานี้ได้ และยานี้ยังมีข้อห้ามและข้อควรระวังบางอย่าง 

การหาซื้อยากินเอง ถามวิธีการกินยาจากเพื่อนๆ หรือหาข้อมูลเองทาง Internet ต้องระมัดระวังครับ ไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะข้อมูลที่ได้มา อาจไม่ถูกต้องและเกิดความเข้าใจผิดที่พบบ่อย ควรปรึกษาแพทย์จะเหมาะสมกว่า 

ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยา

  • ถ้าจะใช้ยานี้เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่สูง ต้องกินยาล่วงหน้าก่อนขึ้นที่สูงประมาณ 24-48 ชั่วโมง และกินจนกระทั่งถึงจุดที่สูงที่สุด และกินต่อสัก 1-2 วัน แพทย์จะต้องดูแผนการเดินทางอย่างละเอียด และจะให้คำแนะนำได้ว่า เริ่มกินยาวันนี้ ตรงนี้ และหยุดยาเมื่อขึ้นไปถึงตรงนี้ ณ.วันนี้ ซึ่งคำแนะนำในแต่ละคน แต่ละการเดินทางจะไม่เหมือนกัน
  • การเริ่มกินยาเมื่อขึ้นไปสู่ที่สูงแล้ว อาจช่วยลดอาการ แต่จะไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการแพ้ความสูง
  • การกินยา diamox เพื่อป้องกันอาการแพ้ความสูง ใช้ขนาดต่ำครับ โดยทั่วไปจะให้ขนาด 125 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ถ้ากินเม็ดขนาด 250 มิลลิกรัม ให้กินแค่ครึ่งเม็ดวันละ 2 ครั้งก็พอ
  • การไปซื้อยากินเอง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมาก เนื่องจากยา diamox มีหลายคุณสมบัติ และใช้รักษาในหลายโรค  แต่ละโรคใช้ขนาดยาไม่เท่ากัน นอกจากนี้เม็ดยายังมีหลายขนาด มีทั้ง 125 mg, 250mg หรือแม้แต่ 500 mg ทำความสับสนได้มาก เช่น บางคนไปซื้อยาที่ร้านขายยาเอง บอกว่าซื้อ diamox อาจได้ยาในขนาดการรักษาโรคต้อหิน  ซึ่งเป็นขนาดสูง กินวันละ 3 ครั้ง ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้มากขึ้น ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลให้ดี และพบแพทย์เพื่อรับยาจะดีกว่า
  • ถ้ามีอาการแพ้ความสูงแม้ว่าจะกินยา diamox หรือไม่ก็ตาม ควรระมัดระวัง และสังเกตุอาการตนเองและเพื่อนร่วมเดินทางเสมอ ถ้าเป็นแค่ Acute mountain sickness มีอาการไม่มาก เช่น ปวดศีรษะ มึนงง สามารถกินยา paracetamol เพื่อบรรเทาอาการได้ และควรพัก ร่างกายจะค่อยๆปรับตัวได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อยมาก ไอ สับสน ปวดศีรษะ มึนงงมาก ต้องรีบลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า และไปสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
     

เรื่องควรรู้ ควรเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวแอฟริกา

ทุกวันที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จะมีนักท่องเที่ยวมาขอรับคำปรึกษาก่อนไปเที่ยวแอฟริกา ซึ่งดูเหมือนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่สนใจใปทวีปนี้จะมากขึ้นทุกๆปี เพราะทวีปนี้เป็นทวีปที่น่าค้นหา มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์ ดู Big Five หรือบางคนอยากไปดูน้ำตกวิกตอเรีย หรือไปปีนเขาคิรีมันจาโร เหล่านี้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญๆในแอฟริกาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

แต่มีประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การไปทวีปนี้จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวด้านสุขภาพอย่างดี เพราะทวีปนี้มีโรค หรือภัยสุขภาพหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนประเทศไทยของเรา นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมตัว ศึกษาแผนการเดินทาง ข้อกำหนดและข้อมูลสุขภาพให้ดีก่อนไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง รวมถึงป้องกันโรคบางอย่างก่อนไป การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ควรพิจารณา

1. ศึกษาข้อมูล และเลือกประเทศที่อยากจะไปให้ดี

จริงๆทวีปแอฟริกาเป็นทวีปใหญ่ มีความหลากหลายในทางกายภาพอยู่มาก การเลือกสถานที่ที่จะก็มีความสำคัญครับ เช่น ถ้าเราอยากไปหรืออยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปซาฟารีในแอฟริกา เราสามารถเลือกประเทศได้มากมายว่าจะไปประเทศไหน จะไปอุทยานอะไร เพราะการท่องซาฟารีในแอฟริกามีอยู่มากมายหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเคนยา แทนซาเนีย นามิเบีย โมซัมบิก แอฟริกาใต้ ฯลฯ  ข้อมูลเรื่องพวกนี้ปัจจุบันไม่หาไม่ยาก มีอยู่มากมายใน Internet และมีรีวิวมากมากให้เราค้นหา

แต่ที่ต้องเน้นตรงนี้เพราะว่า การเลือกไปซาฟารีเหมือนกัน แต่เลือกไปคนละประเทศจะส่งผลอย่างมากต่อความจำเป็นในการฉีดวัคซีน และเตรียมตัวก่อนการเดินทาง เช่น ลองดูรูปด้านล่างครับ

Safari near Kilimanajro mountain

 

ถ้าเราอยากไปเที่ยวซาฟารี ที่อุทยานมาไซมารา (Masai Mara) ที่ประเทศเคนยา หรือจะไปดูภูเขาคีรีมันจาโร ซึ่งอยู่ในเขตประเทศแทนซาเนีย เหมือนรูปด้านบน เราจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง และอาจจำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรีย เพราะในบริเวณดังกล่าวมีโรคมาลาเรียระบาดอยู่ 

ในทำนองกลับกัน ถ้าเราไม่อยากฉีดวัคซีนไข้เหลือง กลัวเป็นมาลาเรีย แต่อยากไปเที่ยวซาฟารี ดูสัตว์เหมือนกัน เราควรจะเลือกไปดูที่ประเทศแอฟริกาใต้ แถวๆเมือง Cape Town หรือ Port Elizabeth ตามรูปด้านล่าง ถ้าไปแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองและไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเพราะพื้นที่แถวนั้นไม่มีโรคดังกล่าว

Safari game drive near CapeTown, South Africa

 

2. ศึกษาข้อกำหนดว่าสถานที่หรือประเทศที่จะไปนั้นจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่

หลังจากที่เรารู้ว่า เราอยากไปที่ไหนของแอฟริกา ต่อมาเราต้องพิจารณาว่าสถานที่ที่เราจะไปนั้นมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ และสามารถสร้างความสับสนได้ไม่น้อย จำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดและข้อบังคับให้ดี  ถ้าจะไปในสถานที่ที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าสามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่ มีข้อห้ามหรือไม่ เพราะการฉีดวัคซีนไข้เหลืองมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ในบางคนจะไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ก็อย่าลืมครับว่า เราสามารถเปลี่ยนไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ต้องฉีดวัคซีนก็ได้ 

เช่นถ้าอยากไปซาฟารีมากๆ แต่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ เช่นอายุมาก มีโรคประจำตัว ควรเลือกไปซาฟารี ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ไม่ควรไปซาฟารีที่ประเทศเคนยา แทนซาเนีย ฯลฯ รวมถึงต้องไม่เลือกนั่งสายการบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่องในประเทศอื่นๆในแอฟริกาด้วย  

แนะนำให้อ่านบทความด้านล่างครับ จะมีรายละเอียดประเด็นสำคัญๆเกี่ยวกับวัคซีนไข้เหลืองอยู่

 

3. พิจารณาว่าประเทศที่จะไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นหรือไม่ 

โรคนี้ก็เป็นอีกโรคครับที่คนไทยอย่างเราๆไม่ค่อยได้คุ้นเคยกันมาก เพราะบ้านเรามีความเสี่ยงในการติดโรคนี้น้อย แต่ถ้าจะไปประเทศแอฟริกาต้องระวังโดยเฉพาะไปในประเทศที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามรูปด้านล่าง ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องวัคซีน

ประเทศในทวีปแอฟริกาที่อยู่ในเขตระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น Meningitis belt

 

4. ระวังเรื่องมาลาเรีย เพราะเที่ยวแอฟริกามีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อมาลาเรีย ควรศึกษาวิธีป้องกันให้ดี และควรปรึกษาแพทย์

ประเด็นนี้ก็สำคัญครับ หลายประเทศในทวีปแอฟริกามีความเสี่ยงในการติดเชื้อมาลาเรีย ก็ต้องบอกตรงนี้ครับว่า ความเสี่ยงของโรคมาลาเรียของประเทศแถบแอฟริกาไม่เหมือนประเทศไทย เช่นในป่าประเทศไทย เวลานักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวป่า แพทย์จะแนะนำให้ป้องกันยุง อย่าให้ยุงกัด โดยที่ไม่ต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเพราะความเสี่ยงของนักท่องเที่ยวที่จะติดเชื้อมาลาเรียจากป่าในประเทศไทย มีน้อยมาก

แต่ความเสี่ยงของมาลาเรียในประเทศแถบแอฟริกาจะสูงกว่าในประเทศไทยมาก และในหลายพื้นที่สามารถติดเชื้อมาลาเรียได้ โดยที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นป่า บางประเทศแม้แต่ในเขตในเมืองหลวงยังสามารถติดเชื้อมาลาเรียได้

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย : ประเทศเคนยา เอธิโอเปีย แทนซาเนีย โมซัมบิก นามิเบีย แซมเบีย ซิมบับเว น้ำตกวิตอเรีย มาดาร์กัสการ์ ไนจีเรีย แคเมอรูน มาลาวร รวันดา ฯลฯ มีอีกมากครับ  ข้อมูลโดยละเอียดว่าประเทศไหนมีมาลาเรียหรือไม่ สามารถดูได้จาก link นี้ ซึ่งเป็นข้อมูลจากศูนย์ควบคุมป้องกันโรคติดต่อ (CDC) ของสหรัญอเมริกา 

ถ้าจะไปในประเทศแถบแอฟริกาแนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาดีกว่าครับ แพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลายประการ เช่นไปที่ไหน ไปกี่วัน ลักษณะที่พักเป็นอย่างไร และจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะติดมาลาเรียระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ในหลายกรณีแพทย์มักจะแนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรียถ้าไปเที่ยวในทวีปแอฟริกา

น้ำตกวิกตอเรีย ที่พรมแดนประเทศแซมเบียและซิมบับเว เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของมาลาเรีย

 

5. ศึกษาข้อมูลและป้องกันความเสี่ยงเฉพาะอื่นๆในการเดินทาง

ตรงนี้จะเริ่มยากครับ เพราะความเสี่ยงในการเดินทางแต่ละ trip ย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับไปที่ไหนบ้าง เช่น

  • ถ้าเลือกจะไปแอฟริกา และไปปีนภูเขาคีรีมันจาโรด้วย ตรงนี้คงหนีไม่พ้นต้องเตรียมตัวเรื่อง High altitude sickness ให้ดี เพราะการ trek ไปถึงยอดเขาต้องใช้เวลามาก และส่วนใหญ่ต้องกินยาเพื่อป้องกันโรคจากความสูง 
  • ถ้าจะไปท่องซาฟารี ควรปฏิบัติตามกฎกติกาของอุทยานนั้นเสมอ เช่น ถ้าเขาห้ามลงไปเดินก็อย่าทำ ให้นั่งอยู่ในรถตลอดเวลา ไม่ทำเสียงรบกวนสัตว์ ฯลฯ ไม่ควรไปเที่ยวแบบคึกคะนอง ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเสมอ ระหว่างที่ออกไปเที่ยวซาฟารีควรทายากันยุงเสมอ 
  • ถ้าจะไปบางเมือง บางพื้นที่ที่ยังมีสถิติการก่ออาชญากรรมสูง เช่น โจฮันเนสเบอร์ก หรือยังมีความรุนแรงมีการสู้รบ เช่น South Sudan, Rwanda ต้องระมัดระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ดี ไม่ควรออกไปเดินในที่เสี่ยง หรือไปในเวลากลางคืน 
  • ระวังเรื่องสภาพอากาศ ศึกษาเรื่องอูณาหภูมิให้ดี เช่น ถ้าใครจะไป Danakil depression หรือ Dallol ในเอธิโอเปีย ตรงพื้นที่นั้นจะร้อนมาก ต้องเตรียมตัวให้ดี
  • ระมัดระวังการสัมผัสกับแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติของทวีปแอฟริกา เช่น แม่น้ำ ทะเลสาปน้ำจืด เนื่องจากมีความเสี่ยงจะติดเชื้อพยาธิใบไม้ Schistosomiasis ได้
  • ดูแลสุขอนามัย อาหารการกิน เครื่องดื่ม พยายามเลือกกินหรือดื่มของที่สะอาดปลอดภัย

 

6. ดูแลสุขภาพให้พร้อมก่อนการเดินทาง

ก่อนการเดินทางทุกครั้ง ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ ในผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ และเตรียมยาประจำตัวไปทุกครั้ง นอกจากนี้ควรพิจารณาฉีดวัคซีนที่แนะนำก่อนการเดินทาง เช่นวัคซีนบา่ดทะยัก วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ว่าวัคซีนพวกนี้จะไม่ได้เป็นวัคซีนที่บังคับ แต่การฉีดวัคซีนล่วงหน้าไว้ก็ดีจะได้ป้องกันโรคและลดความยุ่งยากไปได้มาก

เช่นวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดทุกๆ 10 ปี สมมุติว่านักท่องเที่ยวไม่ได้ฉีดวัคซีนมามากกว่า 10 ปีแล้ว และจะต้องไปแอฟริกา แพทย์มักจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนเลย เนื่องจากถ้ามีอุบัติเหตุเล็กน้อยในทวีปแอฟริกา เช่น ถูกไม้ข่วนถูก มีแผล การไปหาฉีดวัคซีนบาดทะยักในแอฟริกาจะยุ่งมาก การฉีดไว้เลยจากเมืองไทยจะดีกว่า

เรื่องประกันการเดินทางก็เป็นอีกอย่างที่สำคัญครับ จะช่วยเราได้มากเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาบริษัทประกันดีๆ และต้องอ่านดูว่าประเทศที่จะไปอยู่ในประเทศที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ เนื่องจากประเทศในแอฟริกาบางส่วนเป็นข้อยกเว้น นั่นคือบริษัทไม่รับประกันประเทศนั้นๆ ต้องอ่านดูกรมธรรม์ดีๆครับ

 

7. ถ้าไม่สบายหลังกลับจากการเดินทางท่องเที่ยว

อันนี้พูดเผื่อไว้ครับ ถ้าเกิดไม่สบายหลังจากกลับจากเที่ยวแอฟริกา ควรไปพบแพทย์และต้องบอกแพทย์เสมอว่าไปไหนมา เช่น เพิ่งกลับจากเคนยาอาทิตย์หนึ่งแล้วตัวร้อน ก็ต้องให้ข้อมูลว่าไปเที่ยวเคนยามา อย่างน้อยแพทย์จะได้เจาะเลือดดูมาลาเรียด้วย เพราะเป็นโรคของทวีปแอฟริกานั้น ถ้าไม่ได้บอกคุณหมอ คุณหมอก็จะคิดถึงเฉพาะโรคในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนหรือล่าช้าได้

อ่านมาถึงตรงนี้อย่าพึ่งกังวลกันเกินไปครับ เราก็สามารถไปเที่ยวทวีปแอฟริกานี้หรือทวีปไหนๆ ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย ขอให้ศึกษาหาข้อมูลให้ดี เตรียมตัวให้พร้อม มีสติ ไม่ประมาท ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ขั้นตอน ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

ขั้นตอนการรับวัคซีนไข้เหลืองที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนค่อนข้างยุ่งยากครับ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าทำไมมีขั้นตอนเยอะ ต้องเจอหมอ คุยกับหมอ ต้องกรอกแบบฟอร์ม กว่าจะได้ฉีด ทำไมยุ่งยาก แถมบางคนคุยแล้วไม่ได้ฉีดอีกต่างหาก ทำให้ง่ายๆไม่ได้หรือ น่าจะแค่เดินมาบอกว่า ขอฉีดไข้เหลืองแล้วก็ยกแขนฉีดก็จบเลย ไม่ได้หรือ

ก็ต้องตอบตรงนี้ครับว่า เราทำขั้นตอนง่ายๆแบบนั้นไม่ได้ เพราะวัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนพิเศษ ต้องใช้ให้เหมาะสม มีข้อห้ามและข้อควรระวังมาก ซึ่งแพทย์ต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่าใครสมควรได้รับวัคซีน และจะรับวัคซีนได้หรือไม่ 

ลองมาดูกันครับว่า การจะฉีดวัคซีนไข้เหลือง มีขั้นตอนอะไรบ้าง และมีข้อห้ามและข้อควรระวังอะไร

  1. ก่อนอื่นแพทย์จะต้องพิจารณาแผนการเดินทางก่อนว่า การเดินทางครั้งนี้ไปในประเทศ หรือดินแดนที่มีความเสี่ยงของไข้เหลืองหรือไม่ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องบินในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ จริงๆตรงนี้ก็มีรายละเอียดเยอะครับ ถ้าใครยังไม่ได้อ่านบทความต่อไปนี้ แนะนำให้ลองอ่านดูครับ ว่า ใครและการเดินทางไปประเทศไหนที่ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองบ้าง
  2. ถ้าจำเป็นต้องฉีด ก็มาว่ากันต่อครับ ในคลินิกนักท่องเที่ยวแพทย์จะให้ข้อมูลครับว่า วัคซีนไข้เหลืองเป็นอย่างไร ทำไมต้องฉีด และมีผลข้างเคียงมากไหม และเกิดอะไรได้บ้าง กล่าวแบบย่อๆคือ วัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงมากครับ ผลข้างเคียงน้อย ที่พบบ่อยส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง เช่น มีไข้ หรือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะเป็นอยู่ไม่นาน 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการฉีดไข้เหลืองพบน้อยมาก 
  3. หลังจากนั้นแพทย์จะพิจารณาว่า นักท่องเที่ยวมีข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลืองหรือไม่ โดยดูจากแบบฟอร์มด้านล่าง ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องกรอกแบบฟอร์มดังกล่าว ก่อนเข้าพบแพทย์

  4. จากแบบฟอร์มนี้จะเห็นว่า ถ้านักเดินทางไม่มีโรคหรือภาวะดังกล่าวเลย (ทุกข้อตอบ “ไม่” ทั้งหมด) แสดงว่าไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวัง สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ตามปกติ
  5. แต่ถ้านักเดินทางติ๊กข้อใดข้อหนึ่งว่าใช่ ไม่ได้แปลว่าฉีดวัคซีนไม่ได้ เพราะจะมีรายละเอียดอีกพอสมควร เช่น ถ้าใครติ๊กว่ามีโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคความดัน ไมเกรน หรือภูมิแพ้ โรคเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อห้ามในการฉีดวัคซีน สามารถฉีดได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นโรคร้ายแรง เช่นเป็นมะเร็ง หรือติดเชื้อ HIV และ CD4 ยังต่ำอยู่ กลุ่มนี้จะฉีดวัคซีนไม่ได้ นั่นคือเดินทางไม่ได้ แพทย์จะแนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง
  6. โรคหรือภาวะบางอย่างต่อไปนี้เป็นข้อห้าม/ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน 
     

    • เป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 เดือน
    • เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
    • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
    • แพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน
    • เป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น การติดเชื้อ HIV หรือ AIDS
    • เป็นโรคมะเร็ง 
    • กินยาที่กดภูมิคุ้มกัน หรือการได้รับยาเคมีบำบัด/ฉายแสง
    • เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทมัส (Thymus) หรือโรค MG (Myasthenia Gravia) หรือ Thymoma
  7. ถ้านักเดินทางคนใดมีโรคหรือภาวะดังกล่าวในข้อ 6. อาจจะทำให้ฉีดวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ ซึ่งนั้นก็แปลจะทำให้เดินทางไม่ได้ ดังนั้นถ้าใครมีภาวะดังกล่าวและจะมีแผนการเดินทางไปในประเทศที่มีไข้เหลือง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ อย่าเพิ่งซื้อตั๋วเครื่องบินหรือจองทัวร์ เนื่องจากมีหลายกรณีที่แพทย์ไม่สามารถฉีดวัคซีนให้ได้ ทำให้ไปไม่ได้ แต่นักเดินทางท่านนั้นได้จ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าทัวร์ไปหมดแล้ว กรณีเช่นนี้จะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น

ต่อไปนี้เป็นคำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับข้อห้าม/ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

Yellow fever vaccine - FAQ

ทำไมคนสูงอายุถึงไม่ควรฉีดวัคซีนไข้เหลือง

เนื่องจากผู้สูงอายุ โดยเฉพาะถ้ามีอายุมากกว่า 60 หรือ 65 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากวัคซีนได้ ผลข้างเคียงนั้นคือ ร่างกายอาจจะต่อสู้กับเชื้อไข้เหลืองในวัคซีนไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นไข้เหลืองขึ้นมาจริงๆ ซึ่งผลข้างเคียงนี้รุนแรง และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผลข้างเคียงนี้จะพบครั้งแรกที่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองเท่านั้น ถ้าใครเคยฉีดมาก่อนแล้วก็สามารถฉีดครั้งที่ 2,3 ได้อย่างสบายใจ

แต่ถ้าใครยังไม่เคยฉีดวัคซีนไข้เหลืองมาก่อน จะมีความเสี่ยงครับ โดยความเสี่ยงจะสูงมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยในคนหนุ่มๆสาวๆ สามารถเกิดเหตุการณ์ที่ว่าได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก ประมาณ 1 ในล้าน แต่เมื่ออายุมากขึ้น เช่นอายุเกิน 65 ปี โอกาสเกิดจะสูงขึ้นเป็นประมาณ 1 ใน 100,000 แต่ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดผลข้างเคียงนั้นจะสูงขึ้นไปอีก เป็น 1 ใน 50,000 ซึ่งถ้าเป็นคนนั้นจริงๆ โรคจะรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้

ดังนั้นที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน จึงไม่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง 

ถ้ามีโรคหรือภาวะที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ จะทำอย่างไร

อันดับแรกเลยครับ ต้องพิจารณาดูว่า โรคหรือภาวะที่ทำให้ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ เป็นภาวะชั่วคราวหรือไม่ ถ้าเป็นภาวะชั่วคราว ก็แนะนำให้เลื่อนการเดินทางไปก่อน จนกระทั่งสามารถฉีดวัคซีนได้ เช่น หยุดยา Steroid ก่อน อย่างน้อย 1 เดือน หรือในรายที่ติดเชื้อ HIV ให้รับรักษาการติดเชื้อ จนมี CD4 มากกว่า 500 ก่อน แล้วค่อยฉีดวัคซีนทีหลัง

แต่ถ้าโรคหรือภาวะนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นอายุมากกว่า 65 หรือ 70 ปี แนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง

ถ้าฉีดวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ แพทย์สามารถออกใบรับรองแพทย์ให้ได้ไหม เพื่อที่จะได้เดินทางได้

ถ้านักเดินทางมีข้อห้ามทางการแพทย์ของการฉีดวัคซีนไข้เหลือง ทำให้ฉีดวัคซีนไม่ได้ แพทย์สามารถจะออกใบรับรองแพทย์ให้ได้ แต่ไม่แนะนำให้เดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงอยู่ดี เนื่องจาก

  1. การถือใบรับรองแพทย์นั้นไประหว่างการเดินทาง ไม่ได้ยืนยันว่า จะทำให้สายการบินยอมให้ขึ้นเครื่องบิน และไม่ได้ยืนยันว่าใบนั้นจะทำให้ผ่านตม. หรือทำให้เข้าประเทศได้ นักเดินทางอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศได้อยู่ดี เนื่องจากแต่ละประเทศมีกฎหรือความเข้มงวดในการตรวจสมุดเล่มเหลือง ถ้าพูดแบบง่ายๆคือ ใบรับรองแพทย์ที่ออกไปนั้น ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ได้มีผลบังคับใช้กับตม.ปลายทาง ทำให้อาจถูกกักตัว หรือส่งกลับประเทศได้
  2. ตม.ปลายทาง โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกา อาจบังคับให้ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่หน้าด้าน ก่อนเข้าประเทศ โดยที่เขาไม่สนใจใบรับรองแพทย์ หรือหนังสือรับรองว่าคนนั้นฉีดวัคซีนไม่ได้ ซึ่งการรับวัคซีนแบบนั้นจะเกิดอันตรายได้
  3. ในบางสถานการณ์ ระหว่างการเดินทางอาจจะไม่มีใครตรวจสมุดเล่มเหลือง และสามารถผ่านเข้าไปในประเทศที่มีไข้เหลืองได้ แต่อย่าลืมว่านักเดินทางคนนั้นไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีโอกาสที่จะติดโรคไข้เหลืองได้จากการถูกยุงกัด ซึ่งถ้าเกิดโรคขึ้นมา โรคจะรุนแรงและเสียชีวิตได้
  4. นอกจากนี้เมื่อเดินทางเสร็จสิ้น เดินทางออกจากดินแดนไข้เหลือง และกลับมายังประเทศไทย ตม.ไทย ยังมีอำนาจในการตรวจว่าใครได้ฉีดวัคซีนหรือไม่ ถ้าไม่ได้ฉีด อาจมีปัญหากับตม. หรืออาจถูกบังคับใช้กฎหมายให้กักตัวดูอาการก่อน เพราะทางการไทยต้องป้องกันไม่ให้ใครเอาโรคไข้เหลืองกลับมายังประเทศไทย

ดังนั้นทางที่ดีที่สุด ถ้ามีโครงการจะไปเที่ยวประเทศที่มีไข้เหลือง แต่ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ ไม่ว่าจะสาเหตุใดๆ เช่น อายุมาก มีโรคประจำตัวบางอย่าง แนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง  

ถ้าไม่แน่ใจให้รีบมาปรึกษาแพทย์ อย่าเพิ่งจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือจ่ายค่าที่พัก เพราะถ้าไปไม่ได้จริงๆ เงินที่จ่ายไปแล้ว อาจจะขอคืนไม่ได้

ทำไมการเป็นโรคมะเร็ง หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือติดเชื้อ HIV ถึงเป็นข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้เหลือง

เนื่องจากวัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนเชื้อเป็น ดังนั้นในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าจากสาเหตุใดๆก็ตาม อาจจะปัญหาคือร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไข้เหลืองในวัคซีนได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อไข้เหลืองขึ้นมาได้จริงๆเหมือนกการติดเชื้อตามธรรมชาติ ซึ่งอาการมักจะรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้ 

ดังนั้นผู้ที่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่สามารถฉีดวัคซีนได้

ติดเชื้อ HIV แต่ไม่มีอาการสามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้หรือไม่

ถ้านักเดินทางมีการติดเชื้อ HIV แต่มีระดับ CD4 count ที่สูงมากกว่า 500 ตัว ไม่มีปัญหาครับ สามารถฉีดวัคซีนไข้เหลืองได้ตามปกติ แต่ถ้ามีระดับ CD4 ต่ำกว่านั้น อาจจะมีปัญหาได้ แพทย์มักจะแนะนำให้รับการรักษาการติดเชื้อ กินยาต้านไวรัส ให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน มีระดับ CD4 ที่สูงกว่า 500 ถึงจะมาฉีดวัคซีนได้ครับ

ขอเน้นย้ำอีกครั้งครับ 

        “ถ้านักเดินทางคนใดมีโรคหรือภาวะที่อาจเป็นข้อห้ามของการฉีดวัคซีนไข้เหลือง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากมีหลายกรณีที่แพทย์ไม่สามารถฉีดวัคซีนให้ได้ ทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวได้ และอย่าเพิ่งตัดสินใจจ่ายเงินล่วงหน้า เพราะอาจมีปัญหาไม่สามารถขอเงินคืนได้”