Update รายชื่อประเทศที่เป็นเขตติดโรคไข้เหลือง และข้อกำหนดเกี่ยวกับสมุดเล่มเหลืองใหม่

เมื่อปลายปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศใหม่ 2 ฉบับ เกี่ยวกับโรคไข้เหลือง ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2560

ใครยังไม่ได้อ่าน 

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้เหลือง
สมุดรับรองการฉีดวัคซีน

 ขอแนะนำให้อ่านก่อนครับ  เพราะจะทำให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น 

ประกาศใหม่มีประเด็นเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจดังนี้  

1. รายชื่อประเทศที่เป็นเขตติดโรคไข้เหลือง เปลี่ยนจากเดิมที่เคยมี 45 ประเทศเป็น 42 ประเทศ โดยมีการตัดรายชื่อประเทศออกไป 4 ประเทศคือ ประเทศราวันดา โซมาเลีย  แทนซาเนีย และเซาโตเมและปรินซิเป และเพิ่มรายชื่อมา 1 ประเทศคือเซาท์ ซูดาน ทำให้รายชื่อประเทศล่าสุดที่อยู่ในประกาศเป็นดังนี้

ทวีปอเมริกาใต้ 13 ประเทศ ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เกียนาฝรั่งเศส ปานามา เปรู เวเนซูเอลา ซูรินาเม ตรินิแดดแอนโตเบโก อาร์เจนตินา ปารากวัย

ทวีปแอฟริกา 29 ประเทศ ได้แก่ แองโกล่า เบนิน บูร์กินาฟาโซ บุรุนดี แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก โกตดิวัวร์ เอธิโอเปีย แกมเบีย กาบอง กานา กีนี กินีบิสเซา อิเควทอเรียลกินี เคนยา ไลบีเรีย มาลี มอริเตเนีย เซเนกัล เซียร์ราลีโอน ซูดาน เซาท์ซูดาน ชาด โตโก ยูกันดา  ซาอีร์ ไนเจอร์และไนจีเรีย

ดูรายชื่อประเทศในราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ 

2. รายชื่อประเทศทั้ง 42 ประเทศนี้เป็นไปตามข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก และ US CDC อย่างไรก็ตามการพิจารณาวัคซีนไข้เหลืองไม่ได้ดูเฉพาะชื่อประเทศที่จะไปเพียงอย่างเดียว มีอีกหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาเช่น

  • มีการเปลี่ยนเครื่องบินในดินแดนไข้เหลืองหรือไม่
  • มีความเสี่ยงในการติดไข้เหลืองในพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่ เช่น ประเทศเคนยาและประเทศแทนซาเนีย ถ้าดูจากรายชื่อประเทศ และแผนที่ไข้เหลืองด้านล่างจะเห็นว่า ประเทศเคนยาเป็นประเทศที่มีไข้เหลือง และต้องฉีดวัคซีนก่อนไป ส่วนประเทศแทนซาเนียมีความเสี่ยงต่ำมาก อาจไม่ต้องฉีด และไม่ได้อยู่ในประเทศที่บังคับด้วย

  • อย่างไรก็ตามถ้าไปเที่ยวซาฟารีที่อุทยาน Serengeti ในประเทศแทนซาเนีย ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับอุทยาน Masia Mara ในประเทศเคนยา (ดังรูปด้านล่าง) จะมีโอกาสที่จะมีความเสี่ยงในการติดโรคไข้เหลืองได้ เนื่องจากจริงๆแล้วอุทยานทั้ง 2 เป็นพื้นที่เดียวกัน แค่มีเส้นเขตแดนพาดผ่าน ซึ่งยุงที่นำเชื้อโรคสามารถบินข้ามพรมแดนของประเทศทั้ง 2 ได้  ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นนี้ด้วย

รูปแสดงซาฟารีในประเทศเคนยาและแทนซาเนีย (CDC Yellowbook 2018)

3. ประกาศใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตามประกาศขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า การฉีดวัคซีนไข้เหลืองเพียงครั้งเดียว สามารถมีภูมิคุ้มกันโรคได้ตลอดชีวิต ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้สมุดรับรองการฉีดวัคซีนไข้เหลืองมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพผู้ฉีดวัคซีนคนนั้น จากเดิมที่จะหมดอายุ 10 ปี ดังนั้นผู้เดินทางจึงไม่ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองใหม่ทุกๆ 10 ปี อ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่นี่ ได้ที่นี่

4. อย่างไรก็ตาม มีข้อพึงระวังคือ องค์การอนามัยโลกระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้เหลืองมีอายุการรับรองตลอดชีพก็จริง  แต่ทุกประเทศจะมีกฏข้อบังคับของตัวเอง ซึ่งบางประเทศได้เปลี่ยนกฎตามแล้ว แต่บางประเทศอาจไม่ได้เปลี่ยนตามองค์การอนามัยโลกก็ได้ ดังนั้นต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดการก่อนเดินทางเสมอ โดยเฉพาะถ้าหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนเล่มเหลืองมีอายุมากกว่า 10 ปี จะได้ไม่เกิดปัญหาเวลาเดินทาง

คลินิกนักท่องเที่ยว (Travel Clinic) คืออะไร และมีอะไรที่คลินิกนักท่องเที่ยว

พอเอ่ยชื่อ “คลินิกนักท่องเที่ยว” หรือ “Travel Clinic” แล้วหลายคนอาจทำหน้างงๆ ไม่แน่ใจว่าคืออะไร และทำไมนักท่องเที่ยวต้องมีคลินิกเฉพาะด้วย และจะไปเที่ยวจำเป็นต้องไปหาหมอด้วยหรือ วันนี้เราลองมาดูกันนะครับว่าคลินิกนักท่องเที่ยวคืออะไร และในนั้นมีอะไรบ้าง

1. คลินิกนักท่องเที่ยวคืออะไร

คลินิกนักท่องเที่ยวเป็นคลินิกพิเศษเฉพาะทาง (Specialized clinic) ที่ให้การบริการด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine) แก่นักท่องเที่ยวทั้งก่อนและหลังการเดินทาง อ่านมาตรงนี้หลายอาจจะงงว่า ทำไมต้องมีการดูแลนักท่องเที่ยวด้วย เราก็สบายดี จะไปเที่ยวทำไมต้องไปหาหมอด้วย ตรงนี้ใครยังไม่เข้าใจหรือเกิดคำถามดังกล่าว แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น

2. คลินิกนักท่องเที่ยวมีอะไร และให้บริการอะไรบ้าง

หน้าที่หลักๆของคลินิกนักท่องเที่ยวมีอยู่ 2 ส่วนครับคือ

1. ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง เช่นใครสักคนจะไปเที่ยวแอฟริกา อินเดีย หรือที่อื่นๆ ก็สามารถมาขอคำปรึกษาที่คลินิกได้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ต้องฉีดวัคซีนอะไร และ จำเป็นต้องป้องกันมาลาเรียหรือไม่อย่างไร โดยแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงของโรคต่างๆระหว่างการเดินทาง โดยดูจาก อายุ เพศ สถานที่ที่จะไป ระยะเวลาที่ไปอยู่ แผนการเดินทาง กิจกรรมที่จะทำ ฤดูกาลที่ไป ฯลฯ จะเห็นว่ามีปัจจัยมากมาย ที่แพทย์ต้องพิจารณา 

หลังจากนั้นแพทย์จะให้คำแนะนำในการป้องกันโรคที่เหมาะสม เช่น ควรฉีดวัคซีนอะไร จำเป็นต้องกินยาเพื่อป้องกันโรคอะไรหรือไม่ และควรพกยาอะไรไปไหม ฯลฯ  ซึ่งคำแนะนำที่แพทย์ให้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และแต่ละการเดินทาง และนี่ก็เป็นสาเหตุว่าคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ไม่จัด package วัคซีน ว่าจะไปประเทศนั้นประเทศนี้ต้องฉีดวัคซีนอะไร นักท่องเที่ยวแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งแพทย์อาจจะแนะนำว่าไม่ต้องฉีดวัคซีนอะไรเลยก็ได้  ลองอ่านหลักทั่วไปในการเตรียมตัวก่อนการเดินทางได้ที่นี่ ครับ

2. ตรวจรักษาโรคหลังจากการเดินทาง ตรงนี้เป็นหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Travel Clinic นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาแล้วไม่สบาย เช่น ท้องเสีย หรือมีไข้ หรือมีอาการใดๆก็ตาม จำเป็นต้องระลึกไว้เสมอว่า ควรจะมาพบแพทย์ และจำเป็นต้องบอกแพทย์เสมอว่าได้เดินทางไปไหนมา เพราะโรคต่างๆของแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน เช่น มีไข้หลังจากกลับจากเที่ยวซาฟารี ในแอฟริกา อาจเกิดจากโรคมาลาเรียได้บ่อย หรือแม้แต่เกิดจากการติดเชื้อโรคพยาธิบางอย่างที่ประเทศไทยไม่มี ดังนั้นจำเป็นต้องแจ้งแพทย์เสมอว่าไปไหนมา 

เนื่องจากคลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ทำให้คลินิกสามารถตรวจรักษาโรคได้อย่างครอบคลุม ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเจาะเลือด ตรวจอุจจาระ ฯลฯ หรือแม้แต่ต้องนอนโรงพยาบาล ก็สามารถทำได้ทันที

โปรโตซัว Giardia lambria ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในนักท่องเที่ยวที่มีอาการท้องเสียหลังกลับจากประเทศอินเดีย เนปาล

 

3. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวคือใคร

แม้ว่าแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น จะให้การดูแล ให้คำปรึกษานักท่องเที่ยวได้ แต่ปัจจุบันการแพทย์สาขาเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine)  มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก มีองค์ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย การจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน เป็นเวลา 3 ปี และสอบผ่านตามเกณฑ์ของแพทยสภา จึงจะได้รับวุฒิบัตร/หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการแพทย์สาขานี้ ซึ่งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นสถาบันหลักในการฝึกอบรมแพทย์แขนงนี้ มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2557

ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มารับบริการที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน อาจจะพบกับแพทย์ประจำบ้านชั้นปีต่างๆ (แพทย์ประจำบ้านคือแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่กำลังฝึกอบรมให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ) ซึ่งการฝึกอบรมและการให้การดูแลนักท่องเที่ยว จะอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขานี้ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวอาจได้พบกับนักศึกษาแพทย์ หรือแพทย์ต่างชาติที่เข้ามาดูงาน หรือเรียนด้าน Travel Medicine ในคลินิกนักท่องเที่ยวของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

ภาพตัวอย่างกิจกรรมการเรียนการสอนในคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

4. ข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับคลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน

  • คลินิกนักท่องเที่ยวโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ไม่ได้ให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังให้บริการรวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่างประเทศ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ พนักงานที่จะไปประจำการที่ต่างประเทศ ฯลฯ และรวมถึงดูแลผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เจ็บป่วยหลังจากการเดินทาง 
  • ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 5000 คนมารับบริการที่คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน และในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการรวมกว่า 20,000 คน มาจากมากกว่า 85 ประเทศทั่วโลกและคลินิกฉีดวัคซีนไปมากกว่า 30,000 เข็ม 
  • คลินิกนักท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นแหล่งความรู้ และการทำวิจัยในด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว มีผลงานวิจัยของคลินิกมากกว่า 30 เรื่อง ดูข้อมูลด้านวิชาการของคลินิกได้ที่นี่ 
  • แม้ว่าคลินิกนักท่องเที่ยว จะเป็นคลินิกพิเศษเฉพาะทาง แต่ไม่มีการคิดค่าบริการพิเศษ อัตราค่าบริการจะเหมือนรพ.รัฐทั่วไป และไม่มีค่าธรรมเนียมแพทย์ (DF) 
  • นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามารับบริการ ควรทำนัดหมายทาง online ล่วงหน้าที่ link นี้ เพื่อความสะดวกและลดเวลารอคอย

ผลวิจัยน่ารู้ คนไทยไปเที่ยวอินเดีย ไม่สบายมากน้อยแค่ไหน

เมื่อเอ่ยถึงอินเดีย หลายคนอาจจะกังวลในการเดินทางไปท่องเที่ยว เนื่องจากกลัวและกังวลปัญหาสุขภาพต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องท้องเสีย วันนี้เราจะมาดูกันครับว่าปัญหาสุขภาพจริงๆในคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดีย เราเจอกันมากน้อยแค่ไหน และคนไทยมักจะไม่สบายเป็นโรคอะไรบ้าง

บทความนี้ค่อนข้างยาว และมีรายละเอียดมากครับ เพราะเป็นการนำผลการวิจัยเรื่อง Health problems among Thai tourists returning from India ซึ่งเป็นผลงานวิจัยล่าสุดของคลินิกมาเล่าให้ฟัง ซึ่งงานวิจัยนี้คุณจุฑามาศ เจ้าหน้าที่วิจัยของคลินิกเป็นผู้วิจัยหลัก (PI) ถ้าใครไม่อยากอ่านยาวๆ ลองดูผลสรุปง่ายๆเลยก็ได้ครับ ดังนี้

“52% ของคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดียจะมีปัญหาสุขภาพอะไรบางอย่าง ส่วนใหญ่คืออาการในระบบทางหายใจ เช่นไอ เจ็บคอ เป็นหวัด พบประมาณ 1/3 ของนักท่องเที่ยว รองลงมาเป็นอาการทางกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อย พบได้ 21 % ส่วนเรื่องท้องเสียที่เราคิดว่าจะเจอบ่อยมากเป็นอันดับ 1 กลับพบไม่มากนักเป็นอันดับ 4 โดยพบแค่ 10% ของนักท่องเที่ยว” 

อ่านแล้วพอเห็นภาพไหมครับ  แต่อยากให้อ่านต่อในรายละเอียด เพราะการอ่านแค่ผลสรุป แล้วนำไปใช้เลยต้องระมัดระวัง เพราะข้อมูลจากการวิจัยอาจใช้ไม่ได้ในทุกกรณี ก่อนที่จะมาดูกันในรายละเอียดของงานวิจัย มีบางประเด็นต้องทำความเข้าใจกันก่อน 

  1. อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกันมากมายในหลายลักษณะ และกระจายกันไปในหลายภูมิภาคของประเทศ ซึ่งคนไทยที่ไปเที่ยวที่อินเดีย อาจแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3-4 กลุ่มดังนี้ 
    • กลุ่มที่ไปแสวงบุญ ไหว้พระที่สังเวชนียสถาน ทั้ง 4 ตำบล นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะเป็นวัยกลางคนถึงวัยสูงอายุ มักจะซื้อทัวร์ไปเป็นหมู่คณะ
    • กลุ่มที่ไปเที่ยวอินเดียภาคเหนือ โดยเฉพาะเลห์ และลาดักห์ กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น  มักจะไปกันเอง กลุ่มเล็กๆ และซื้อทัวร์หรือเช่ารถพร้อมคนขับที่นั่น แล้วไปเที่ยวกันตามสถานที่ต่างๆ
    • กลุ่มที่ซื้อทัวร์ไปทัชมาฮาล อัครา ชัยปุระ ฯลฯ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะซื้อทัวร์จากเมืองไทยไป ไปเป็นกลุ่มทัวร์ เที่ยวระยะสั้นๆ ขึ้นรถทัวร์ นอนโรงแรม
    • กลุ่ม backpacker เที่ยวแบบอิสระ โดยเดินทางไปกับเพื่อนไม่กี่คน กลุ่มนี้มักจะเที่ยวแบบลุยๆนิดหน่อย เช่น ไปตามสถานที่ต่างๆด้วยตนเอง เช่นนั่งรถไฟ รถบัสอินเดีย นอน guesthouse และกินอาหารแบบง่ายๆข้างทาง

      แม่น้ำคงคา ในเมืองพาราณสี หนึ่งในสถานที่ที่คนไทยมักจะไปเยี่ยมชม

  2. ถ้าคิดตามเล่นๆจะเห็นว่าปัญหาสุขภาพของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มก็จะไม่เหมือนกัน เช่น นักท่องเที่ยวที่เที่ยวแบบ backpacker เที่ยวเอง กินอาหารข้างทางบ่อยๆ จะมีความเสี่ยงที่จะท้องเสียมากกว่ากลุ่มที่เที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์และกินอาหารอย่างระมัดระวัง หรือถ้าใครจะไปเลห์ ลาดักส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงมาก อาจจะเกิดปัญหา Acute mountain sickness ได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นจะไม่เกิด
  3. เมื่อถึงตรงนี้ ลองเดาดูไหมครับว่า ผลการวิจัยข้างต้นที่บอกว่าคนไทยที่ไปเที่ยวอินเดียและไม่สบาย ส่วนใหญ่จะเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ส่วนท้องเสียไม่ได้พบมากอย่างที่คิดพบเป็นอันดับ 4 เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน คำตอบคือ ….. กลุ่มที่ไปไหว้พระที่สังเวชนียสถานครับ …. ก่อนหน้านี้ เราเข้าใจมาเสมอว่า โรคที่พบบ่อยที่สุดในคนที่ไปอินเดียคือท้องเสีย ซึ่งตำราต่างประเทศทุกเล่มจะเขียนตรงกัน โดยผลการศึกษาในอดีตระบุว่า นักท่องเที่ยวกว่า 50-80% ที่ไปอินเดีย จะท้องเสีย แต่ตัวเลขข้อมูลพวกนั้นเป็นการศึกษาในนักท่องเที่ยวตะวันตก เราไม่มีตัวเลขมาก่อนเลยว่า แล้วคนไทยล่ะ ถ้าไปอินเดียจะท้องเสียถึง 50-80% หรือไม่
  4. ดังนั้นในปี 2557-2558 หน่วยเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง จึงได้ทำการวิจัย โดยเก็บรวบรวมคนไทยมากกว่า 1200 คนที่ไปเที่ยวอินเดีย โดยส่วนใหญ่ >90% เป็นคนที่ไปไหว้พระที่สังเวชนียสถาน ไปเป็นกลุ่มทัวร์ โดยตามว่าเมื่อเที่ยวเสร็จสิ้นแล้ว มีคนไทยไม่กี่คนที่ไม่สบาย และมีปัญหาท้องเสียบ่อยที่สุดจริงไหม ซึ่งผลการวิจัยที่ได้มาทำให้เราแปลกใจพอสมควร เพราะเรากลับพบว่าคนไทยมีอาการของระบบทางเดินหายใจมากกว่า มีคนไทยเพียง 10% ที่มีอาการท้องเสียจากการไปเที่ยวที่อินเดีย
  5. ซึ่งเมื่อมาพิจารณาในรายละเอียด ก็พอหาคำอธิบายได้ เนื่องจากคนไทยที่ไปไหว้พระแสวงบุญจะไปเป็นกลุ่มนั่งรถบัสกันไปคันเดียวกัน กินพร้อมๆกัน อยู่โรงแรมเดียวกัน จะเห็นว่าถ้ามีใครสักคนเป็นหวัด ไม่สบายขึ้นมาก็อาจแพร่เชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนี้มักจะต้องนั่งรถคันเดียวกันเป็นเวลานานหลายๆชั่วโมง เพราะมีการเดินทางระหว่างเมือง ส่วนเรื่องท้องเสียที่พบน้อยในกลุ่มนี้ น่าจะเนื่องมาจากอาหารการกินของกลุ่มนี้ มีการจัดเตรียมเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่กินในร้านอาหาร หรือในวัด บางทีมีแม่ครัวไทยทำให้ด้วย ไม่ค่อยได้กินอาหารข้างทาง หรืออาหารที่ไม่สะอาดทำให้เกิดท้องเสียน้อย
  6. นอกจากเรื่องอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทางกล้ามเนื้อ ไข้ และท้องเสีย ในการวิจัยเรายังเจอปัญหาสุขภาพในคนไทยอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผื่นผิวหนัง หรือแม้แต่ถูกสุนัขกัดระหว่างท่องเที่ยว ซึ่งปัญหาเหล่านี้บางครั้งเราก็ไม่คาดถึง แต่โชคดีหน่อยครับ แม้ว่าคนไทยกว่า 52% จะมีปัญหาสุขภาพอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาส่วนใหญ่ไม่รุนแรง หายเองได้ มีเพียง 6 % เท่านั้นที่ต้องพบแพทย์ระหว่างเดินทาง และมีน้อยกว่า 1% ที่ต้อง admit ในโรงพยาบาล
  7. โดยสรุปการวิจัยนี้ทำให้รู้ว่า ปัญหาสุขภาพของคนไทยที่ไปไหว้พระที่อินเดียพบบ่อยพอสมควร โดยกว่า 52% จะมีอาการไม่สบายอย่างหนึ่งอย่างใด และส่วนใหญ่เป็นอาการของระบบทางเดินทายใจ เช่นอาการหวัด เจ็บคอ ไอ ส่วนท้องเสียพบประมาณ 10% ดังนั้นข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์มากในการให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เช่น เวลานั่งรถไปเป็นเวลานาน ต้องระวังเรื่องสุขอนามัย ถ้ารู้สึกเป็นหวัด ไอ ต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก ล้างมือบ่อยๆ ในกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนเดินทาง ส่วนเรื่องท้องเสีย พบได้เหมือนกัน แต่อาการมักไม่รุนแรงหายเองได้ อาจเตรียมตัวพกผงเกลือแร่ไปด้วย 

    คลินิกทีเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย

  8. การวิจัยนี้เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่ทำในนักท่องเที่ยวไทยที่ไปอินเดีย อย่างไรก็ตามทุกงานวิจัยย่อมมีข้อจำกัด เช่น ผลการศึกษานี้จะไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มอื่นได้ เช่นถ้านักท่องเที่ยวเที่ยวแบบ backpack ไปในที่ต่างๆ กินอาหารข้างทาง และเที่ยวแบบลุยๆ อาจพบปัญหาท้องเสียมากกว่ากลุ่มนี้ก็ได้ คงต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน และเผลอๆถ้าไปเที่ยวนาน กินอาหารข้างทางบ่อยๆ อาจต้องฉีดวัคซีนไทฟอยด์ด้วย ส่วนถ้าจะไปเที่ยวเลห์ ลาดักส์อย่าลืมเตรียมตัวสำหรับปัญหา high altitude sickness ด้วย
  9. ดังนั้นในทางปฏิบัติเวลามีนักท่องเที่ยวมาพบแพทย์ที่คลินิกนักท่องเที่ยว ถามว่าไปอินเดียต้องเตรียมตัวอย่างไร และจะไม่สบายหรือไม่ แพทย์ต้องถามข้อมูลในรายละเอียดมากมาย ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เที่ยวกันกี่คน นอนในที่พักแบบไหน จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง และอาหารการกินจะเป็นอย่างไร ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยแพทย์ในการพิจารณาให้คำแนะนำและสั่งวัคซีนที่จำเป็นและเหมาะสมให้นักท่องเที่ยวแต่ละรายไป และนี่ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่งว่าทำไมคลินิกนักท่องเที่ยวไม่มีการจัด package หรือบอกออกมาเลยว่าไปอินเดียต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง เพราะในบางรายไม่ต้องฉีดวัคซีนอะไรเลยก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวทุกคนต้องดูแลสุขภาพ สุขอนามัยทั่วไป ระวังเรื่องอาหารการกิน ทายากันยุงไม่ให้ยุงกัด ฯลฯ
  10. การศึกษาวิจัยเป็นอีกภารกิจหนึ่งในคลินิกนักท่องเที่ยวของเราครับ เนื่องจากเราเป็นสถาบันทางวิชาการ และเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง จำเป็นต้องมีการสร้างองค์ความรู้เพื่อช่วยในการดูแลนักท่องเที่ยว ถ้าใครมาที่คลินิกนักท่องเที่ยว อาจพบแพทย์ประจำบ้าน และมีการเชิญให้เข้าร่วมโครงการวิจัยต่างๆบ้างครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาปัญหาสุขภาพในนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ เช่นตอนนี้มีการทำวิจัยเรื่อง ปัญหาสุขภาพของคนไทยที่จะเดินทางไปในที่สูง ซึ่งผลการวิจัยจะทำให้เรารู้ว่า คนไทยที่ไปเที่ยวที่สูงๆ จะเกิด Acute mountain sickness บ่อยแค่ไหน และรุนแรงหรือไม่ หรืออีกงานวิจัยหนึ่ง เราเก็บข้อมูลคนไทยที่ต้องกินยาป้องกันมาลาเรีย ก่อนไปแอฟริกา ผลการวิจัยจะทำให้เรารู้ว่าการกินยานั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เราและวงการแพทย์ได้มาก
  11. สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของงานวิจัยเรื่องปัญหาสุขภาพของคนไทยที่ไปอินเดียนี้ สามารถเข้าไปอ่าน abstract และดู full paper ได้ที่ Journal of Travel Medicine 2017; 1-6. doi:10.1093/jtm/tax013